พัทยาเดลีนิวส์

25 ธันวาคม 2552 :: 03:12:35 am 772

ชาวมายัน กับ วันสิ้นโลก..

เรื่องที่ดิฉันกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและการรับข่าวสาร โดยส่วนตัว ดิฉันเชื่อในปรากฎการณ์ธรรมชาติหลายๆอย่างที่ได้บังเกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ พร้อมทั้งศึกษาภาวะเกี่ยวข้องมาสักระยะหนึ่ง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ และอยากจะเผยแพร่เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ เพื่อบอกเล่า และบ่งชี้ถึงแนวทางที่มนุษย์โลกควรตระหนัก พร้อมทั้งหาวิธีป้องกัน- แก้ไข สืบไป
สนใจโฆษณา

หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องวันสิ้นโลก หรือ วันสิ้นปฎิทินโลกของชาวมายันมาบ้างแล้ว จากข้อมูลระบุว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2012 (2555ในประเทศไทย) เป็นวันสุดท้ายของโลกที่เราอาศัยอยู่ใบนี้ และคำพยากรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำพยากรณ์ของนอสตราดามุส นักพยากรณ์ชื่อดังก้องโลก เซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ตีความถอดรหัสจากคัมภีร์ไบเบิล ก็กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนี้ องค์การ NASA ตลดจน ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ของประเทศไทย

นัก วิทยาศาสตร์ ประเทศต่างๆ ทั้งสาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ ต่างยอมรับว่า วันที่ 22/12/2012 แกนโลกสลับขั้วแม่เหล็กแน่นอน ฯลฯ

มนุษยชาติ อาจจะสูญสลายไปจากโลก โลกจะเข้าสู่กลียุค ในที่สุดก็จะถูกทำลายล้างจากเพลิง อุทกภัยครั้งใหญ่ และภัยพิบัติซึ่งจะมาเยือนในรูปแบบที่น่ากลัวเกินกว่าจะคาดเดาได้ แล้วทำไมต้องเป็น ค.ศ.2012? ตรงนี้คงต้องอธิบายแนวคิดพื้นฐานของปฏิทินมายันโบราณคร่าวๆให้เข้าใจก่อน

ชาวมายันเป็นใคร?

หลาย ศตวรรษก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงทวีปอเมริกา มีอารยธรรมศิวิไลซ์ในดินแดนเมโสอเมริกาคือ อารยธรรมมายัน (Mayan civilization) อารยธรรมที่รุ่งเรืองนี้กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณคาบสมุทรยูคาตัน ภาคใต้ของประเทศเม็กซิโก ในประเทศกัวเตมาลา ประเทศเบลิซ และประเทศฮอนดูรัสในปัจจุบัน

ชาวมายันมีความปราด เปรื่องในศาสตร์หลายแขนง ได้แก่คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม ชลประทาน การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผา และมีระบบปฏิทินและภาษาเขียนของตนเอง นอกจากนั้นยังเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมอีกด้วย

และเป็น ที่ยอมรับว่าปฏิทินของชาวมายันมีความเที่ยงตรงอย่างมาก เที่ยงตรงกว่าปฏิทินระบบที่เราใช้กันในสากลมากมาย เพราะชาวมายันทำปฏิทินจากระบบดวงดาว โดยปฏิทินนี้ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลยถึง 380,000 ปี (ในขณะที่ปฎิทินที่เราใช้ต้องมี Leap Year ทุกๆ 4 ปีเป็นต้น)

จาก ปฏิทินของชาวมายัน เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วันแห่งระบบจักรวาล หรือ End of a Galactic Day ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี และขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 แล้ว ชาวมายันบอกว่า นับจากปี 1999 เราจะมีเวลา 13 ปีที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของการอยู่บนโลกใบนี้เพื่อที่จะรอดจาก การทำลายล้าง และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวสู่เส้นทางที่จิตสำนึกใหม่ปูให้กับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ตาม ศาสตร์ของชาวมายัน ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือกอัน กว้างใหญ่ และจากปรากฏการณ์นั้นเอง ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากขึ้น อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” และยังทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมามากมาย

ปรากฏการณ์ เหล่านี้ ชาวมายันเชื่อว่าเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติกระบวนการหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนการหายใจของคน และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไป เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (4 รอบแรกของปรากฏการณ์จากดวงอาทิตย์) และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 22 ธันวาคม 2012 นั่นเอง

ดัง นั้น สิ่งที่จะให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นโลกของพวกเราก็คือ หลักฐานทางโบราณคดี ที่ขุดพบจากดินแดนของชนเผามายันนั่นเอง หลักฐานที่ดิฉันจะนำมาเสนอคือตำนานจากคัมภีร์โพโพล วูห์ (Popol Vuh) ของชาวมายยันโบราณที่เล่าถึงตำนานการสร้างโลก การสร้างมนุษย์และการ “ทำลายล้าง” มนุษย์

ตำนาน นี้เริ่มต้นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโลกเอาไว้ว่า ณ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ที่ซึ่งยังไม่มีสัตว์และต้นไม้ใดๆทั้งสิ้น มีเพียงแค่ผืนฟ้า ท้องทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา และเทพเจ้านามหทัยสวรรค์ (Heart of Sky) เท่านั้น ปัญหาคือ พระองค์ต้องการสร้างผู้ที่สามารถเอ่ยนามของพระองค์และยกย่องเกียรติพระองค์ ได้ นั่นทำให้พระองค์เริ่มกระบวนการ “สร้างโลก” และ “สร้างมนุษย์” ขึ้นมา

ตาม ตำนานกล่าวว่า เพียงพระองค์เอื้อนเอ่ยวาจา สรรพสิ่งตามคำเอ่ยของพระองค์ก็จะปรากฏขึ้นพระองค์ทรงสร้างผืนดิน ภูเขา และสรรพสัตว์ต่างๆและพระ องค์ได้มอบแหล่งที่อยู่ให้แก่สรรพสัตว์เหล่านั้นแต่ด้วยความที่จุดประสงค์ ที่แท้จริงของพระองค์คือต้องการสร้างผู้ที่สามารถเอ่ยนามของพระองค์และ สรรเสริญพระองค์ได้ แต่ว่าเหล่าสัตว์ที่พระองค์ สร้างขึ้นนั้นได้แต่กู่ร้องไม่เป็นภาษา พระองค์จึงเริ่มเปลี่ยนแนวคิดไปสร้างสิ่งที่เรียกว่า “มนุษย์” แทน

ครั้ง แรก พระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นจากโคลน แต่มนุษย์ โคลนนั้นปวกเปียก ไม่มั่นคง พระองค์จึง “ทำลาย” ทิ้ง หลังจากนั้นทรงเปลี่ยนมาใช้ไม้ในการสร้างมนุษย์ มนุษย์ไม้พวกนี้ สามารถเอ่ยพระนามของพระองค์ได้ แต่มนุษย์พวกนี้เอาแต่ทำลายธรรมชาติ ฆ่าสัตว์ และไม่ให้ความเคารพพระองค์เลย พระองค์ จึงตัดสินใจ “ทำลาย” มนุษย์ไม้เหล่านี้ด้วยการให้ ฝนตกทั้งวันทั้งคืน สุดท้ายพระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นจาก “แป้งข้าวโพด” และมนุษย์ที่เกิดจากแป้งข้าวโพดก็คือเราๆท่านๆทุกวันนี้

ภาวะโลกร้อนปัจจัยกระตุ้นความน่าจะเป็น..

ภาวะ โลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด

มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มส่งผลแล้ว เป็นภัยที่ค่อนข้างยากที่จะหยุดยั้ง

ใน ขณะเดียวกัน มีบุคคลจำวนวนมากที่เชื่อว่าเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเปลี่ยนแปลง และไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ สืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนนั่นเอง ซึ่งถ้าเราตรึกตรองดูให้ดี สาเหตุหลัก ของเรื่องราวทั้งหมด ก็คือมนุษย์เรานั่นเองที่เป็นตัวการ

อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นเรื่องวันสิ้นโลกนี้ ก็ได้รับความสนใจแผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก ซึ่งโลกกลมๆใบนี้จะถึงจดกัลปวสาน ในวันที่ 22 ธันวาคม 2012 จริงหรือไม่นั้น คงต้องมาร่วมกันนับถอยหลังดู และรอลุ้นไปอีก แค่ 3 ปีเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก

ระหว่าง นี้ ดิฉันคิดว่าจะจริง หรือ ไม่จริงประการใด เราก็ต้องช่วยกันป้งกันเอาไว้ดีกว่ามานั่งถกกันว่า จริง..ไม่จริง จริง..ไม่จริง เพราะถึงอย่างไร เราก็ทำเพื่อตัวเราเองและเพื่อนมนุษย์ อย่าให้การรณรงค์เรื่อง “โลกร้อน” เป็นแค่เพียวกระแสของคนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะเดิมพันครั้งนี้ คือ โลกของเรา

Reporter : สิริ กัลยา   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com