พัทยาเดลีนิวส์

27 ธันวาคม 2553 :: 14:12:58 pm 49723

ตลึง! แดงกรุง รุมโห่ ไล่มาร์ค

'มาร์ค'ส่งสัญญาณคัดค้าน การประกันตัวแกนนำนปช.บางคน อ้างป้องกันข้อครหาแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม โผล่ไปงานทำบุญที่คลองตัน เจอเสื้อแดงรุมโห่-ชูตีนตบไล่ ตร. ต้องปิดถนนขวางวุ่น ขณะที่แม่ยกปลอบด้วยกุหลาบสี"จตุพร" เตรียมให้ทนายยื่นคัดค้านคำร้องธาริต ระบุการเปิดเผยข้อมูลของแม่น้องเกดกรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม ไม่เกี่ยวกับคดีก่อการร้าย "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"เตือนขบวนการไล่ล่าเสื้อแแดงหยุดได้แล้ว นายกฯยันไม่อยู่ครบเทอม-ลดปมขัดแย้ง
สนใจโฆษณา

กทม-วานนี้ (26ธค. 53) เมื่อเวลา 07.30 น. นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางมายังสี่แยกคลองตัน เพื่อเป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ จัดโดยชาวชุมชนคลองตัน ซึ่งตักบาตรข้าวสาร และอาหารแห้ง มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และประชาชนจำนวนมาก มาร่วมงาน มีกำลังตำรวจทั้งใน และนอกเครื่องแบบจาก สน.คลองตัน มารักษาความปลอดภัย พร้อมปิดเส้นทางการจราจรขาออก จากสี่แยกคลองตันมุ่งหน้าไปยังซอยสุขุมวิท 71 ด้วย

ระหว่าง การประกอบพิธีสงฆ์ปรากฏว่า ได้มีกลุ่มคนสีแดง ที่สวมเสื้อสีแดงและเสื้อหลากสี ประมาณ 20 คน มารวมตัวอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานที่จัดงาน โดยชูธงสีแดงเล็ก และสะบัดตีนตบ พร้อมโห่ร้อง ส่งเสียงกรี๊ด ทั้งนี้ ผู้หญิงสวมเสื้อสีแดง 3 คน เดินเข้าไปใกล้จุดที่ประกอบพิธีดังกล่าว อ้างว่า จะขอเข้าไปดูหน้านายกฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกันไว้ไม่ให้เข้าไป อ้างว่าเดี๋ยวนายกฯ ก็เดินมา ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวไม่พอใจ แต่ยังยืนสังเกตการณ์ครู่หนึ่งก่อน เดินข้ามถนนไปรวมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ อยู่ฝั่งตรงข้าม


ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินใน 4 จังหวัดสุดท้ายที่เหลืออยู่ และใช้กฎหมายปกติแทน หนึ่ง ในนั้นคือกฎหมายความมั่นคง มีการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ขึ้น และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมือง ขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมือง เพราะการยกเลิกประกาศฉุกเฉินเป็นขั้นหนึ่ง ของการนำประเทศสู่ความปกติสุข พี่น้องที่ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกัน หากจะมีการเคลื่อนไหวชุมนุมต่างๆ ขอให้เคารพกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

นายกฯ กล่าวถึงปัญหาการประกันตัวผู้ถูกคุมขัง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองว่า ตนถือหลักว่าการดำเนินการอะไรต้องอยู่ภายใต้หลักของกฎหมาย หมาย ความว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิ ผู้ที่ถูกคุมขังมีสิทธิยื่นประกันตัว และดุลยพินิจว่าจะได้รับการประกันตัวหรือไม่อยู่ที่ศาล ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลหรือฝ่ายอื่น นี่เป็นสิทธิที่เราควรเคารพ และไม่ควรเข้าไปแทรกแซง ทั้งนี้ ไม่ได้หมาย ความว่าเมื่อได้รับการประกันตัวแล้วจะไม่ถูกดำเนินคดี หรือแปลว่าที่ผ่านมามีการจับกุมคุมขังโดยมิชอบ ปัจจัยที่ศาลจะพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่มีหลากหลาย เช่น ได้รับการประกันตัวแล้วจะมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามพยาน จะมีการหลบหนีหรือก่อความวุ่นวายหรือไม่ ก่อนหน้านี้รัฐบาล ได้รับทราบข้อมูลจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนว่าผู้ถูกคุม ขังจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการช่วยเหลือด้านกฎหมาย และขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกันตัว รัฐบาลมีกองทุนดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาได้ยื่นประกันตัวแล้ว 5 ราย ศาลให้ประกันตัว 3 ราย ครม.รับทราบว่ายังมีผู้ถูกคุมขังในฐานความผิดเบาบางอีกประมาณ 100 คน เราก็จะดำเนินการ แบบเดียวกับที่ทำกับหลายๆ คนมา

นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า คณะกรรมการอิสระชุดของนายคณิต ณ นคร เห็นว่า การคุมขังคนเหล่านี้เป็นเวลานาน จะเป็นปมความขัดแย้งในอนาคต และเห็นว่าการที่รัฐบาลเป็นผู้ให้ข้อมูลกับศาลที่มีน้ำหนัก จึงขอให้เราดูแลทุกคนให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ฉะนั้นขณะนี้การดำเนินการของกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพจะมุ่งเน้นคนที่มี ความผิดเบา และเป็นดุลยพินิจของศาล ส่วนแกนนำเขามีสิทธิอยู่แล้วในการยื่นขอประกันตัว และไม่ได้เป็นมติของ ครม.ว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ให้ประกันตัว แต่จะเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิ์ฯ บวกกับข้อสังเกตของนายคณิต ประกอบกับข้อสังเกตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอัยการ ซึ่งจะดูเป็นรายบุคคลไป ต่อไปอาจมีการขอประกันตัว บางกรณีอาจมีการคัดค้าน บางกรณีอาจไม่คัดค้าน แม้กระทั่งแกนนำเองก่อนหน้านี้ มีบางรายที่รัฐไม่คัดค้านการประกันตัว แต่ศาลใช้ดุลยพินิจว่าเห็นควรคุมขังไว้ แต่บางรายก็คัดค้าน ทั้งหมดนี้ เพื่อให้พี่น้องสบายใจว่าไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรองดอง ที่เราจะต้องเอาใจใส่ในการดูแลว่าทุกคนได้รับ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐ ธรรมนูญ เพราะยังมีความสับสนเรื่องนี้อยู่ค่อนข้างมาก

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมยื่นขอถอนประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อ เห็นว่าการกระทำของนายธาริต และวอร์รูมพรรค ปชป.เป็นการนำการเมืองไปยุ่งเกี่ยวหรือน่าจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการ ยุติธรรม เนื่องจากเงื่อนไข ที่ศาลยุติธรรมจะให้ถอนการประกันตัวต้องเป็นเรื่องที่นาย จตุพรมีพฤติ การณ์หลบหนี หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือข่มขู่พยาน

นาย พร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงก็คือ นายจตุพรได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสืบ เนื่องมาจากผลการสืบสวน สอบสวนของดีเอสไอมาเปิดเผย เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบข้อเท็จจริง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของ ประชาชน และเจ้าหน้าที่รวม 91 ศพ เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องที่ศาลจะถอนประกันตัว การกระทำของรัฐบาลโดยดีเอสไอดังกล่าว น่าจะเป็นการกระทำที่หวังเพื่อปิดปาก นายจตุพรไม่ให้นำข้อเท็จจริงมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ที่จะเป็นการขัดกับแนวทางที่นายอภิสิทธิ์ได้เคยพูดได้ และยังขัดกับข้อเสนอของคณะกรรมการ คอป.ชุดนายคณิตว่าการให้ประกัน หรือปล่อยตัวแกนนำและกลุ่ม นปช.ทั้งหมดจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความปรองดอง แต่การกระทำของรัฐบาลและดีเอสไอ กำลังทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับแนวทางดังกล่าวโดยสิ้นเชิง เหมือนปากว่าตาขยิบ ขาดความจริงใจ

นาย พร้อมพงศ์กล่าวต่ออีกว่า ถ้ารัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง มีความบริสุทธิ์ใจจริง และมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเสียชีวิต การสังหารหมู่ประชา ชนที่ผ่านมา ก็ต้องเปิดใจกว้างให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว รัฐบาลต้องรีบนำความจริงมาพิสูจน์ ให้เป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นานแบบยื้อเวลา ใช้กระแสกลบความจริง ก็ไม่มีทางที่รัฐบาลจะสร้างความปรองดองที่แท้จริงให้ เกิดขึ้นได้ในประเทศ และควรหยุดการกระทำที่มีลักษณะในการปิดปากคน ที่นำความจริงมาเปิดเผยได้แล้ว เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ในการสร้างบรรยากาศของความปรองดองให้เกิดขึ้นในปี 2554 ที่ประชาชนทั้งประเทศอยากให้เกิดความปรองดองขึ้นในชาติ

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะยื่นให้ศาลไต่สวน เพื่อยื่นถอนประกันตัวตนโดยให้เหตุผลว่าไปยุ่งเหยิงกับ พยานหลักฐานว่า ตนจะมอบหมายให้ทนายความไปยื่นคัดค้านคำร้องขอถอนประกันของดีเอสไอ เนื่องจากข้อหาที่ตนถูกดำเนินคดี และขอประกันตัวคือข้อหาก่อการร้าย ซึ่งตนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานอะไรในคดีนี้เลย แต่เรื่องที่ตนนำมาแถลงไม่ว่าจะเป็นข้อมูล 6 ศพวัดปทุมวนาราม หรือกรณีนักข่าวญี่ปุ่นนั้น เป็นเรื่องของแม่น.ส.กมนเกด อัคฮาด 1 ในผู้เสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นอาสาสมัครพยาบาล ได้ไปแจ้งความดำเนินคดี เพื่อให้หาตัวผู้กระทำผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตำรวจได้ส่งเรื่องให้ดีเอสไอเนื่องจากเป็นคดีพิเศษ ดังนั้น 2 กรณีนี้จึงเป็นคนละเรื่อง ดีเอสไอจึงไม่มีสิทธิยื่นถอนประกันตน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในการเผาศพนายน้อย บรรจง หรือแดง คชสาร ดีเจ.เสื้อแดงที่ถูกฆาตกรรมอย่างมีเงื่อนงำ โดยมีประชาชนคนเสื้อแดงที่มาร่วมงานศพจำนวนกว่า 5,000 คน ซึ่งจอดรถเต็มรอบวัด และในวัดหนาแน่นไปด้วยกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยังมีคนเสื้อแดงจากภาคเหนือมาร่วมงานด้วยอีกจำนวนมาก

นายสมชายกล่าว ว่า ถ้ายังจะมีการสั่งฆ่ากันอย่างนี้ต่อไป ไม่สามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้แน่นอน การยุติปัญหาได้ก็คือการมอบความเป็นธรรม และมอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยแบบ สันติเท่านั้น การเข่นฆ่าไม่สามารถยุติเวรกรรมต่างๆได้ ก็อยากให้คนที่ลงมือทำให้เปลี่ยนใจ กลับเนื้อกลับตัวใหม่ เพราะคนเสื้อแดงไม่เคยคิดจะฆ่าหรือทำร้ายใคร คิดในด้านดีๆ ที่จะให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง คิดเพียงต้องการให้มีประชาธิปไตยในบ้านเมือง ต้องการทำให้เกิดความเป็นธรรมและคืนความเป็นธรรมให้คนในสังคม

“คิด ว่านายน้อย บรรจง ที่เสียชีวิตรายนี้คงไม่มีใครปัญญาอ่อนมาบอกว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเอง ก่อนหน้านี้คนเสื้อแดงถูกฆ่าตาย 91 ศพ ก็กล่าวหาว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเอง และอีกคน คือคนเสื้อแดงของเรานั้นคือนาย กฤษดา กล้าหาญ หรือเจมส์ การ์ดเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51 รุ่นที่ 1 ถูกฆ่ากลางเมืองเชียง ใหม่ ก็ถูกกล่าวหาว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง หวังว่าวันนี้คงไม่มีคนปัญญาอ่อนคนไหนพูดแบบนี้อีก” นายสมชายกล่าว

“ผมเชื่อว่าเจ้า หน้าที่ตำรวจน่าจะเร่งลงมือสืบสวนจับกุมคนร้ายมาให้ได้โดยเร็ว เพราะการที่จะเกิดความสงบสันติได้นั้นต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนก็ตามต้องให้ความเป็นธรรมทุกๆ เรื่อง เพราะความเป็นธรรมเท่านั้นจะสามารถยุติความรุนแรงได้ในสังคมไทย และจะเกิดความสงบสุขในสังคมไทยของเรา” นายสมชายกล่าว

ที่ศาลอาญารัชดา นัดประชุมคดีตรวจพยานหลักฐานในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กับพวกรวม 19 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันทำให้ปรากฏกับประชาชนด้วยวาจา มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันชุมนุม หรือมั่วสุม ฝ่าฝืนข้อกำหนดพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยคดีนี้ แกนนำ นปช. บางส่วนที่ถูกจับกุมยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะได้ถูกเบิกตัวมาศาลในวันนี้ พร้อมกับ แกนนำ นปช.ที่ได้รับการประกันตัวแล้วด้วย

นายคารม พลทะกลาง ทนายความแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวขณะเดินทางมาถึงศาลอาญารัชดา ว่า ในวันนี้ ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีที่ แกนนำ นปช. ทั้ง 19 คน ตกเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย ซึ่งก่อนหน้านี้ทนายความ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเบิกตัวจำเลย ที่อยู่ในเรือนจำมาศาล แต่ศาลพิเคราะห์แล้ว ได้มีคำสั่งยกคำร้องของทนายความ เนื่องจากเห็นว่า ในวันนี้เป็นเพียงนัดตรวจพยานหลักฐาน จำเลยไม่จำเป็นต้องมาศาล และทนายความสามารถยื่นคำร้องขอสืบพยานจำเลยลับหลังได้อยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ ทนายความ ได้เตรียมคำร้องเพื่อขอให้ศาลยุติการพิจารณาคดีก่อการร้ายไว้ก่อน เนื่องจากการชันสูตรพลิกศพ ยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้ง อัยการ ยื่นฟ้องโดยมิชอบ

ที่ รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ว่า เป็นไปด้วยดี ขณะนี้ ในส่วนผู้พักอาศัยมีการทยอยขนย้ายออกจากพื้นที่ก่อสร้างไปบ้างแล้ว ส่วนสถานที่ราชการ ทหาร ก็จะเริ่มขนย้ายออกประมาณปีหน้า

เรียบเรียง สิทธิศักด์

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ข่าวการเมือง

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com