พัทยาเดลีนิวส์

04 กันยายน 2553 :: 14:09:39 pm 35142

นายกฯ หนักใจ เยาวชนมองทุจริต เรื่องปกติ

"มาร์ค" ชี้ หนักใจปัญหาทุจริต เกิดจากคนไม่รู้จักพอ กำลังอยู่ในระดับรุนแรง พร้อมห่วงเยาวชน ยอมรับโกงเรื่องปกติ ช่วยตำแหน่งหน้าที่เจริญก้าวหน้า แนะยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ เลิกยกย่อง คนที่มีอำนาจ-ทรัพย์สิน พร้อมป้องกัน ควบคู่ปราบปราม รณรงค์ให้เห็นความเสียหาย ถึงปัญหาเรื้อรังในสังคมที่แก้ไขยากขึ้น
สนใจโฆษณา

กรุงเทพฯ-วานนี้ (3 ก.ย. 53) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนากิจกรรมพลังเครือข่ายประชาชนป้องกันการทุจริต ตามโครงการประชาศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ สำนักงานปปช.โดยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานปปช.กล่าวเปิดงานว่า โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2550 มีเครือข่าย 2000 คน เพื่อรวมพลังและเสริมสร้างขวัญกำลังใจประชาชนเพื่อต้านการทุจริตทั่ว ประเทศ ปปช.ตระเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อช่วย กันตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐและการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการทุจริต และลดช่องว่างการก่อทุจริตคอรัปชั่น ที่มีมาช้านานในสังคม

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดงานว่า การทุจริตเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคม ที่แก้ไขยากขึ้น การแก้ปัญหาทุจริตส่วนใหญ่ สังคมจะมุ่งไปด้านปราบปราม โดยการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่การป้องกันมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มักจะถูกมองข้าม ขอชื่นชมปปช.ที่ทำงานด้านการป้องกันควบคู่กับการปราบปราม มีการนำข้อเสนอแนะต่างๆ เสนอครม.ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เช่นระบบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เรื่องแรงงานต่างด้าว

ลำพังหน่วยงานที่ทำงานแก้ไขด้านนี้มีไม่พอ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากสังคม คือต้องดึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วม กับการทำงานนี้ เพราะการทุจริตนั้นยังอยู่ในระดับที่รุนแรงมาก ข่าวสารที่เกี่ยวกับการทุจริตระดับชาติและท้องถิ่นมีตลอดเวลา จึงจำเป็นที่ต้อง รณรงค์ให้เกิดความตื่นตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในการรณรงค์ เพราะ ปัญหานี้มีความรุนแรง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงคือ การสำรวจความเห็นเยาวชนที่ยอมรับการทุจริตว่า เป็นเรื่อง ปกติธรรมดามากขึ้น และน่าห่วงไปกว่านั้นคือเยาวชนมีความเห็นว่า ความสำเร็จในชีวิตอาจจำเป็นที่ต้องยอมรับ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย ซ้ำ หากยังไม่สามารถแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้จะทำให้การทำงาน การป้องกันและปราบปราม การทุจริตคอรัปชั่น ค่อนข้างยากที่จะประสบความสำเร็จ ฉะนั้นการจัดกิจกรรมนี้ จะต้องมีการเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจในทุกอำเภอ เพื่อเป็น กลไกสำคัญที่จะชนะปัญหานี้ได้

ต่อมาคือปัญหาด้านการรณรงค์และการสร้างค่านิยมที่สร้างสังคมสุจริตคือไม่สามารถทำให้คนมองเห็นผลประโยชน์ส่วนร่วม และแยกแยะผล ประโยชน์ส่วนตัว ออกจากกันได้ ทุกคนมีหลายสถานะและมีความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในสังคมไทย การมีบุญคุณ และหนี้บุญคุณ การเกรงใจ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการทุจริต

เรื่องงบประมาณที่รัฐใช้นั้น เป็นภาษีประชาชน หากมีการเอื้อประโยชน์กันโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะสัมผัสได้ใกล้ชิดกว่า สิ่งที่จะแก้ไขคือทำอย่างไรที่ให้ประชาชนมีความสำคัญกับการเป็นพลเมืองดี ที่ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัว หากทำให้คนแยกแยะในเรื่องนี้ได้ก็อาจกระทบเรื่องส่วนตัว เช่น รับเงินมาแล้วต้องเลือกเขา คนนี้มีบุญคุณต้องชดใช้หนี้บุญคุณ หากเป็นแบบนี้และถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจทำสิ่งใด ประโยชน์ส่วนรวมจะมาทีหลังและคนที่เกี่ยวข้องจะรู้สึกไม่ผิด เพราะใช้ความรู้สึกจากมุมส่วนตัวที่คิดว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อว่า การทุจริตนั้นหลายคนมองว่าไม่ใช่ธุระของตัวเอง หากเห็นสิ่งไม่ถูกต้องแล้วเข้าไปช่วยกันแก้ไขอาจสร้างความยากลำบากตัวเอง หนำซ้ำหากไปเจอบุคคลที่มีอิทธิพลก็อาจอยู่ในภาวะอันตราย สุดท้ายเราต้องช่วยกันกระตุ้นให้สังคม ให้ช่วยกัน เพราะปัญญาการทุจริตมีรากฐานจากความโลภและความไม่รู้จักพอ เพราะหลายคนเชื่อมโยงการทุจริตกับค่าตอบแทน

การทุจริตไม่ได้เกิดจาก การขาดแคลนแต่เกิดจาก การไม่รู้จักพอ ตัวอย่างคนยากจนมากมายที่แสดงออกถึงการซื่อสัตย์สุจริตตลอดเวลา เช่นแท็กซี่ที่เก็บเงินได้มหาศาลและนำไปคืน เพราะการได้สิ่งใดมานั้นต้องมีเหตุผลและความชอบธรรม ตรงกันข้ามคนที่ทุจริตมากมายที่ไม่ขาดแคลนเลย แต่กลับไม่หยุดยั้งในการแสวงหา เราต้องรณรงค์การรู้จักพอ คนไทยควรนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำทางในการใช้ชีวิต การได้สิ่งใดมานั้นต้องถูกต้อง ชอบธรรม คือขยัน อดทน มากกว่าการไขว่คว้าค่าตอบแทนด้วยวิธีการที่ไม่สุจริตหากทำตรงนี้ได้การแก้ไข การทุจริตจะง่ายกว่านี้มาก

ฉะนั้นการยอมรับกติกากับสิ่งที่ได้มาเป็นพื้นฐานสำคัญ การสร้างสังคมสุจริตนั้น สังคมต้องช่วยกันว่าทำอย่างไร ในการมีทรัพย์สิน ตำแหน่ง อำนาจ สังคมต้องแยกแยะว่าหากได้มาอย่างถูกต้องก็ดี หากไม่ถูกต้องต้องดำเนินการ ทุกคนต้องเข้าใจเรื่องการได้มาโดยไม่สนใจวิธีการ เเละยกย่องคนที่ได้รับอำนาจ ทรัพย์สิน ตำแหน่งอย่างไม่ถูกต้องนั้นไม่ได้ เราต้องไปสร้างค่านิยมและจิตอาสาทั่วประเทศที่ต้องเผยแพร่ในวงกว้างเพื่อให้ ประสบความสำเร็จต่อไป

——————————————————————-
ไทยได้ 3.4 คะแนน เป็นอันดับที่ 84 ของโลก! ในการจัดอันดับ ความโปร่งใส ไร้ทุจริต

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล (Transparency International) หรือ TI ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี เผยแพร่รายงาน “ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่น” (Corruption Perceptions Index – CPI) ประจำปี 2552 ใน 180 ประเทศทั่วโลก โดยให้คะแนนจาก 0-10 โดย 0 หมายถึงการมีปัญหาคอร์รัปชั่นสูงที่สุด และ 10 หมายถึงมีปัญหาคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด โดยองค์กรนี้สำรวจดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ ปี 2538 ซึ่งในปีที่แล้ว (2552) ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศ โดยจัดอันดับจากผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ จำนวน 10 แห่ง
ประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จัดเป็นอันดับที่ 84 เท่ากับประเทศเอลซาวาดอร์ กัวเตมาลา อินเดีย และปานามา โดยเฉพาะ ในปี 2549 จนถึงปัจจุบันซึ่งการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไทยได้คะแนนลดลงจากเมื่อเทียบกับปี 2548 โดยไปอยู่ในจุดที่คะแนนต่ำสุดในปี 2550

ในปี 2552 ไทยได้คะแนนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2551 โดยได้ 3.40 คะแนน อยู่อันดับที่ 84 จากการจัดอันดับ 180 ประเทศ

ผลการจัดอันดับโดยทั่วไปจะแสดงให้เห็น ว่าประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับสูงมักจะมีอันดับที่ดีกว่าประเทศ ที่มีระดับการพัฒนาที่น้อยกว่า แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย กล่าวคือ ต้องไม่ให้สินบนเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือต้องไม่สนับสนุนศูนย์กลางการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่อาจเป็นแหล่งฟอก เงินของผู้กระทำความผิด (Safe haven) เช่น หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน

นอกจากนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ ต้องไม่เพิกเฉยโดยปล่อยให้มีกฎหมายภายในประเทศของตนที่ถือว่าข้อมูลทางการ เงินเป็นความลับทางธุรกิจ เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและความตั้งใจที่จะคืน ทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้โกงมาจากประเทศของตนแล้วนำไปฝากไว้ในต่างประเทศ ทั้งนี้ ความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้ว (ซึ่งมีอันดับและคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นที่ดี) จะช่วยทำให้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศที่กำลังพัฒนา (ซึ่งมีคะแนนคอร์รัปชั่นในระดับต่ำ) ลดความรุนแรงลงและส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในประเทศ

ในขณะเดียวกัน ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย กล่าวคือ ต้องไม่ให้สินบนเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศที่กำลังพัฒนาไม่แสวงหาโอกาสจากความยากจน ความเดือดร้อนของประเทศที่กำลังพัฒนา มาเป็นผลประโยชน์ หรือสนองความต้องการของตนเอง

วารีนา ปุญญาวัณน์
บรรณาธิการ
พัทยาเดลินิวส์

Photo : Internet   Category : ข่าวการเมือง

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com