พัทยาเดลีนิวส์

02 กรกฎาคม 2552 :: 15:07:58 pm 1044

คดีผู้บริโภค เรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรรู้

ปัจจุบัน สภาพการค้าและระบบเศรษฐกิจมีการขยายอย่างมาก ประกอบกับมีการนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องมาตรฐานคุณภาพสินค้า หรือบริการ เช่น ซื้อรถแล้วขับไม่ได้ ซื้อบ้านแล้วไม่เหมือนตามที่โฆษณาไว้ ฯลฯ รวมทั้งยังขาดอำนาจต่อรองในการเข้าทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ ทำให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ
สนใจโฆษณา

นอกจากนี้ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นและมีการฟ้องร้องต่อศาล ผู้บริโภคจะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งไม่อยู่ในความรู้เห็นของตนต่อศาล ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ดังนั้นเเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย เข้าถึงความยุติธรรมด้วยความสะดวก เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ศาลยุติธรรมจึงเสนอร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ และประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมา

พระ ราชบัญญัติ คดีพิจารณาผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินคดี มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงความยุติธรรมแก่ผู้บริโภค โดยใช้หลักการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อความจริงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท รวมถึงสินค้าและบริการที่ตรงต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมากที่สุด

คดีใด เป็นคดีผู้บริโภค ?

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 กำหนดความหมายของ ” คดีผู้บริโภค” ไว้ว่า

1. คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องแทนผู้บริโภคตามมาตรา 17 ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง ตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจาก การบริโภคสินค้าหรือบริการ

2. คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

3. คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม 1 หรือ 2

4. คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณา ตามพระราชบัญญัติฉบบับนี้

นอก จากนั้น หากมีข้อสงสัยว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ให้ถือเป็นที่สุด

ผู้บริโภค และผู้ประกอบธุรกิจ หมายถึงใคร?

ผู้บริโภค หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือ ผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้า หรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม

ผู้ประกอบธุรกิจ หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขาย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย รวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย คือ ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายสินค้าที่ไมาสามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้ ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้บริโภคหรือผู้นำเข้า

การฟ้องร้องคดีผู้บริโภค

พระ ราชบัญญัติพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ให้สิทธิแก่คู่ความสามารถ “ฟ้องด้วยวาจา” หรือฟ้องเป็นหนังสือก็ได้ หากผู้บริโภคฟ้องด้วยวาจา เจ้าพนักงานคดีจะบันทึกรายละเอียดว่าเรื่องเป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ผู้เสียหายได้รับผลกระทบอย่างไร พอจะมีหลักฐานอะไรบ้างหรือไม่ ฯลฯ หลังจากบันทึกแล้ว ให้ผู้บริโภคอ่านคำฟ้องเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แล้วจึงลงลสยมือชื่อกำกับไว้ในคำฟ้อง จากนั้นเจ้าพนักงานคดีจะส่งคำฟ้องให้ศาลแล้วศาลจะนัดมาไกล่เกลี่ย โดยผู้บริโภคที่เป็นโจทย์จะได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมอื่นๆ นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานคดี หรือ บุคคลที่ศาลหรือคู่ความกำหนดทำการไกล่เกลี่ยคู่ความให้ตกลงประนีประนอมยอม ความกันก่อนเริ่มพิจารณาคดีได้ หากตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายก็จะได้ขอยุติร่วมกัน แต่หากตกลงยอมความกันไม่ได้ ศาลจะรีบพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว

ผู้ประกอบธุรกิจฟ้องฟ้องผู้บริโภคได้ที่ภูมิลำเนาผู้บริโภคเท่านั้น

ใน เรื่องของเขตอำนาจศาล หากผู้ประกอบธุรกิจเป้นโจทย์ฟ้อง ผู้บริโภคเป็นจำเลย เช่น โจทย์ที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตจะฟ้องผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกหนี้ผู้ใช้บัตร เครดิต โจทก์อาจฟ้องคดีต่อศาลที่เป็นภูมิลำเนาของโจทก์เองเพื่อสะดวก แต่เป็นการผลักภาระในการเดินทางมาต่อสู้คดีในศาลให้แก่ลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้บริโภค ดังนั้น พระราชบัญญัติพิจารณาคดีผู้บริโภคจึงกำหนดว่า “หากผู้ประกอบธุรกิจที่จะฟ้อง ผู้บริโภคมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลอื่น นอกเหนือจากศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ ให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ เพียงแห่งเดียว” เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลเพื่อต่อสู้คดีของ ผู้บริโภคในกรณีที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ห่างไกล

ความรับผิดในสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง

ผู้ บริโภคที่ซื้อสินค้า หรือรับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ อาจได้รับสินค้าและบริการที่ไม่ามบูรณ์ หรือไใได้มาตรฐาน แต่ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับการเยียวยา เช่น ซื้อรถใหม่ แต่หลังจากใช้มาได้ไม่นาน ก็กลับต้องเข้าอู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นเหตุการณืที่ผิดวิสัย เมื่อผู้ซื้อขอให้มีการเปลี่ยนรถคันใหม่ ผู้ขายมักจะปฎิเสธ โดยอ้างว่าความชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการรับประกัน ที่ผู้ขายจะต้องซ่อมแซมรับผิดชอบให้ตามความเหมาะสม แต่ผู้ซื้อไม่อาจเรียกร้องให้ผู้ขายเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ตนได้ เห็นได้ชัดว่า กรณีนี้ แม้จะไม่เห็นถึงความชำรุดบกพร่องในระหว่างส่งมอบสินค้า แต่ก็ประเมินได้จากสภาพปัญหาว่าข้อบกพร่องน่าจะมีอยู่ก่อน

ซึ่ง น่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิต ไม่ใช่เกิดจากเหตุที่พึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งตามพระราชบัญญัติพิจารณาคดีผู้ยริโภคกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ผู้ ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้บริโภค แทนการแก้ไข ซ่อมแซมสินค้าที่ชำรุดบกพร่องนั้นได้ ถ้าผู้ถูกฟ้อง ไม่ใช่ผู้ผลิต หรือ ผู้นำเข้า ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ผลิต หรือนำเข้าสินค้านั้น มาร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดแก่ผู้บริโภคได้ แต่ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความสุจริตของผู้บริโภคในการเรียกร้องสิทธิด้วย

ความรับผิดต่อความเสียหายที่ไม่ปรากฎขึ้นในทันที

อาจ มีบางกรณี ที่ต้องใช้ระยะเวลาว่า ความเสียหายทีเกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย จะแสดงออกมาให้เห้น เช่น ผลของการสะสมสารพิษในร่างกาย ซึ่งผู้บริโภคอาจได้รับสารพิษนั้นมาโดยตรง หรือโดยทางอ้อม จากการได้รับสารพิษจากการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่เจือปนสารพิษ เป็นต้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค กำหนดให้ผู้บริโภคผู้มีอำนาจฟ้องแทนผู้บริโภค สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ภายในสามปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย นอกจากนี้ หากผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ อยู่ในระหว่างตกลงค่าเวียหายกัน ก็ไม่ต้องกังวลว่าคดีจะขาดอายุความ เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้อายุความฟ้องร้องหยุดนับในระหว่างเจรจา กัน จนฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกการเจรจานั้น อายุความจึงเริ่มนับต่อไป

การอุทธรณ์ ฎีกา คดีผู้บริโภค

เมื่อ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง หรือคำพิพากษาแล้ว คู่ความอาจอุทธรณ์คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภคได้ภายในหนึ่งเดือนับแต่วันที่ศาลได้อ่าน คำพิพากษา โดยทั่วไปถือว่าคดีเป็นที่สุดในชั้นอุทธรณ์ ส่วนคู่กรณีที่ประสงค์จะฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั้งของศาลอุทธรณื สามารถยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา เกินสองแสนบาท หรือในปัญหาข้อกฎหมายได้โดย ให้ยื่นฎีกาไปยังศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นเพื่อให้ศาล ฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือปัญหาสำคัญอื่นที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย จึงอาจกล่าวได้ว่าคดีผู้บริโภคมีระบบตรวจสอบของศาลทั้งสมชั้นเช่นเดียวกับ คดีแพ่งทั่วไป แต่ศาลฎีกาจะรับพิจารณาเฉพาะคดีที่เป็นเรื่องสำคัญเท่านั้น

ข้อมูลจาก : ศาลยุติธรรมกับการคุ้มครองผู้บริโภค

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : กฏหมาย

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com