พัทยาเดลีนิวส์

05 ตุลาคม 2552 :: 15:10:23 pm 1597

ตำนาน ประเพณี การล่า! ปลาบึก

รู้ลึก รู้จริง เกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่ ที่สืบสานมายาวนานที่บ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย นั่นก็คือ “การล่าปลาบึก” ตำนานแห่งปลาเทพเจ้า ลุ่มแม่น้ำโขง เจาะพิธีบวงสรวง “เจ้าพ่อปลาบึก” ซึ่งสืบทอดมายาวนาน หากใครทำผิดประเพณี จะไม่สามารถ จับปลาบึกได้
สนใจโฆษณา

การล่าปลาบึกหรือประเพณีการจับปลาบึก เป็นวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านไทยและลาว 2 ฝั่งแม่น้ำโขงที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ในสมัยก่อนชาวบ้านมักนิยมจับปลาบึกก่อนฤดูการทำนา เนื่องจากเป็นปลาขนาดใหญ่ เนื้อเยอะ สามารถชำแหละแบ่งปันเป็นอาหารได้ทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งเก็บถนอมอาหารเอาไว้กินช่วงทำนา

เมื่อยุคสมัย เปลี่ยนไปวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านก็เปลี่ยนไป การจับปลาเพื่อแบ่งปันกันกินพัฒนาเป็นการจับเพื่อจำหน่ายสู่ท้องตลาด เป็นการพัฒนาให้เกิดอาชีพใหม่คือ “การจับปลา” หรือ “การล่า” เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปโดยปริยาย

แต่ทว่าใครบ้างจะ รู้ว่า การล่าปลาบึกของชาวประมงพื้นบ้านนั้น เดิมทีไม่ได้ล่าเพื่อความสะใจหรือสนุกสนาน แต่เกิดจากความเคารพ และยำเกรงในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าปลาบึกคือ “ปลาเทพเจ้า”

ตำนาน “แม่น้ำโขง” กล่าวไว้ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพญานาคราชสองตนเป็นเพื่อนรักกันมาก คือ “พญาศรีสุทโธนาค” กับ “พญาสุวรรณนาค” ทั้งสองแบ่งปกครองเมืองบาดาลหนอง กระแส ฝ่ายละครึ่งเมือง ซึ่งคนสมัยก่อนเชื่อกันว่าหนองกระแสคือเมืองบาดาลอยู่ใต้ทะเลสาบ “หนองหาน” ในพื้นที่ จ.อุดรธานี

พญานาคทั้งสองตนล้วนมีพญา นาคบริวารฝ่ายละ 500 ตน ทุก ๆ ปี ทั้งสองฝ่ายจะไปมาหาสู่กันเพื่อเยี่ยมยามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่เสมอ วันหนึ่งพญาศรีสุทโธนาคได้พาบริวารออกไปล่าสัตว์ในป่า เผอิญล่าช้างป่าได้ 1 ตัว พญาศรีสุทโธนาคนึกถึงสหายพญาสุวรรณนาค จึงชำแหละเนื้อช้างให้บริวารนำไปมอบให้ครึ่งตัว

เมื่อ พญาสุวรรณนาคได้รับของ ฝากจากเพื่อนรักเป็นเนื้อช้างก็รู้สึกยินดีปรีดายิ่งนัก สาส์นแสดงความขอบใจมายังพญาศรีสุทโธนาค พร้อมทั้งระบุว่าในโอกาสหน้าจะได้ส่งของฝากไปเป็นการตอบแทน

ต่อ มาพญาสุวรรณนาคได้พาบริวารออกไปล่าสัตว์ในป่า ล่าได้เม่นมาหนึ่งตัว พญาสุวรรณนาคจึงสั่งให้ชำแหละเนื้อเม่นแล้วแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไว้กินเอง และอีกส่วนหนึ่งให้บริวารนำไปให้แก่พญาศรีสุทโธนาค เพื่อเป็นของฝากตามคำสัญญา

แต่ว่าพญาศรีสุทโธนาคได้รับ เนื้อเม่นกลับไม่พอใจ เห็นว่ามีจำนวนต่างกับเนื้อช้างอย่างลิบลับ และคิดว่าเม่นน่าจะตัวใหญ่กว่าช้าง เพราะขนเม่นยาวกว่าขนช้าง จึงไม่รับของฝากจากเพื่อน

พญาสุวรรณนาค ทราบเรื่องก็ไม่สบายใจ รีบเดินทางมาอธิบายชี้แจงให้พญาศรีสุทโธนาคฟังว่า แม้ขนเม่นจะยาวกว่าขนช้างแต่เม่นก็ตัวเล็กกว่ามาก เนื้อเม่นครึ่งตัวย่อมน้อยกว่าเนื้อช้างครึ่งตัว แต่พญาศรีสุทโธนาคก็ไม่ฟัง หาว่าพญาสุวรรณนาคเอาเปรียบ เกิดโต้เถียงทะเลาะกันถึงขั้นประกาศท้ารบกันเลยทีเดียว

พญา ศรีสุทโธนาค ยกทัพนาคมาบุกประชิดติดชายแดนเมืองหนองกระแสด้านที่อยู่ในความปกครองของพญา สุวรรณนาค การเคลื่อนพลด้วยความรีบร้อน ทำให้น้ำในทะเลสาบหนองกระแสขุ่นเป็นสีชมพู

พญาสุวรรณ นาคจนใจต้องพา บริวารออกต่อสู้กับเพื่อนรัก เพื่อป้องกันแว่นแคว้นในปกครอง พญานาคทั้งสองฝ่ายได้เข้าต่อสู้ประหัตประหารกันอยู่นาน 7 ปี แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด การทำสงครามระหว่าง 2 พญานาคราชในครั้งนั้น ทำให้โลกสั่นสะเทือนลั่นหวั่นไหวสะท้านไปถึงสวรรค์และบาดาล เดือดร้อนกันไปทั่วทั้งมนุษย์ เทวดา และนาค

พญาแถนผู้ เป็นใหญ่แห่งสวรรค์ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงเสด็จมายังโลกมนุษย์ ณ บริเวณสนามรบที่เมืองหนองกระแส พร้อมมีเทวโองการว่า

“ข้า พญาแถนจอมสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ขอสั่งให้สองฝ่ายหยุดรบกัน พวกเจ้าไม่มีใครเก่งกว่าใครหรอกและขอประกาศให้เมืองหนองกระแสเป็นเขตปลอด สงคราม ให้ทั้งสองจงพาไพร่พลออกจากเมืองหนองกระแสโดยด่วนที่สุด ถ้าเจ้าทั้งสองเก่งจริงจงไปสร้างแม่น้ำแข่งขันกันเถิด ใครสร้างแม่น้ำไปถึงทะเลก่อนถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ชนะ แล้วข้าจะปล่อยปลาบึกลงในแม่น้ำสายที่สร้างเสร็จก่อนเพื่อเป็นอนุสรณ์สืบ ไป”

พอสิ้นเทวโองการ พญานาคทั้งสองก็พาไพร่พลแยกย้ายกันไป โดยพญาศรีสุทโธนาคผู้มีอารมณ์ร้อนและมุ่งหวังเอาชนะ รีบสร้างแม่น้ำไปทางทิศตะวันออกของเมืองหนองกระแส ทำให้แม่น้ำสายนั้นคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาตามแนวภูเขา ซึ่งมีชื่อเรียกต่อมาว่า “แม่น้ำโค้ง” และเพื้ยนเป็น “แม่น้ำโขง” ในที่สุด

ส่วน พญาสุวรรณนาคผู้สุขุมกว่า พาไพร่พลสร้างแม่น้ำมุ่งไปยังทิศใต้ของเมืองหนองกระแส โดยตั้งใจสร้างอย่างพิถีพิถันเป็นเส้นตรง เพื่อย่นระยะทางในการสร้างแม่น้ำสายนั้นจึงเรียกว่า “แม่น้ำน่าน”

ผล ของการสร้างแม่น้ำแข่งกัน ปรากฏว่าพญาศรีสุทโธนาคเป็นฝ่ายชนะ พญาแถนจึงปล่อยปลาบึก ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดลงในแม่น้ำโขงดังปรากฏในตำนานสืบมาจน ปัจจุบัน

สำหรับพฤติกรรมของปลาบึก ในฤดูวางไข่จะว่ายทวนน้ำจากทะเลสาบในประเทศกัมพูชาไปวางไข่ในสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ทุกปี ระหว่างทางจะต้องว่ายน้ำผ่านพื้นที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย จึงเป็นที่มาของประเพณีการจับปลาบึก ซึ่งก่อนฤดูกาลล่าปลาบึกชาวประมงบ้านหาดไคร้จะต้องทำพิธีบวงสรวง “เจ้าพ่อปลาบึก” ซึ่งสืบทอดมายาวนาน เพื่อขออนุญาตเทพเจ้าที่คุ้มครองปลาและปลุกขวัญแม่ย่านางเรือ ให้ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น หากใครทำผิดประเพณีจะไม่สามารถจับปลาบึกได้เลย เป็นที่มาของประเพณีท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวสนใจไปชมกันทุกปี.

พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

พิธี บวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยชาวประมงเชื่อว่าเป็นปลาที่มีเทพเจ้าคุ้มครอง พิธีจะเริ่มทำบริเวณชายหาดแม่น้ำโขง มีการตั้งศาลเพียงตาและมีรั้วรอบ 4 ทิศ ที่มุมรั้วจะผูกต้นกล้วย ต้นอ้อย ส่วนบนศาลมีเครื่องเซ่น ประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน สุรา อาหารและผลไม้ สมัยก่อนเครื่องเซ่นสังเวยจะมีเพียง ดอกไม้ ธูป เทียนและไก่เป็น ๆ คนทำพิธีจะจับขาไก่ 2 ข้างและฟาดกับหัวเรือให้ตายทั้งเป็น เพื่อให้เลือดกระเซ็นรอบ ๆ เรือและเครื่องมือจับปลา เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับปลา บึกเป็นพันธุ์ปลาน้ำจืด มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในไฟลัม ควอดาต้า (Chordata) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasianodon gigas เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงและในอดีตเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูง เนื่องจากมีการล่ากันมากและคุณภาพน้ำแย่ลง ตลอดจนมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง เป็นอุปสรรคต่อการว่ายน้ำไปวางไข่ขยายพันธุ์

ตาม สถิติปลาบึกขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถจับได้ มีขนาดยาวถึง 2.7 เมตร น้ำหนัก 293 กิโลกรัม (646 ปอนด์) ซึ่งเจ้าหน้าที่ประมง สามารถไทยรีดไข่มาผสมเทียมแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำ แม่น้ำสาย ต่าง ๆ จนประสบผลสำเร็จ ในระดับที่น่าพอใจ ปัจจุบันปลาบึกได้รับความนิยมบริโภคจากผู้คนทั้งไทยและลาว เพราะเนื้อรสชาติอร่อย ตับและไข่ปลาเป็นอาหารชั้นเลิศ โดยบางรายนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย.

ขอบคุณที่มา : เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com