พัทยาเดลีนิวส์

07 กันยายน 2553 :: 10:09:07 am 35459

คาด 50 โครงการมาบตาพุด เดินหน้าต่อได้

สภาอุตฯ คาดฟ้าหลังฝน มาบตาพุดสดใส นักลงทุนต่อแถวเข้าไทย โครงการลงทุนบางส่วนเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ หลังศาลปกครอง มีคำสั่งปลดล็อค โครงการมาบตาพุดมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรง สามารถดำเนินการต่อได้ ด้านเครือข่ายประชาชนเตรียมบุกพบอานันท์ทวงความช่วยเหลือ
สนใจโฆษณา

มาบตาพุด-วานนี้ (6 ก.ย. 53 ) นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ไม่ติดใจในการปรับลดประเภท 18 กิจการรุนแรง เหลือเพียง 11 กิจการรุนแรง เพราะเป็นอำนาจในการตัดสินใจของรัฐบาล แต่อยากให้มีการชี้แจงเหตุผลในการตัด 7 ประเภทออก เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อประชาชนทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ยังคงบอกว่า การแยกเป็น 18 กิจการรุนแรงนั้น น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า เพราะมีความเข้มข้นมากกว่าการแยกเป็น 11 ประเภทกิจการ

“แม้ศาลปกครองจะเลิกคุ้มครองบางโครงการใน 76 โครงการ แต่ทางภาคเอกชน ทุกๆ โครงการ ได้มีการทำลายลักษณ์อักษรไว้แล้ว ว่าจะดำเนินการตามแนวทางของคณะกรรมการอิสระ ในการจัดทำอีไอเอ และ เฮชไอเอ”นายอานันท์กล่าว และในวันที่ 10 ก.ย.นี้ คณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะมีการเรียกประชุม เพื่อทำความเข้าใจ และขอเหตุผลในการตัดกิจการรุนแรงของรัฐบาลออก

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คาดว่าโครงการในมาบตาพุดที่จะสามารถดำเนินการต่อได้ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรงมีประมาณ 50 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านบาท โดยหลายโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ ซึ่งเอกชนต้องการให้ดำเนินการได้ภายใน 2 สัปดาห์ เพราะเรื่องนี้ล่าช้ามาเป็นปีแล้ว โดยเอกชนเตรียมส่งหนังสือชี้แจงเรื่องดังกล่าวไปให้นักลงทุนต่างชาติต่อไป

นอกจากนี้ เอกชนจะเริ่มกระบวนการสร้างความไว้วางใจระหว่างเอกชนและประชาชนในพื้นที่ โดยจะตั้งคณะกรรมการประสานงานการมีส่วนร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนกับผู้ประกอบการในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะประกอบด้วยผู้ประกอบการ และตัวแทนภาคประชาชน เช่น นายสุทธิ อัชฌาศัย นางเรณู เวชรัชต์พิมล นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน รวมถึงตรวจสอบว่าระหว่างการดำเนินการของเอกชนมีโครงการใด ที่มีปัญหาบ้าง จะได้ช่วยกันแก้ไข และทำงานร่วมกันในเชิงสร้างสรรค์

กระทรวงอุตฯ แจ้งเอกชนส่งรายละเอียดโครงการมาพิจารณาตามประกาศกิจการรุนแรง นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการหารือ ร่วมกับผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการในมาบตาพุด ว่า ขณะนี้กระทรวงได้นำประกาศประเภทกิจการรุนแรง และคำสั่งศาลปกครองกลางมอบให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นทางการแล้ว

นอกจากนี้ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการส่งข้อมูลรายละเอียดโครงการมาให้หน่วยงานอนุมัติ อนุญาต ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เพื่อพิจารณาว่าโครงการไหนข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตให้โครงการที่ไม่เข้าข่ายดำเนินกิจการการต่อไป โดยคาดว่าภายใน 1 สัปดาห์ จะมีความชัดเจนมากขึ้น

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ได้สั่งการให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอนุมัติ อนุญาตไปแจ้งประกาศประเภทกิจการรุนแรง และคำสั่งศาลแก่ผู้ประกอบการทั่วประเภทนอกเขตมาบตาพุด โดยจะส่งให้แก่โครงการที่เข้าข่ายต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หลังรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อตรวจสอบว่ามีโครงการใดเข้ากิจการรุนแรงบ้าง โดยให้เวลาตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการที่หน่วยงานอนุมัติ อนุญาตให้โครงการหยุดดำเนินกิจการอยู่ จากนี้จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อให้โครงการดำเนินการต่อไปได้ โดยจะต้องพิจารณาข้อมูลเป็นรายโครงการ ว่าเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ ซึ่งโครงการที่ไม่เข้าข่ายอย่างชัดเจนก็จะอนุญาตให้ดำเนินการต่อ ส่วนโครงการที่ไม่แน่ใจอาจต้องตัดสินใจร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความชัดเจนที่สุด ส่วนโครงการที่เข้าข่ายก็ต้องทำตามมาตรา 67” และยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเร่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเร็วที่สุด ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยโครงการไหนที่ชัดเจนก่อนก็จะสามารถดำเนินการก่อนได้ ไม่ต้องรอให้อนุมัติ อนุญาตพร้อมกัน

เครือข่ายประชาชนเตรียมบุกพบอานันท์
ด้าน นายสุทธิ อัชฌมศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก พร้อมชาวบ้านในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง 20 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายสุทธิ กล่าวว่า การมายื่นหนังสือเพื่อขอให้ กสม.ทำเรื่องเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ทบทวน กรณีออกประกาศกำหนดให้มีโครงการหรือเข้าข่ายก่อผลกระทบรุนแรง ในพื้นที่นิคมอุสาหกรรมมาบตาพุด 11 รายการ จากเดิมที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร หรือ คณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีมติผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ กำหนดไว้ 18 รายการ แต่รัฐบาลกลับพิจารณาแค่ 11 โครงการอย่างเร่งรีบ

“รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสมตามเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพียงแต่หวังให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ติดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง หลุดจากการพิจารณาคดี จึงเป็นเจตนาที่ไม่ได้คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ” นายสุทธิกล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่บ้านพิษณุโลกด้วย เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด

ด้าน ชาวบ้านมาบตาพุด ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษโรงงานอุสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลและนายอานันท์ ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เคยรับปากจะช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ตัวแทนของรัฐบาลหลายสิบคนก็ยังแก้ปัญหามลพิษไม่ได้ ชาวบ้านยังคงต้องทนกับกลิ่นเหม็น ฝุ่น และสารพิษตกค้างจากโรงงาน ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิทธิชุมชน เพราะโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งอยู่ใจกลางชุมชน ทั้งที่ชาวบ้านอยู่กันมานับ 100 ปี จึงอยากขอความเห็นใจให้ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนด้วย

นพ.ชูชัย เลขาธิการ กสม. กล่าวว่า วันที่ 8 ก.ย.นี้ จะเสนอปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนในการประชุม กสม.เพื่อศึกษาและให้ความเห็นนำเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาต่อไป โดยความเห็นส่วนตัวมองว่า ปัญหาเกิดจากหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ยังปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง จนรัฐบาลต้องจัดตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เป็นกลไกใหม่เพื่อเยียวยาปัญหา แต่ก็กลับเข้าสู่กลไกเดิมคือ ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์กรและคณะกรรมการที่ล้าหลัง ขณะที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ก็ยังไม่ได้รับทราบและหารือในการแก้ปัญหานี้

ที่มา โพสต์ทูเดย์

Photo : Internet   Category : ข่าวในประเทศ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com