พัทยาเดลีนิวส์

21 ตุลาคม 2556 :: 11:10:51 am 118538

ชาวพัทยาหลั่งไหล ร่วมทำบุญตักบาตรเทโวร่วมพัน

พุทธศาสนิกชนชาวเมืองพัทยา แห่เข้าร่วมทำบุญ ฟังเทศ ฟังธรรม เนื่องในวันออกพรรษา เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการสืบสานประเพณี ที่มีมาแต่ช้านาน
สนใจโฆษณา

พัทยา – วานนี้ (20 ต.ค. 56) ที่วัดธรรมสามัคคี ปากทางพัทยาใต้ มีพุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวเมืองพัทยา รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างเดินทางร่วม ทำบุญตักบาตรเทโว ด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง ข้าวต้มหาง น้ำดื่ม ส้มเขียวหวาน เพื่อสืบสานประเพณีวันออกพรรษา โดยมี พระอธิการสมบูรณ์ เลขธมฺโม เจ้าอาวาสวัดธรรมสามัคคีเป็นประธาน นำขบวนสงฆ์ และสามเณร ที่จำพรรษาในวัด ออกรับบิณฑบาตจากลานอเนกประสงค์วัดธรรมสามัคคี ไปโดยรอบลานวัด ซึ่งในปีนี้มีประชาชนออกมาทำบุญมากกว่าทุกปี โดยทางวัดจะได้นำสิ่งขิงที่ได้รับในการบิณฑบาตในครั้งนี้ไปร่วมบริจาคกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออก

pdn3 pdn4

สำหรับประเพณี ตักบาตรเทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหนะ ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจาก เทวโลก หมายถึงการเสด็จลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียตอนเหนือ ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นบิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายถ้วนหน้า แล้วทรงปรารถนาจะสนองพระคุณมารดา ซึ่งหลังประสูติพระองค์ ได้ 7 วัน ก็สิ้นพระชนม์ และได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ฉะนั้น ในพรรษาที่ 7 หลังจากตรัสรู้พระพุทธองค์ จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่ง

การตักบาตรเทโว วัดและชาวพุทธศาสนิกชนจะทำกันในวันออกพรรษา คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 บางวัดก็ทำในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ทั้งนี้ แล้วแต่ความตกลงร่วมใจทั้งทางวัดและทางชาวบ้าน พิธีที่ทำนั้นทางวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้งอยู่บนล้อเลื่อนหรือคานหาม มีบาตรขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งไว้หน้าพระพุทธรูป มีคนลากล้อเลื่อนไปช้า ๆ นำหน้าพระสงฆ์ สามเณร ซึ่งถือบาตรเดินเรียงไปตามลำดับ โดยพุทธศาสนิกชนต่างก็นำข้าว อาหารหวานคาว มาเรียงรายกันอยู่เป็นแถวตามแนวทางที่รถบุษบกเคลื่อนผ่าน เพื่อคอยตักบาตร ส่วนอาหารที่นิยมตักในวันออกพรรษา นอกจาก อาหารคาวหวานแล้ว ก็จะมีข้าวต้มลูกโยน ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า ในครั้งนั้นผู้คนรอใส่บาตรกันแออัดมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าไม่ถึงพระ จึงใช้ข้าวก่อหรือปั้นโยนลงบาตร ซึ่งในปัจจุบันที่เรารู้จักก็คือข้าวต้มหาง

Reporter : อำนวยชัย มลิลา   Photo : อำนวยชัย มลิลา   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com