พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
14 กันยายน 2552 :: 15:09:45 pm 1101

กฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแม่และบุตร

ดิฉัน ยอมรับเลยนะค่ะว่าในโลกใบนี้ ความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พูดนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่า ดิฉันเป็นแม่คนแล้วนะค่ะ แต่ในนามของลูกนี่แหละค่ะ ที่ทำให้ดิฉันเห็นถึงความรักของพ่อแม่ โดยเฉพาะความรักของแม่ นั้นบรรยายความรักความผูกพัน สามวันสามคืนก็ไม่หมด ดิฉันเคยประทับใจในคำพูด ของนักคิดทางตะวันตก คนหนึ่งที่บอกไว้ว่า “แม่เป็นของขวัญพิเศษที่พระเจ้าประทานมาให้กับลูกทุกคน”

พูดถึงความรักของแม่แล้ว เราคงต้องยอมรับเลยนะค่ะว่า ในภาวะปัจจุบันที่ผู้หญิงแต่งงานช้า (ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ ว่ากันไป) พอแต่งงานช้าก็เลยมีลูกยาก ส่งผลให้เกิดคุณแม่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งคุณแม่รับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม คุณแม่มือเดี่ยวซิงเกิลมัม (Single mom) คุณแม่ที่ให้ผู้อื่นอุ้มบุญให้ ฯลฯ แล้วคุณแม่พิเศษ ๆ เหล่านี้ ในทางกฎหมายแล้วมีความพิเศษใดๆ หรือไม่สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ดิฉันจะคุยกับคุณ นี้นอกเหนือจากความเป็นแม่ (พ่อ) ลูกธรรมดาๆ ค่ะ

สัมพันธ์ทางกฎหมาย…ของแม่ลูก

ความ สัมพันธ์ในทางกฎหมาย ระหว่างแม่ลูกของกฎหมายไทย นั้นก็พิจารณาจากธรรมชาติของความรักความเอื้ออาทร ของแม่ที่มีต่อลูกตั้งแต่ความอดทนที่ต้องแบกท้องกลมๆ หรือแหลมๆ เป็นเวลา 9 เดือนกว่าจะคลอดออกมา พอลูกคลอดแล้วร้องอุแว้ ๆ แม่ทุกคนที่เป็นผู้คลอดลูก จะกลายเป็นผู้ปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ของเด็กทันที ไม่ว่าคุณแม่คนนั้นจะจดทะเบียนสมรส กับผู้ที่ได้ชื่อเป็นพ่อของเด็กหรือไม่ก็ตาม

ถ้าสามี ภรรยาคู่นั้นจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย คุณพ่อก็จะเป็นผู้ปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายร่วมกับคุณแม่ อำนาจอันนี้คือสิทธิการปกครองลูก หรือสิทธิในการกำหนดถิ่นที่อยู่อาศัย ส่วนทางออกของคุณพ่อที่ไม่สามารถจดทะเบียนสมรส กับแม่ของลูก กฎหมายก็ให้สิทธิคุณพ่อไปจดทะเบียนรับรองบุตร ตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 1548 ลูกจะได้มีสิทธิรับมรดกของพ่อ และได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากพ่อให้เป็นเรื่องเป็นราว

สิทธิของ…ซิงเกิลมัม

สำหรับ คุณแม่มือเดี่ยว ที่ตอนนี้สังคมไทยยอมรับมากขึ้น สำหรับการเป็นคุณแม่ที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ จากเดิมอาจจะมองว่าเป็นผู้หญิงที่บกพร่องสามีเลยทิ้ง ปัจจุบันไม่ใช่แล้วค่ะ สังคมเห็นใจเธอมากขึ้น เช่น คุณแม่มือเดี่ยวอาจจะไม่มีความสุข ที่ต้องอดทนใช้ชีวิตกับผู้ชายที่ไม่เหมาะ เป็นพ่อของลูก ขืนใช้ชีวิตร่วมกันไปก็อาจทำให้ลูกมีปัญหา

ในทางกฎหมาย นั้นก็เหมือน กับกรณีจดทะเบียนสมรสกับไม่จดทะเบียนสมรส นั่นแหละค่ะ คือในกรณีคุณแม่มือเดี่ยวก็ต้องยอมรับว่า ย่อมไม่มีการจดทะเบียนสมรส (เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่เรียกว่า “แม่มือเดี่ยว”) ดังนั้นสิทธิการปกครองลูกย่อมเป็นของคุณแม่มือเดี่ยวเพียงผู้เดียว แต่กฎหมายก็ให้สิทธิกับคุณพ่อ (ที่อาจเพิ่งรู้ทีหลังว่าตนเองไปมีลูกกับผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง) ไปจดทะเบียนรับรองบุตร ตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 1548 ดัง ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแหละค่ะ

แม่มีภาษีดีกว่า…ถ้าฟ้องแย่งลูก

ใน กรณีที่จดทะเบียนกันแล้วก็อาจมีการหย่าร้าง แล้วไม่สามารถตกลงเรื่องสิทธิการปกครองลูกได้ คุณผู้ชายทั้งหลายต้องจำประโยคสุดคลาสสิคในสังคมไทยคือ “ขาดแม่เหมือนแพแตก” แปลว่าอะไรในการพิจารณาคดีเรื่องศึกชิงลูกนะหรือค่ะ ก็แปลว่าผู้ชายมักจะเสียเปรียบผู้หญิง เพราะศาลไทยมักเห็นว่า ผู้หญิงนั้นสามารถทำหน้าที่ของพ่อและแม่พร้อมกันไปได้ดีกว่าผู้ชาย ดังนั้นเมื่อศาลต้องพิจารณาให้สิทธิในการปกครองระหว่างพ่อหรือแม่ในการหย่า ร้างกัน หากทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อด่างพร้อยใดๆ พร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกทั้งคู่ อย่างเท่าเทียมกัน ท้ายที่สุดแล้วคุณผู้หญิงจะได้สิทธิ ในการปกครองลูกค่ะ

แม่บุญธรรม…ต้องจดทะเบียนรับลูก

สำหรับ คุณแม่ที่แต่งงานมานานปี แต่ก็ยังไม่มีลูกสักที เลยคิดจะไปรับเด็กมาเลี้ยงเพื่ออุปการะให้ได้รับการศึกษา ความรักความเอาใจใส่ ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้เลยทันทีนะค่ะ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การที่คุณจะรับเด็กมาเป็นบุตรบุญธรรม คุณกับเด็กคนนั้นๆ ต้องอายุห่างกันอย่างน้อย 15 ปี ขึ้นไป คู่สมรสของคุณก็ต้องยินยอม และไม่ใช่ว่าแค่จะนำเอาเด็กมาอุปการะให้การศึกษา เ ลี้ยงดูทางร่างกาย จิตใจ เท่านั้นนะค่ะ คุณยังต้องจดทะเบียนรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม ให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยนะค่ะ โดยถ้าหากพ่อแม่เด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ และเด็กก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ของเด็กต้องให้ความยินยอมทางกฎหมาย ซึ่งในการนี้พ่อแม่จริงๆ ของเด็กก็ยังมีสิทธิปกครองร่วมกับพ่อแม่บุญธรรมด้วย แต่ถ้าเป็นกรณีเด็กถูกทอดทิ้ง และอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ คุณก็ต้องให้สถานสงเคราะห์ ให้ความยินยอมก่อนนะค่ะ

ลูกติดของคู่สมรส…ก็ต้องจดทะเบียนรับลูก

คุณ ผู้อ่านซึ่งแต่งงานกับพ่อม่าย หรือแม่ม่ายที่มีเรือพ่วง 2-3 ลำ ตามมาด้วย ใช่ว่าลูกของเธอและลูกของฉัน จะกลายเป็นลูกของเราโดยอัตโนมัติ จากการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายนะค่ะ เพราะว่าสามีหรือภรรยาที่มีคู่สมรสที่มีลูกติด ต้องไปจดทะเบียนรับลูกติดของคู่สมรสเป็นลูกบุญธรรมเช่นกัน หากมีความประสงค์จะรับลูกติดเป็นลูกบุญธรรม ใช่ว่าจะได้รับเป็นของแถมจากการแต่งงาน กับแม่ม่ายหรือพ่อม่ายด้วยการได้บุตรบุญธรรมทันทีนะค่ะ

พ่อ แม่ ลูก…ต้องดูแลกัน

ไม่ ว่าจะเป็นแม่หรือพ่อหรือลูก นอกจากสายใยแห่งความรักความผูกพันแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้บุคคลทั้งสามนี้ ดูแลกันไปตลอดครับ นั่นก็คือ เมื่อคุณผู้อ่านยังเป็นเด็กจนบรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ก็มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูคุณ แต่เมื่อคุณบรรลุนิติภาวะแล้ว คุณต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ครับ โดยใน กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 1563-1564 ระบุไว้ว่า “บุตร (ตามกฎหมาย) จำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา” และ “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์” นอกเสียจากว่าลูกที่บรรลุนิติภาวะนั้นมีปัญหาพิการ จนไม่สามารถทำมาหากินได้ พ่อแม่ถึงต้องทำหน้าที่เลี้ยงดู ตามกม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 1564 วรรค 2 ระบุว่า “บิดามารดาจำต้องเลี้ยงดูบุตร ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้” ดังนั้นใครที่ไม่ได้พิกลพิการแต่ยังให้พ่อแม่เลี้ยงดูทั้งๆ ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ต้องพิจารณาตัวเองนะค่ะ

ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง…ทอดทิ้งกัน

เมื่อ กฎหมายกำหนดหน้าที่ระหว่างแม่ (พ่อ) ลูก ว่าต้องดูแลกันไป ในกรณีที่เรามักจะเห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือแม่วัยรุ่นคลอดลูกแล้วเอาไปทิ้ง ไว้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ แบบนี้เป็นความผิดอาญามาตรา 306 ที่ระบุว่า “ผู้ใดทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกิน 9 ปี ไว้ ณ ที่ใด เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ถ้าเด็กที่ถูกทอดทิ้งได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต โทษก็จะหนักขึ้นกว่านี้ เผลอๆ ถึงขั้นได้รับโทษทำร้ายผู้อื่น (ทอดทิ้ง) จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย มีโทษสูงสุดจำคุก 20 ปี เลยนะค่ะ บางคนทราบเช่นนี้แล้วก็เลยรอให้เด็กมีอายุครบ 9 ปี ก่อนจึงเอาไปทิ้ง กฎหมายก็มีโทษสำหรับคนพวกนี้ด้วย คือโทษจากการทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้โดยประการที่น่าจะเกิดอันตรายแก่ ชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นกัน

ส่วนลูกบางคนที่มีหลักฐาน ปรากฏว่ามีรายได้ มีฐานะ แต่กลับไม่อุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ ทั้งๆ ที่ว่าสามารถอุปการะเลี้ยงดูท่านได้ จนทำให้ท่านได้รับความเดือดร้อน หรือมีความเป็นอยู่ไม่สมควรแก่อัตภาพ แบบนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จากลูกที่ทอดทิ้งพ่อแม่ได้เลยค่ะ นอกจากนี้คือ ลูกบางคนก็รู้ทั้งรู้ว่าพ่อแม่ไม่ค่อยสบาย หรือมีความพิการ และถ้าตัวเองไม่ดูแล อาจทำให้ท่านเกิดอันตรายแก่ชีวิต แต่ก็ยังใจดำทอดทิ้งพ่อแม่ไปอีก ลูกแบบนี้ต้องรับโทษตาม ก.ม.อาญามาตรา 307 คือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับค่ะ แต่บทลงโทษที่สาสมสำหรับพวกนี้ คือการประณามทางสังคม ซึ่งเจ็บปวดกว่าการรับโทษทางกฎหมายเยอะค่ะ

ร่าง พ.ร.บ. อุ้มบุญ…ความหวังคุณแม่มีลูกยาก

สมควร ที่จะยอมรับการอุ้มบุญ ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายไหม เห็นว่า “สมควรต้องมี พ.ร.บ.อุ้มบุญให้ชัดเจนไปเลย เพื่อให้ทันกับยุคสมัย ก่อนที่จะเกิดปัญหาแย่งชิงเด็ก หรือสิทธิตามกฎหมายของเด็ก” ซึ่งปัญหามันก็เคยเกิดขึ้นแล้วในปีพ.ศ.2543 ที่กรมบัญชีกลางหารือ มายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า สามี-ภรรยาที่เป็นข้าราชการให้หญิงอื่น (ที่ไม่ใช่ข้าราชการ) อุ้มบุญตั้งครรภ์แทนจะสามารถเบิกค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล บุตรที่เกิดจากการอุ้มบุญได้หรือไม่ ซึ่งผลของการตีความคือ ไม่สามารถเบิกสวัสดิการดังกล่าวได้ค่ะ

เมื่อเกิดเรื่อง นี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เขาจัดโครงการวิจัยในเรื่องนี้มาตลอดและกำลังพัฒนาไปสู่การร่าง สาเหตุที่กฎหมายฉบับนี้ได้มีการจัดทำร่างขึ้น ก็เพราะคำนึงถึงผลกระทบต่อหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ การคุ้มครองสามีภรรยาด้านสิทธิของการเป็นบิดามารดา ของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ

เงื่อนไข…จากร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ

คู่ สามีภรรยาที่จะทำอุ้มบุญ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อคู่สามีภรรยาได้สิทธิ เป็นบิดามารดาของเด็กอุ้มบุญ ส่วนหญิงที่จะอุ้มบุญและคู่สมรสต้องมีสัญชาติไทย หญิงที่จะตั้งครรภ์แทนต้องอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส โดยหญิงดังกล่าวต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิอย่างครบถ้วน สามีของผู้ที่จะอุ้มบุญต้องยินยอมด้วย การตั้งครรภ์ต้องมิใช่เพื่อการค้า การตั้งครรภ์ในกรณีอุ้มบุญ ต้องทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ด้วยวิธีทำเด็กหลอดแก้ว นำไข่และอสุจิของคู่สามีภรรยาเท่านั้น ไม่ใช่เชื้อหรือไข่ที่ได้รับการบริจาค ซึ่งเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ออกมานี้เพื่อมิให้ประเทศไทย กลายเป็นแหล่งให้ชาวต่างชาติ มาทำการอุ้มบุญอย่างที่หลายฝ่ายกังวลค่ะ

ก็ต้องลุ้นกัน ต่อไปนะค่ะ สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนคุณผู้หญิงท่านไหนที่หวั่นไหวกับการเป็นแม่ กลัวว่าจะทำหน้าที่ไม่ดีพอ เชื่อดิฉันเถอะค่ะว่าถ้าคุณมีความพร้อมทางฐานะ ความคิด อารมณ์ ช่วยสร้างทรัพยากรบุคคล ให้กับประเทศนี้เถอะค่ะ เพราะล่าสุดจำนวนเด็กไทย มีอัตราน้อยกว่าคนชราที่อายุยืนยาว จนนักประชากรศาสตร์เขาหวั่นเกรง กันว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีแต่คนสูงวัย ที่เป็นภาระของรัฐบาล ในขณะที่คนในวัยแรงงาน (ซึ่งก็คือเด็กที่คลอดหรือเป็นทารกขณะนี้) จะมีน้อยลง…ดังนั้นถ้าคุณพร้อม ดิฉันคิดว่าคุณก็สามารถเป็นคุณพ่อและคุณแม่ ที่ดีต่อไปได้ในภายภาคหน้าค่ะ

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : กฏหมาย

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

marda