พัทยาเดลีนิวส์

21 มกราคม 2553 :: 12:01:32 pm 3692

‘จุฑามาศ’ อดีตผู้ว่า ททท.อาจ เจอคุก 20 ปี

ศาลในนครลอสแองเจลีส รัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งข้อหา นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าททท. และบุตรสาว จิตติโสภา ศิริวรรณ คดีสินบน จัดเทศกาลหนังกรุงเทพฯ และข้อหาอื่นๆอีก 8 กระทง อาจต้องโทษจำคุกถึง 20 ปี
สนใจโฆษณา

ต่างประเทศ – วันนี้ (21 ม.ค. 53) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางอัยการของสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประ เทศไทย (ททท.) พร้อม น.ส.จิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาว ฐานรับเงินสินบนจากนายเจอรัลด์และนางแพทริเซีย กรีน คู่สามีภรรยา นักสร้างหนังชาวสหรัฐ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้ได้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล

นางจุฑามาศ ศิริวรรณอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับจิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาวได้ถูกศาลในนครลอสแองเจลีส รัฐแคลิฟอร์เนียตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีรับสินบนสำหรับการจัดงานเทศกาลภาพยนต์นานาชาติกรุงเทพฯ เมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยเธอกับบุตรสาวได้ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดและข้อหาอื่นๆอีก 8 กระทง และหากถูกตัดสินว่ามีความผิดอาจต้องโทษจำคุกถึง 20 ปี แต่ขณะนี้ทั้งสองคนยังไม่ได้ถูกควบคุมตัวหรือตั้งข้อกล่าวหาใดๆในไทย

อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐ ระบุว่า นางจุฑามาศได้รับเงินสินบนจำนวน 1 ล้าน 8 แสนดอลลาร์ (ราว 60 ล้านบาท) จากนายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กรีน นักสร้างภาพยนต์ชาวนครลอสแองเจลีสระหว่างปี 2545-2550 เพื่อให้ทั้งคู่ได้จัดงานนิทรรศการภาพยนต์กรุงเทพฯ และได้ทำข้อตกลงอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย

อัยการ ระบุว่า การจ่ายเงินสินบนจะจ่ายเป็นเงินสดโดยตรงให้กับนางจุฑามาศเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะจ่ายในรูปแบบของค่าคอมมิชชั่นจากการขายระหว่าง 10% ถึง 20% นอกจากนี้นางจุฑามาศและลูกสาวยังได้เปิดบัญชีธนาคารในสิงคโปร์และอังกฤษเพื่อรับเงินสินบนด้วย ขณะที่สองสามีภรรยาได้ผลตอบแทนจากโครงการเกือบ 13 ล้าน 5 แสนดอลลาร์หรือเกือบ 460 ล้านบาท

ส่วนคู่สามีภรรยากรีนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วในข้อหาสมรู้ร่วมคิดและฟอกเงิน และมีกำหนดจะถูกตัดสินโทษในวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ทั้งคู่เป็นบุคคลในอุตสาหกรรมบันเทิงของสหรัฐรายแรกที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายว่าด้วยการทุจริตในต่างประเทศ หรือ เอฟซีพีเอ ของสหรัฐ ซึ่งกำหนดห้ามการจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ

นายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย ซึ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหาสมรู้ร่วมคิด ติดสินบน ฟอกเงิน และอื่นๆ และได้รับการประกันตัวไปแล้ว อัยการระบุว่า นายกรีน วัย 78 ปี อาจต้องโทษจำคุกนานกว่า 30 ปี ส่วนภรรยาวัย 55 ปีอาจต้องโทษจำคุกระหว่าง 19-24 ปี

ข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเจอรัลด์และนางแพทริเซีย กรีน พยายามปิดบังการติดสินบนด้วยการเปิดบริษัทขึ้นมาอีกหลายแห่ง ประกอบด้วย บริษัท เอฟเอฟเอ็ม,บริษัท อาร์ทิสต์ ดีไซน์ และบริษัท ซาโซ่ นอกจากนี้ยังได้โอนเงินผ่านบัญชีของธนาคารต่างประเทศ ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการรับเงินคอมมิชชั่น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยังบอกด้วยว่า การจ่ายเงินกว่า 1,700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกกล่าวอ้างว่าทำไปเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของททท.ผู้นี้ด้วย ซึ่งการจ่ายเงินติดสินบนเพื่อให้ได้สิทธิการจัดงานเทศกาลภาพยนต์นานาชาติกรุงเทพฯ (the Bangkok International Film Festival) กับข้อตกลงอื่นๆรวมมูลค่ามากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ทั้งคู่ถูกจับกุมหลังถูกร้องเรียนในคดีอาญาที่นครลอส แอนเจลิส

จากรายงานผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่สอบสวนรัฐบาลกลาง(เอฟบีไอ)พบว่าเจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์นี้ 2 คน โดยวันที่ 9 กรกฎาคม 2007 เอฟบีไอ 2 คน ได้สอบปากคำพยานบุคคลหมายเลข 1 (พยาน1) ซึ่งบริษั เอฟเอฟเอ็มว่าจ้างเพื่อให้ร่วมจัดงานเทศกาลในปี 2546(2003) หลังจากได้สัญญาว่าจ้างให้จัดงานในปี 2547 (2004)จากททท. ทั้งๆที่นายเจอรัลด์  กรีน ไม่ได้มีประสบการณ์ในการจัดบางกอกฟิล์มเฟสติวัลมาก่อน

ตามคำให้การของพยาน1  นายเจอรัลด์ กรีนและอดีตผู้ว่า ททท. มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง การประชุมทุกครั้งที่เกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญาและรายละเอียดทางการเงินของการจัดงานเทศกาล จะประชุมร่วมกันเพียงลำพังระหว่างนายกรีนและอดีตผู้ว่า ททท.  ส่วนพยาน1 เจ้าหน้าที่ของบริษัทอีกรายรวมทั้ง นางแพทริเซีย กรีน ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม

นายกรีนและอดีตผู้ว่า ททท.ตกลงที่จะแยกการทำงานออกเป็น 3 บริษัทจากกันประกอบด้วย บริษัท เอฟเอฟเอ็ม,บริษัท อาร์ทิสต์ ดีไซน์ และบริษัท ซาโซ่ ซึ่งเป็นของนางแพทริเซียแต่ไม่มีการเปิดเผย ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงรายดังกล่าวสามารถอนุมัติเงินงบประมาณได้ในวงเงินจำกัดในแต่ละครั้ง

ขณะที่พยาน2 ให้ปากคำเพิ่มเติมกับเอฟบีไอไว้ว่าสัญญาว่าจ้างที่ได้รับจากทางททท.นั้น นายกรีนได้บอกกับนางแพทริเซีย กรีน และพยาน2 ว่า ต้องมีเงินเป็นค่าคอมมิชชั่นให้กับอดีตผู้ว่า ททท.เป็นจำนวนเท่าใด โดยค่าคอมมิชชั่นนี้จะแตกต่างกันออกไประหว่าง 10-20 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละสัญญาว่าจ้าง

ในคำให้การของเอลิซาเบธ ริวาส  เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ระบุว่าเอฟบีไอมีพยานวัตถุอีกหลายรายการที่ได้มาจากการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ ด้วยการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ของพยาน1และพยาน2 หลักฐานเหล่านี้ประกอบด้วยบัญชีธนาคาร ‘แบงก์ ออฟ อเมริกา’ ของหลายบริษัทที่เกี่ยวข้อง,บัญชีแสดงรายการรับเงินระหว่าง 23 มกราคม 2546 ถึง 13 ตุลาคม 2549 ที่แสดงถึงการรับเงินโอนจาก ททท. รวม 88 รายการ ในจำนวนนี้ 71 รายการเป็นเช็คและอีก 17 รายการเป็นการโอนผ่านระบบธนาคาร,

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการโอนถ่ายเงินระหว่างบริษัทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรับสัญญาว่าจ้างจากททท.,หลักฐานการโอนเงินผ่านระบบธนาคารจากบัญชีของบริษัท เอฟเอฟเอ็ม, ซาโซ่, เวอริเดียน, ไอเอฟซี, เอฟโอเอฟ และ ฟลายอิ้ง เพ็น ไปยังบัญชีของผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นบุตรสาวของผู้ว่า ททท. ซึ่งมีบัญชีอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์,สหราชอาณาจักร และเกาะไอเซิ่ล ออฟ เจอร์ซีย์ (ดินแดนใต้อาณัติของอังกฤษ อยู่ในช่องแคบอังกฤษ) จำนวนทั้งสิ้น 41 รายการ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 จนกระทั่งถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2549 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,384,694.80 ดอลลาร์ (ประมาณ 47,079,623.20 บาทที่อัตราแลกเปลี่ยน1 ดอลลาร์/34 บาท)

หลักฐานทางบัญชีของบริษัท เอฟเอฟเอ็ม, ซาโซ่, และ เอฟโอเอฟ แสดงให้เห็นการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร 4 ครั้ง และ เช็คเงินสด 1 ครั้ง ให้กับผู้ที่ใช้ชื่อว่า เค.ซี. ระหว่าง 18 ธันวาคม 2546 ถึง 1 เมษายน 2548 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 319,000 ดอลลาร์ (ราว 10,846,000 บาท) เมื่อรวมเป็นเงินคอมมิชชั่นทั้งสิ้นแล้วตก 1,703,694.80 ดอลลาร์ (ราว 57,925,623.20 บาท )

อดีตผู้ว่าททท.กล่าวว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2546 ในการจัดงานบางกอกฟิล์ม เฟสติวัล ยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน รวมทั้งยังมีการประเมินว่าเนื้องานที่จะจัดงานนั้นต้องใช้งบประมาณเท่าใด ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ตรงไปตรงมาทุกอย่าง

นางจุฑามาศกล่าวด้วยว่า หลังจากเกิดข่าวนี้ขึ้น ตนได้สอบถามไปยังบริษัทดังกล่าวในประเทศสหรัฐฯพบว่ามีพนักงานภายในบริษัทนั้นถูกไล่ออกจากงาน  เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นประเด็นความขัดแย้งภายในบริษัทแล้วเกิดการกล่าวหากันเรื่องรับสินบน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในสหรัฐฯเป็นผู้สอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น

ข่าวที่เกิดขึ้นระบุว่ามีการโอนเงิน 330 ล้านบาทจากบริษัทไปยังบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว นางจุฑามาศ กล่าวว่าไม่เป็นความจริง แต่เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่ว่าจ้างบริษัทตลอดระยะเวลาการว่าจ้าง 5 ถึง 6 ปี ซึ่งเป็นไปอย่างโปร่งใส ตามระเบียบของ ททท.ทุกประการ

ล่าสุด

เลื่อนพิพากษา2สามีภรรยามะกันติดสินบน

ศาลเลื่อนพิพากษาโทษ เจอรัลด์ และ แพทริเซีย กรีน สองสามีภรรยาชาวอเมริกัน ที่จ่ายสินบนให้กับ อดีตผู้ว่า ททท. จุฑามาศและลูกสาว ไปเป็นเดือน มี.ค.

สำนักข่าวเอพีรายงาน ในวันนี้ (22 ม.ค.) โดยระบุว่า ศาลนครลอส แอนเจลิส เลื่อนพิพากษาโทษ นายเจอรัลด์ กรีน และ นางแพทริเซีย กรีน สามีภรรยาชาวอเมริกัน นักธุรกิจผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด จากวันที่ 21 ม.ค. ไปเป็นวันที่ 4 มี.ค.นี้ หลังถูกศาลสหรัฐฯ พิพากษาว่ามีความผิดจริงในข้อหาสมรู้ร่วมคิด และฟอกเงินเมื่อเดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา ภายใต้กฎหมายกิจการทุจริตต่างชาติ (Foreign Corrupt Practices Act) ซึ่งมีบทบัญญัติ ห้ามจ่ายเงินสินบนให้เจ้าหน้าที่ต่างชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธุรกิจ ซึ่งอัยการ ระบุว่า นายเจอรัลด์ วัย 78 ปี อาจต้องโทษจำคุกกว่า 30 ปี ส่วนนางแพทริเซีย วัย 55 ปี อาจต้องโทษจำคุกระหว่าง 19-24 ปี

นายเจอรัลด์ และ นางแพทริเซีย กรีน จ่ายเงินสินบน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 59.4 ล้านบาท ให้กับ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ น.ส.จิตติโสภา ศิริวรรณ ลูกสาว เพื่อแลกกับความช่วยเหลือให้ได้รับสัญญา จัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ระหว่างปี 2545-2550

ตามรายงานระบุว่า ในสำนวนคำฟ้อง ซึ่งมีการยื่นต่อศาลนครลอสแอนเจลิส เมื่อวันอังคารที่ 19 ม.ค. อัยการตั้งข้อหานางจุฑามาศ และ น.ส. จิตติโสภา ว่าสมรู้ร่วมคิด และข้อหาอื่นๆ อีก 8 กระทง จากการรับสินบนดังกล่าว ซึ่งถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ทั้งคู่อาจต้องโทษจำคุกถึง 20 ปี

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ข่าวต่างประเทศ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com