พัทยาเดลีนิวส์

03 พฤษภาคม 2553 :: 18:05:06 pm 16927

นักสืบพันทิปถอยไป!..นักข่าวเฟซบุ๊กมาแล้ว

ถ้าเว็บไซต์ดังอย่าง "พันทิปดอทคอม" มี "นักสืบพันทิป" ที่ตามหาและไล่ล่าความจริงกระจายตัวอยู่มากมายแล้วละก็ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ควรจะบันทึกเอาไว้ในยุคทองของ "เฟซบุ๊ก" ขาขึ้นสุดๆ ก็คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "นักข่าวเฟซบุ๊ก" ซึ่งแตกหน่อขยายกอเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง
สนใจโฆษณา

นายศาสตรา โตอ่อน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทควบปริญญาเอก สาขาวิชากฎหมายมหาชน ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมันนีเจ้าของ http://www.facebook.com/sattra.toaon เขาเรียกตัวเองว่า “นักข่าวเฟซบุ๊ก” สายต่างประเทศ

นายศาสตรา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักข่าวเฟซบุ๊กก็คือความสนใจในโลกของ “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” อีกทั้งยังชอบติดตามข่าวสารทั่วโลก โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองไทย ประจวบกับตอนที่อยู่เมืองไทยได้มีโอกาสรู้จักกับนักข่าวทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ จึงมีการแอดลิสต์รายชื่อนักข่าวเหล่านี้ไปในเฟซบุ๊ก หลังจากนั้นก็ได้แลกข่าวสารเหตุบ้านการเมืองผ่านเฟซบุ๊กของกันและกันนับจากนั้นเป็นต้นมา

นายศาสตรา บอกว่า หน้าที่หลัก ๆ ของเขาคือการประสานงาน ส่งและแลกเปลี่ยนข่าวสารเหตุบ้านการเมืองประจำวันผ่านเฟซบุ๊กพร้อมกับแปล 3 ภาษา ภาษาไทย-อังกฤษ-เยอรมัน อีกทั้งยังมีการเพิ่มเติมบทวิเคราะห์-วิจารณ์ทางกฎหมายเพิ่มเติม (ศาสตราบอกจุดเด่นของเฟซบุ๊กที่เขาชอบมากกว่าทวิตเตอร์เพราะ เนื้อหาข่าว และข้อความที่พิมพ์ในเฟซบุ๊กลงได้มากกว่า) โดยเป็นสิ่งที่เขาเรียนมาโดยตรงอีกด้วย หลังจากนั้นก็จะมีเครือข่ายที่ร่วมกันทั้งนักวิชาการ และบุคคลที่มีความสนใจในเรื่องการเมือง มาร่วมเป็นอาสานักข่าวและนักวิชาการรวมกันกระจายข่าวสาร ซึ่งจาก 2-3 ปีที่ผ่านมาถือว่าได้การตอบรับน่าพอใจมาก ๆ

“ยกตัวอย่างเหตุการณ์การเมืองที่มันรุนแรงมีการต่อสู้กัน มีการให้ข้อมูลข่าวสารมุมต่างๆ ในปัจจุบันข่าวที่เข้ามาในเฟซบุ๊กผมเร็วมาก เรียกว่าวัน ๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไรโพสต์แต่ข่าวขึ้นไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าคนก็เริ่มเฮ… เข้ามา ภายในไม่กี่วันผมรับแอดคนเพิ่มเกือบ 300 คน แต่ 300 คนอาจหมายถึงเครือข่ายที่ส่งข้อความไปอีกเท่าไรไม่อาจคำนวณได้ ผมเลยกลายเป็นนักข่าวที่เป็นเสมือนที่เก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารเพื่อกระจายต่อไปยังผู้เสพข่าวในเวลาอันรวดเร็วแต่ถ้าถามว่าพลังจากเฟซบุ๊กที่ผลักให้คนออกมาชุมนุมจะส่งผลถึงความรุนแรงเป็นแบบ 6 ตุลา ที่ประชาชนเข้าห่ำหั่นกัน หรือเปล่าผมว่าไม่ เพราะจากการร่วมตัวหลายครั้งที่ผ่านมา คนที่มามากมายถือว่ามีการศึกษา ที่สำคัญไม่ชอบความรุนแรง”

ถามว่าการชุมนุมของคนเสื้อหลากสีที่เร่ิมต้นจากเครื่อข่ายทางเฟซบุ๊กสู่ท้องถนน กับการชุมนุมของเสื้อเหลือง-แดงที่ดูเคเบิลทีวีนั้นๆ มีแตกต่างกันอย่างไร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต มองว่า เสื้อแดงเป็นการจัดตั้งตามรูปแบบ การชุมนุมไม่ต่างจากกลุ่มเสื้อเหลือง แต่สำหรับเสื้อชมพูและกลุ่มคนเสื้อหลากสีนั้นเกิดขึ้นจากความไม่พอใจ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมันกระทบชีวิตประชาชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหนจนเป็นวงกว้าง ซึ่งการกระทำแบบนี้มันผลักให้ผู้คนเหล่านี้ และคนที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องความคิดทางการเมือง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในการจัดตั้งการชุมนุมทางสังคมออนไลน์เกิดขึ้น

“เมื่อมีการส่งผ่านข้อมูล ความคิด ความเห็นไปสู่กัน เมื่อความคิด ความเห็นตรงกัน พลังทางสังคมก็เกิดขึ้น อีกอย่างปัจจุบันเฟซบุ๊ก นั้นได้กลายเป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ จึงมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการส่งผ่านความคิดและผลักพลังบริสุทธิ์ของจากหน้าจอคอมพ์ไปสู่ถนนอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ส่วนกระแสของ “นักข่าวเฟซบุ๊ก” จะมาเร็วไปเร็วไหม ทุก ๆ อย่างมีขึ้นมีลง ซึ่งถ้าอนาคตสถานการณ์จริง ๆ มันกดดันคนอยู่แบบนี้ทุก ๆ วัน เฟซบุ๊กเป็นที่รวมที่ประสานความคิดความเห็นซึ่งเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ อาจจะมีหรืออาจจะหายไปขึ้นกับเทคโนโลยี แต่อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนของกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่ทว่าก็พิสูจน์ได้ว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่าทฤษฎีบัตเตอร์ไฟล์เอฟเฟก นั่นเอง” นักข่าวเพซบุ๊กกล่าวในที่สุด

“ผึ้ง” เจ้าเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/#!/profile.php?id=781325397  เป็นอีกหนึ่งคนที่เรียกตัวเองว่านักข่าวเฟซบุ๊กสายในประเทศ ปัจจุบันเธอทำงานอยู่ที่สถาบันการเงินชื่อดังแห่งหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เริ่มเล่นเฟซบุ๊กประมาณ 1-2 ปีพร้อมกับแอดชื่อ “นักวิชาการ” เอาไว้มากมายเพื่อติดตามข่าวสารการวิเคราะห์ของพวกเขา จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์พลิกผันของการเมืองไทยเมื่อวันที่เข้ายึดพื้นที่คอกวัว และมีการยิงกันตาย คืนนั้นข่าวสารการเมืองที่มีมาปล่อยข่าวโคมลอยให้ประเทศไทย-สถาบันกันวุ่นวายมาก ๆ จากแค่ผู้ตามข่าวสาร จึงตัดสินใจอยากจะนำเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อเผยแพร่ไปสู่สาธารณชนให้เขาได้รับทราบข่าวสารการวิเคราะห์รอบด้าน ทั้งมุมแดง มุมเหลือง มุมของรัฐบาล และมุมของต่างประเทศ

“วันหนึ่ง ๆ ข่าวหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ รายการฟรีทีวี เคเบิลทีวีทั้งนอกและในประเทศเราดูหมด ซึ่งบางบทความดีมากๆ แต่คนพวกนี้จะไม่ค่อยได้เล่นเฟซบุ๊ก พอนำมาลงก็เหมือนช่วยเขาเผยแพร่เป็นประจำวันละหลายเวลา อย่างเช่นข่าวเมื่อวันที่มีการยิงเอ็ม 79 ที่สีลมเราก็มอนิเตอร์ว่า เหลืองว่าไง แดงว่าไง ฟรีทีวีว่าไง เคเบิลทีวีว่าไง ต่างประเทศว่าไง แล้วเอามาประมวลผลว่าข้อมูลการตาย สาเหตุทั้งหมดว่าตรงกันไหม แล้วทำการเผยแพร่ ด้วยข้อมูลรอบด้านแบบนี้ ปัจจุบันจึงมีคนแอดชื่อเฟซบุ๊กของเราเข้าหลักพันคนแล้ว”

ผึ้ง บอกด้วยว่า ปัจจุบันคนที่เป็นนักข่าวเฟซบุ๊กกำลังบูมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการรวมกลุ่มกันแชร์ข้อมูลข่าวสารมากถึงกว่าพันคน

“ถามว่าได้อะไรจากตรงนี้ เงินเดือนก็ไม่ได้ เหนื่อยก็เหนื่อยเครียดก็เครียด (หัวเราะ) แต่ก็ได้ความภูมิใจ ที่เราได้ทำหน้าของคนไทยคนหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแบบรอบด้าน ไม่ใช่การให้ข้อมูลมอมเมาอย่างจอเหลือง หรือจอแดง อย่างเดียว สิ่งที่เหนืออื่นใด เราเชื่อว่าว่าไม่ต้องเป็นองค์กรใหญ่ เราเชื่อในทฤษฎีที่คนเล็กก็สามารถมีสิทธิเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และเฟซบุ๊กก็กำลังจะเป็นแบบนั้น” นักข่าวสาวสายเฟซบุ๊กสรุป

ที่มา ไทยรัฐ

Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com