พัทยาเดลีนิวส์

09 พฤษภาคม 2553 :: 13:05:00 pm 17679

‘ทำมาหาธรรม’ แก้เหลื่อมล้ำสังคมหลากสี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความยากจน” ความยากเย็นเข็ญใจในการมีชีวิตอยู่หรือในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไป เป็นรากเหง้าของปัญหาต่าง ๆ มากมาย รวมถึงอาจเป็นแรงผลักดันให้คนเข้าร่วมเป็น “ม็อบ” เรียกร้องสิทธิต่าง ๆ รวมถึง “สิทธิทางการเมือง” อย่างที่เมืองไทยก็เกิดขึ้นบ่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันในหลายกรณี “ความร่ำรวย” ก็ “เป็นรากเหง้าของปัญหา-ของม็อบ” ได้เช่นกัน ซึ่งในเมืองไทยก็เป็นเช่นนี้
สนใจโฆษณา

กับ “ความร่ำรวย” นั้น ถ้าคนไทยยึดหลักความเป็นเศรษฐีของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำมาปฏิบัติตาม ปัญหาต่าง ๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นดังเช่นที่เกิดอยู่ในเมืองไทยทุกวันนี้ !! ทั้งนี้ มีการจัดเสวนาพิเศษ เรื่อง “สอนวาณิช ให้เป็นเศรษฐี” เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่ง พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ได้ร่วมบรรยายในการเสวนาครั้งนี้ และก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ ที่น่าคิด ในการบรรเทาวิกฤติสังคมไทย

“คำว่าเศรษฐี นอกจากจะหมายถึงผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมากแล้ว ยังมีความหมายในทางสร้างสรรค์สังคม และสามารถมีคุณค่าเพิ่มได้ด้วยการทำความดี เพราะเศรษฐีหมายถึงผู้ใจบุญที่รู้จักเปลี่ยนทรัพย์ภายนอกให้เป็นทรัพย์ภายใน โดยการสร้างคุณความดี ซึ่งจะเป็นทรัพย์ที่อยู่ติดตัวกับผู้ที่ทำความดีตลอดไป และไม่มีวันสูญหาย ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปนานเท่าใด” พระมหาวุฒิชัยระบุ พร้อมทั้งแจกแจงว่า… คำว่า “วาณิช” กับคำว่า “เศรษฐี” ไม่ใช่คำ ๆ เดียวกัน และความหมายไม่เหมือนกัน เพราะเศรษฐีต้องเป็นคนดี สมัยก่อน “คนดี คนใจบุญ คนมีคุณธรรมประเสริฐ” จึงจะถูกเรียกว่าเป็น “เศรษฐี” ส่วนผู้ที่มีทรัพย์มาก ๆ จะเรียกว่าเป็นมหาธนวาณิช คนไทยเรียกรวมเป็น คำซ้อนว่า “พ่อค้าวาณิช” และปัจจุบันการทำธุรกิจเกี่ยวกับ บริษัทเงินทุน หลักทรัพย์ต่าง ๆ เรียกว่า “วาณิชธนกิจ” ซึ่งคำว่า “วาณิช” ถ้าเป็นกิจกรรมแปลว่าการทำมาค้าขาย ถ้าเป็นคน แปลว่า “พ่อค้า”

ดังนั้น “เศรษฐี” กับ “คนรวย” จึงต่างกัน !!

“แต่พ่อค้าก็สามารถเปลี่ยนเป็นเศรษฐีได้ หรือเศรษฐีก็อาจเป็นคน ๆ เดียวกับพ่อค้า ถ้ารู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็นบุญ เปลี่ยนทุนให้เป็นธรรม” พระมหาวุฒิชัยกล่าวพร้อมยกตัวอย่างว่า ในสมัยพุทธกาล มีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นผู้สร้าง วัดเชตวันมหาวิหาร ถวายแด่พระพุทธเจ้า นามว่า อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ซึ่งวัดเชตวันฯ เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษายาวนานที่สุด อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐีเดิมมีชื่อว่า สุทัตตะ มีอาชีพพ่อค้า แต่สร้างโรงทานบริจาคทานทั้งสี่มุมเมือง คนทั่วไปจึงขนานนามว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งแปลว่า เศรษฐีผู้ยินดีบริจาคก้อนข้าวแก่คนอนาถา และเมื่อเศรษฐีผู้นี้ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุธรรมระดับโสดาบัน ก็มีความคิดสร้างวัดถวาย ซึ่งใช้เงินมหาศาล

ตามพุทธประวัติ ณ วัดเชตวันฯ มีฉากชีวิตและเรื่องราวต่าง ๆ นานา เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในบทนำในพระสูตรต่าง ๆ ในพระไตรปิฎก ก็มักจะเริ่มต้นว่า “สมัยหนึ่ง ขณะพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนารามมหาวิหาร ซึ่งสร้างถวายโดย อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี” นี่ยืนยันว่าชื่อผู้เป็นเศรษฐีที่แท้จริงผู้นี้ไม่มีวันถูกลืม

ทุกคนสามารถเปลี่ยนจากพ่อค้าหรือคนรวยเป็นเศรษฐีที่แท้จริงได้ หากยึดหลัก “รวยแล้วให้ ได้แล้วแบ่งปัน” หรือ “เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม” อย่างเช่นมหาเศรษฐีโลกและมหาเศรษฐีไทยบางคน ที่นอกจากจะทำมาหากินแล้ว ยังได้ “ทำมาหาธรรม…เพื่อสังคม” อีกด้วย

ทั้งนี้ พระมหาวุฒิชัยยังบอกอีกว่า… ทุกคนควรต้องรู้จักพัฒนาชีวิตตัวเอง ด้วยหลัก “หัวใจเศรษฐี 4 ข้อ” คือ… “อุ อา กะ สะ” โดย อุ ย่อมาจาก อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการแสวงหาความรู้ หนักเอาเบาสู้ในหน้าที่การงาน กิจการทั้งหลายต้องรู้จักรับผิดชอบ, อา ย่อมาจาก อารักขสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษาคุ้มครองทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่ให้เงินทองรั่วไหลมีอันตราย ระวังการจับจ่ายใช้สอยมิให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ตลอดจนรักษาหน้าที่การงานไม่ให้เสื่อมเสีย, กะ ย่อมาจาก กัลยาณมิตตตา แปลว่า การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว เพราะคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล, สะ ย่อมาจาก สมชีวิตา แปลว่า การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ รู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย ไม่สุรุ่ยสุร่ายหรืออัตคัดขัดสนเกินไป รู้จักออมเงิน ฉุกเฉินจะได้ใช้เงินออม

ทั้งนี้ ทิ้งท้ายจากที่ พระมหาวุฒิชัย ระบุผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ที่น่าคิดคือ ปัญหาม็อบต่าง ๆ และปัญหาสังคมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย อันมีรากเหง้าจากความยากจน ขาดโอกาสทางด้านต่าง ๆ นั้น โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลช่วยแก้ไข ปัญหาก็สามารถแก้ไขได้…ด้วยคนในสังคมไทยที่ร่ำรวยพอจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ที่มีคุณธรรม รู้จักให้ รู้จักแบ่งปันทรัพยากร ความรู้ โอกาส แก่คนที่ด้อยกว่า แก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนความคิดคน

หาก “วาณิช” เปลี่ยนเป็น “เศรษฐีที่แท้จริง” กันมาก ๆ ปัญหาในสังคมก็จะลดลง-สันติสุขก็จะบังเกิดเพิ่มขึ้น !!!

ที่มา เดลินิวส์

Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

Tweets that mention ‘ทำมาหาธรรม’ แก้เหลื่อมล้ำสังคมหลากสี | พัทยาเดลินิวส์ - ข่าวพัทยา คลิกทุกวัน ทันทุก