พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
13 เมษายน 2553 :: 12:04:30 pm 14749

จบไม่ลง..มาร์คไม่เครียด! กกต.ยุบปชป.

กกต.มีมติยุบพรรคปชป. ส่งต่ออัยการพิจารณายื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ คดีเมซไซอะ 258 ล้าน ตัดสินยุบ 4 ต่อ 1 เทือกปัดไม่มีคำขาดยุบใน 2 เดือน เติ้งรับหน้าเสื่อเจรจาแม้ว จิ๋วอัดมาร์คขาดสำนึกผู้นำ นักวิชาการตปท.มองรัฐบาลไทยเหมือนรัฐบาลพม่า

กรุงเทพฯ – วานนี้ (12 เม.ย. 53) เวลา 18.00 น. นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการประชุมกรณีพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า วันเดียวกันนี้มีการประชุมกกต. เป็นการประชุมครั้งที่ 41/2553 โดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เสนอความเห็นกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ ต่อที่ประชุมกกต. โดยเสนอว่าการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อได้ว่ากระทำผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 จึงเสนอกกต.เพื่อพิจารณาและลงมติในสำนวนดังกล่าว

สำหรับการพิจารณาของกกต.แยกสำนวนออกเป็น 2 คำร้อง ในข้อกล่าวหาที่ 1 นี้ ที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้นายทะเบียน พรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุด พร้อมรวบ รวมพยานหลักฐานเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณา ยื่นคำร้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาตรา 95 แห่งพ.ร.บ.ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 คำร้องที่ 2 กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกกต.ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และการจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่ได้ยื่นต่อกกต. อันเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 62 และ มาตรา 65 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 82 และ มาตรา 93 ที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยมติเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรวบรวมหลักฐาน ก่อนเสนอต่ออัยการสูงสุด หากอัยการสูงสุดเห็นชอบกับมติกกต.ดังกล่าวจะส่งสำนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกกต.มีมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เคร่งเครียดแต่อย่างใด โดยได้พูดคุยกับคนใกล้ชิดเป็นปกติ รวมทั้งเข้าร่วมประชุมศอฉ.ในช่วงค่ำด้วย ทางด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นใจกกต. เพราะโดนกลุ่มผู้ชุมนุมไปกดดัน

นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ที่ผ่านมาอนุกรรมการของกกต.ชี้ว่าไม่ผิด แต่จู่ ๆ คณะกรรมการกลับชี้ว่าผิด ที่ผ่านมาได้ชี้แจงเหตุผลและหลักฐานทุกอย่างชัดเจนแล้ว แม้แต่ในสภาก็ชี้แจงแล้ว คิดว่าเรื่องนี้กกต.คงจะถูกแรงกดดันที่ต้องให้คำตอบในวันที่ 20 เม.ย.นี้ และพยายามปัดเรื่องให้พ้นตัว เพราะยังมีหน่วยงานอื่นอีก คือศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณา สัปดาห์หน้าใกล้วันที่ 20 เม.ย.จึงอาจรีบทำ ที่ผ่านมามีการยื่นให้ยุบพรรค 2 พรรค แต่กกต.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญเพียงพรรคเดียว อาจต้องยื่นอีกพรรคหนึ่งให้ศาลพิจารณา นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า มั่นใจในชั้นศาลรัฐธรรม นูญ เพราะตนเป็นกรรมการบริหารพรรคในขณะนั้นอยู่ด้วย ยืนยันว่าไม่มีเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาท แต่ไม่ทราบว่าจะไปเกี่ยวข้องกับใครอย่างไร ดังนั้นควรเอาผิดเป็นรายคน ยืนยันว่าเราจะต่อสู้ตามกฎหมาย ไม่ได้หนักใจ

เวลา 10.30 น. ที่ศอฉ. นายสุเทพให้สัมภาษณ์ถึงผบ.ทบ.เสนอให้ใช้การเมืองแก้ปัญหาว่า การเมืองแก้กันได้อยู่ตลอดเวลา วันนี้มี 2 เรื่องที่มาบวกกันอยู่คือการเมือง กับการก่อการร้าย ที่ต้องแยกกันให้ออก เรื่องการเมืองต้องเจรจา ปรึกษา หารือกัน เพราะการยุบสภาต้องมีขั้นตอน ทำเมื่อไหร่ อย่างไรต้องคุยกัน เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดกรอบ 9 เดือน และระหว่างนี้แบกรับสถานการณ์อย่างนี้ไปใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลต้องมีหน้าที่รับภาระรับผิดชอบบ้านเมือง บางเรื่องเอาไว้ถามนายกฯ ทุกพรรคยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งที่กองทัพ หรือฝ่ายทหารดำเนินการตามที่เป็นผู้ปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาลนั้น พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องต้องกันหมดทุกพรรคและเป็นกำลังใจให้ผบ.ทบ.และเหล่าทหารทั้งหลาย และรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียเหมือนกัน ทุกอย่างที่ไปคุย ความรู้สึกเหมือนกันหมด และเห็นเหมือนกันที่ว่าคือ เรื่องการเมืองก็เจรจากันไป เรื่องการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ก็ต้องแก้กันต่อไป

เมื่อถามว่าพรรคร่วมยื่นคำขาดให้ยุบสภาใน 2 เดือนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีคำขาด มีการเสนอมาเดือนนั้นเดือนนี้ ไม่ยื่นคำขาดใด ๆ ตนกับพรรคร่วมรัฐบาลปรึกษาหารือมาตลอด เป็นเรื่องของคนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบบ้านเมือง เมื่อถามว่านายบรรหารเสนอจะเป็นผู้ประสานกับกลุ่มคนเสื้อแดงให้หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า การทำงานทางการเมือง รอให้ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยก่อนจึงจะมาแถลงชี้แจงให้ทราบ ถ้าพูดไปก่อนเดี๋ยวก็จบ ข่าวสับสนตลอดเวลา จึงบอกกับสื่อมวลชนแล้วว่าเราต้องมาพูดกันตรง ๆ อะไรที่เป็นความจริงแล้วก็มาเรียนให้ทราบ ส่วนอะไรที่เป็นการคาดคะเนตนก็ไม่ตอบ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย แถลงว่า สถานการณ์นี้ผู้ที่ต้องออกมารับผิดชอบ มีคนเดียวคือ นายอภิสิทธิ์ เพราะบุคคลนี้เป็นบุคคลที่ขาดสำนึกในความเป็นผู้นำ เพราะคนที่มีสำนึกในความเป็นผู้นำ ต้องสำนึกว่าตัวเองมีความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน ปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งของพี่น้องในแผ่นดิน ตัวเองมีหน้าที่ที่จะต้องประสานและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นเหมือนผู้อาวุโส ถ้าเทียบกับครอบครัวก็เหมือนพ่อบ้าน ต้องตระหนักว่า ความรู้สึกของคนในชาติเป็นอย่างไรบ้าง แก้ปัญ หาด้วยความสำนึกว่าเขา เป็นน้อง เป็นพี่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเพื่อน

“ไม่ใช่มองว่านี่เป็นฝ่ายรัฐบาลฉัน นี่เป็นฝ่ายมาต่อต้านรัฐบาล อย่างนี้แก้ไม่ได้ นายอภิสิทธิ์จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่ไม่ให้เกียรติคู่กรณี ไม่ตระหนักในความรู้สึกหรือปัญหาของเขาไม่มีทางแก้ได้ วันนี้อับอายมาก ไม่เคยเห็นเพื่อนฝูงในกลุ่มอาเซียนมีความรู้สึกต่อประเทศไทย หรือผู้นำของไทยเหมือนครั้งนี้ ผมไม่เคยเห็นการใช้กำลังทหาร ตำรวจ ติดอาวุธเข้าปราบปรามพี่น้องประชาชนที่มีความรุนแรง และกระทำอย่างขาดความสำนึกเหมือนครั้งนี้ ผมไม่เคยตำหนิพี่น้องทหาร เพราะตระหนักดี และพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง สื่อมวลชน คนเสื้อแดง คนทั้งแผ่นดินก็รู้ได้ด้วยตัวเองว่า ทหารที่มาจับปืนอยู่ตรงนั้น มีความรู้สึกที่ไม่สบายใจ อยู่ที่ผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือใครก็รู้ นายกฯจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเองต้องเป็นคนรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ ผมเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น การกวาดล้าง หรือการดำเนินการกับมวลชนที่กระทำในเวลาค่ำมืด มันอันตรายมาก วันนี้เห็นอยู่แล้วว่าอันตรายอย่างไร มือที่ 3 ที่สอดเข้ามา ผมว่าทุกคนรู้ ว่ามือที่ 3 คือใคร และอะไรอยู่ที่ไหน” พล.อ. ชวลิตกล่าว

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร เมื่อวันที่ 10 เม.ย. จากประชาชนทั่วประเทศ 1,219 คน สรุปว่าร้อยละ 54.18 เครียดเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง ไม่คิดจะมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ไม่รู้ว่าการเมืองไทยจะไปในทิศทางใดต่อไป ร้อยละ 27.52 เครียดเหมือนเดิมเพราะต้องทำใจยอมรับ และคิดว่าเหตุการณ์รุนแรงต้องเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่ง ร้อยละ 18.30 ไม่มีผลใด ๆ เพราะไม่สนใจและไม่อยากติดตามข่าวการเมือง ส่วนทางออกในการแก้เครียด 3 อันดับแรกนั้น อันดับแรก จะหยุดติดตามข่าวการเมืองสักระยะ อันดับสอง หากิจกรรมหรือสิ่งบันเทิงอื่นๆ ทำแทน เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ และอันดับสาม อาศัยช่วงวันหยุดยาวไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 74.12 ระบุเบื่อการเมือง เพราะประชาชนไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งหรือเชื่อใครได้บ้าง การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และอำนาจ ร้อยละ 18.73 ระบุทำให้ชอบและสนใจการเมืองเพิ่มขึ้น เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญของเมืองไทย อยากรู้เท่าทันสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่อยากตกข่าว และร้อยละ 7.15 ไม่มีผลใด ๆ ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประ ชาชนคิดว่าสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด 3 อันดับแรก คือ อันดับหนึ่ง ร้อยละ 40.37 ควรแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย เร่งสร้างความสมานฉันท์โดยเร็ว อันดับสอง ร้อยละ 17.89 รัฐบาลจะต้องออกมาชี้แจง ทำความเข้า ใจกับประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุผล ความเป็นมาของความรุนแรง และอันดับสาม ร้อยละ 15.23 ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในประเทศไทยเหมือนเดิม

ที่มา มติชน

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ข่าวการเมือง

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com