พัทยาเดลีนิวส์

08 กรกฎาคม 2553 :: 17:07:04 pm 26102

ถลกวงการ “ละครไทย” รุนแรงสอดไส้ ขายซีนซาดิสต์

เกิดเป็นกระแสหนักหน่วง เมื่อละครไทยกลายเป็นต้นเหตุการฆ่าตัวตายของเด็ก และเยาวชน ด้วยการจดจำพฤติกรรมมาจากละคร แล้วนำมาใช้กับชีวิตจริง เช่น การผูกคอตาย การดิ่งตึกสูง การนำเอาเรื่องความรักมาเป็นเหตุให้ฆ่าตัวตายตามแบบตัวละคร และการที่อยากจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ทำให้พลาดท่าเสียชีวิตก็มีมาแล้ว
สนใจโฆษณา

จากเหตุการณ์ข้างต้นเป็นเพียงเสียงหนึ่งที่กลายเป็นภาพซ้ำ ที่ละครน้ำเน่าฆ่าคนไทย ประเด็นที่หลายฝ่ายสงสัยก็คือ ทำไม? บทเรียนที่ว่าไม่ได้รับการแก้ไข หรือแท้จริงแล้วชีวิตที่เสียไปนั้น เป็นเพราะความไม่รู้ หรือไม่มีค่าสำหรับผู้เกี่ยวข้องเลย

เรื่องนี้ นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อสุขภาวะของสังคม (มีเดียมอนิเตอร์) วิเคราะห์กับไทยรัฐ ออนไลน์ ถึงสาเหตุที่ทำให้ละครมีอิทธิพลต่อคนไทยว่า มาจาก 5 สาเหตุ ดังนี้

1. ช่วงเวลา ในการฉายละครทีวี
2. ช่วงหลัก คือ ก่อนข่าวภาคค่ำ และหลังข่าวภาคค่ำเป็นช่วงเวลาที่พอดีกับเด็กส่วนใหญ่ได้ชมทั้ง 2 ช่วงคือหลังกลับจากโรงเรียนและก่อนนอน
3. รูปแบบฟรีทีวีไทยไม่มีทางเลือกอื่นๆ ละครที่มีมากมายดูง่าย ทำให้เด็กเข้าถึงละครได้ง่าย ผิดกับประเทศอื่นที่เขาจะจัดโซนนิ่งปิดกั้นละครเอาไว้หลัง 4 ทุ่ม
4. การขาดความหลากหลายที่เอามานำเสนอ ซึ่งละครบ้านเราเกือบ 90% ธีมหลักเป็นเนื้อหาชิงรักหักสวาท เรื่องความรัก-ใคร่ อีก 5-10% เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักของครอบครัว
5. พฤติการณ์การนำเสนอภาพความรุนแรงบ้านเรามีปัญหา เพราะทุกครั้งที่นำเสนอเขาไม่คิดว่ามีใครดูบ้างถึงแม้จะมีการระบบจัดเรตติ้งก็ตาม

“หลายคนถามว่ามีการจัดเรตติ้งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทีวีไทยจะสะอาด แต่ระบบการจัดเรตติ้งละครส่วนใหญ่มักจะใช้โลโก้แปะฉากด้านหน้าก่อนละครฉายแล้วก็ใช้การตั้งระบบออโต้เพื่อแปะโลโก้เรตติ้งเอาตามแต่จะตั้งเวลาเท่านั้น ผิดกับเรตติ้งต่างประเทศที่มีคนควบคุมด้วยคนไม่ใช่การตั้งเวลา ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ผู้ผลิตบ้านเราไม่มีสุนทรียศาสตร์ในการนำเสนอ อย่างฉากฆ่าตัวตายในต่างประเทศเวลาเขาถ่ายทำเขาจะถ่ายเป็นสัญลักษณ์ เช่น ถ่ายเชือกตึง ถ่ายเก้าอี้ล้ม เป็นต้น แต่บ้านเราจะทำอะไรก็ทำชัด ๆ ฆ่าตัวตายก็ให้เห็นกันเป็นขั้นเป็นตอน เพราะขาดศิลปะในการนำเสนอ”

ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง หนุ่มแห่งมีเดียมอนิเตอร์บอกว่า อยู่ที่เด็กไทยวันนี้ ฟังอย่างเดียวแต่ไม่ได้คิด

“วันนี้เราบอกว่าเรามีทั้งอินเทอร์เน็ต ทีวี วิทยุ ให้ดูทั้งวันทั้งคืน แต่ลืมไปว่าตลอด 24 ชม. เด็ก ๆ ฟังวิทยุกับดูโทรทัศน์ และก็เล่นอินเทอร์เน็ตก็จริง แต่การเสพแบบนี้ทำให้วัฒนธรรมการอ่านการเขียนมันไม่มี ฉะนั้นวันนี้เด็กไทยมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อลักษณะเชิงรับมาตลอด เราดูทีวีเราฟังวิทยุเล่นอินเทอร์เน็ต แต่เราไม่ต้องใช้ความคิดโดยตรง ซึ่งถ้าเด็กไปอ่านหนังสือไปเขียนวาดภาพ เขียนรายงาน ทำการบ้าน สมองมันก็จะได้คิด เพราะฉะนั้นการเสพสื่อปัจจุบันมันไม่เอื้อให้เด็กได้คิด ได้ใช้สมอง อย่างเมื่อปี 2549 เราวิจัยมาว่า ละครเด็กไม่ได้เอื้อ หรือทำให้เด็กคิดวิเคราะห์ มีแต่ให้จำกับสอน คือเด็กไม่ได้ใช้สมองเลย”

ยกตัวอย่าง เนื้อเรื่องของการ์ตูนต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากการ์ตูนในประเทศไทยว่า ที่นั่นนอกจากสอนเรื่องการล้างมือ การปลูกต้นไม้ ซึ่งเขาได้บอกโต้งๆ เขาบอกผ่านผลดีผลร้ายของมันว่าเกิดอะไรขึ้นแต่บ้านเราบอกให้จำ บอกให้ทำ มันขาดกระบวนการคิดไตร่ตรอง ถ้าบอกว่าความอ่อนไหว ผมว่าไม่ใช่เชิงความรู้สึก แต่เป็นการอ่อนในการใช้สติปัญญาในการคิดมากกว่า

“จริง ๆ ถ้าพูดถึงเรื่องละครน้ำเน่าแล้ว ปัญหาเรื่องเรตติ้งที่จัดไม่จริงเป็นปัญหาแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด ปัญหาหลักๆ มาจากผู้ผลิตละครมากกว่า เนื่องจากโจทย์มันถูกล็อกตายอยู่แล้วว่า ถ้าคุณจะขายละครไพร์มไทม์ (ช่วงละครหลังข่าว) ต้องทำละครแบบนี้ สปอนเซอร์ก็บอกว่าอยากได้ เรตติ้งทั่วไป (ท.) เพราะว่ามันจะดูดีกับสินค้า แต่หากเป็นเรตติ้งหลัง 22.00 น. จะเป็นเรตติ้ง น.13 น.18 สินค้าบางอย่างมันไม่ลง เพราะว่ากลุ่มคนดูมันคงไม่ใช่กลุ่มหลักอายุ 25 ปี ละครบางเรื่องอยากจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น มัธยมต้น มัธยมปลาย เพราะฉะนั้นการตลาดจึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นตัวกำหนดว่าเนื้อหาต้องแบบนี้ เอาง่าย ๆ เอาความรักความใคร่มาแสดงให้ดูกัน เพราะว่าคนดูส่วนมากก็เป็นวัยรุ่น มีความสนใจเรื่องเพศ มันจึงกลายเป็นเรื่องของการตลาด ทุนคุณคือใคร คุณก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว”

ถามว่าละครช่องไหนอันตรายต่อเยาวชนมากที่สุด มีเดียมอนิเตอร์ฟันธงว่า ถ้าเป็นละครแนวชิงรักหักสวาทนั้นละครของฟรีทีวีช่องทหารมีความรุนแรง และเลือดเย็นมากที่สุด

“ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าช่องที่ผลิตละครทั้งหมดมีอยู่แค่ 3 ช่อง คือ ช่องน้อยสี, ช่องสีมาก และช่องทหาร ที่ถือว่าเป็นตัวหลักในการผลิต ซึ่งรวมแล้วได้ 85% ซึ่งละครของช่องทหารรุนแรงมาก ๆ ซึ่งเขามีคนเขียนบทที่เก่งในการดึงอารมณ์ให้คนดูอยู่กับละครได้ตลอดเวลา ซึ่งเขาจะเน้นใช้ความรุนแรงมาขายเพื่อจะดึงคนดูให้ดูต่อเนื่อง เด็กๆ จะติดกันงอมแงมเลย ผู้ใหญ่อย่างเราก็เป็น แต่ปัญหาใหญ่ก็คือวันนี้ละครไทยมีการสอดไส้ ด้วยการโกงเรตติ้ง เช่นบอกว่าผมทำละครเรตติ้งที่ดูได้ทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เป็นละครที่ควรแนะนำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องเข้ามาจัดการ เพราะว่ากลุ่มเป้าหมายหรือเจ้าของสินค้าที่มาลงแฮปปี้มากกว่าเรตติ้งอื่น ๆ”

สำหรับวิธีแก้ไข ต้องมีการตระหนักแต่ไม่ใช่บอกว่าเลิกผลิต ที่ต่างประเทศจะมีละครน้ำเน่า อย่างที่ อินเดีย, ญี่ปุ่น และจีน ก็มีหมด เพียงแต่ว่า ต้องไปแก้ที่การนำเสนอแบบมีสุนทรียะ อันนี้สำคัญ ในการนำเสนอแบบมีศิลปะ ซึ่งไม่ใช่เราบอกว่าแค่การฆ่าตัวตาย แค่เก้าอี้ล้ม มันไม่ใช่แค่นั้น มันต้องหมายถึงการเขียนบท

“ขณะนี้เรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ๆ คือปัจจุบันเขามีความพยายามขายบทที่มีความรุนแรงมาก ๆ โดยใช้จิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องในการเขียนบท เช่น ทุก ๆ กี่วินาทีเขาจะทำให้ต่อเนื่อง ๆ อย่างละครช่องทหารเขาจะมีวิธีคิด เหมือนอย่างเกมโชว์ที่เขาจะมีการกระตุ้นทุก ๆ วินาที โดยเฉพาะทุก ๆ 1 นาทีต้องมีจุดไคลแมกซ์ 4-5 จุด มันอันตราย ซึ่งก่อนจะมาทำเป็นละคร บทประพันธ์อาจจะไม่แรง แต่พอมาเขียนเป็นบทละครแล้วมันเพิ่มให้มีองค์ประกอบความรุนแรงมากขึ้น”

ดังนั้นทางแก้ไขที่ดีต้องมีการจัดโซนนิ่งฟรีทีวี ทางแก้ไขที่ยั่งยืนก็คือ แนะนำนอกจากการดูสารคดี หรือใช้เวลาในการทำการบ้าน “ปิดทีวี” เป็นคำตอบที่ดีที่สุดกับการป้องกัน “ละครน้ำเน่า”…

ที่มา ไทยรัฐ

Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

จีจี้

nancy