พัทยาเดลีนิวส์

07 กรกฎาคม 2558 :: 12:07:52 pm 168365

นายก PBTA ชี้จับประมงผิดกฎหมาย ยังไม่กระทบธุรกิจโรงแรม

หลังมาตรการเอาจริงของภาครัฐ กรณีการจับประมงผิดกฎหมาย เพื่อปลดใบเหลืองสหภาพยุโรป ที่ออกมาคาดโทษไทย จากกรณีไม่ทำตามหลัก IUU Fishing ล่าสุดนายก PBTA ออกมาชี้แจงภาคโรงแรมยังไม่น่าห่วง หากมีผลในระยะสั้น ขณะที่ร้านค้าอาหารทะเลสด ระบุคงต้องทำใจ ยอมขายได้กำไรน้อย ดีกว่าไม่ได้ขาย คาดราคาปู-ปลาหมึกจะขึ้นกิโลกรัมละ 20-30 บาท
สนใจโฆษณา

ผู้สื่อข่าวพัทยาเดลินิวส์รายงานความเคลื่อนไหว กรณีรัฐบาลเดินหน้าเอาจริงไม่ผ่อนผันการประมงที่ผิดกดหมาย ออกมาตรการคุมเข้มตรวจสอบเอกสาร 15 รายการ ตามคำสั่งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย หรือ ศปมผ. ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก หรือ PIPO จำนวน 28 ศูนย์ พร้อมศูนย์ให้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่เรือประมงแบบเบ็ดเสร็จ ประจำในพื้นที่จังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด เดินหน้าเองจริง พร้อมประสานตำรวจน้ำ จับกุมผู้ประกอบการประมง หากทำผิดกฎหมายทันที หลังจากที่รัฐบาลไทยถูกกดดันจากสหภาพยุโรป ให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทย เป็นมาตรการคาดโทษ จากการที่ไทยหละหลวมไม่มีการควบคุมอุตสาหกรรมการประมงของตนเอง ปล่อยให้มีการจับสัตว์น้ำอย่างผิดกฎหมาย ลุกลามไปจนถึงเรื่องของการค้ามนุษย์ ไร้การควบคุมอย่างชัดเจน อันเป็นการขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการค้าประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2553 เป็นมาตรการด้านอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน โดยมีผลบังคับใช้ต่อสินค้าประมงทะเลทุกประเภทที่นำเข้าสู่ และส่งออกจากสหภาพยุโรป เพื่อสร้างเสริมความมั่นใจว่าจะไม่มีสินค้าประมงที่ผิดกฎหมายสามารถเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปได้

 

หลังจากที่ไทยถูกสหภาพยุโรปกดดันอย่างหนัก จึงได้มีการสั่งการทบทวนกฎหมาย แก้ไขพรบ.การประมง พ.ศ. 2490 และกำหนดให้ใช้วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นวันเริ่มปฏิบัติการ ตรวจสอบเอกสาร 15 รายการ ส่งผลให้หลายพื้นที่ชายฝั่งของประเทศ ผู้ประกอบการเรือประมงต้องหยุดออกเรือ นั่นจึงเป็นสัญญาณที่ทำให้ผู้ค้าปลีก และค้าส่งอาหารทะเล เริ่มออกอาการกังวล จากผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการขาดแคลนอาหารทะเล เพราะจำนวนผู้จับสัตว์น้ำที่มีจำนวนน้อยลง จึงส่งผลให้ราคาขายอาหารทะเลในท้องตลาดย่อมมีราคาสูงขึ้น

 

 1 2

ด้านนายเรวัตร โพธิ์เรียง ผู้อำนวยการกรมเจ้าท่าภูมิภาค สาขาพัทยา กล่าวว่า “ การที่ภาครัฐเดินหน้าในเรื่องของการกำจัดการประมงที่ผิดกฎหมายนั้น เป็นการป้องกันให้สินค้าส่งออกประเภทอาหารทะเลของเราสามารถกระทำได้ในระยะยาว หากเรามีการประกอบการที่ถูกต้องสหภาพยุโรปก็ไม่สามารถใช้ข้ออ้างใดๆ ได้อีก รวมทั้งยังเกิดความเชื่อมั่นในระดับผู้บริโภคอีกด้วยว่าอาหารทะเลของเรานอกจากมีคุณภาพ และยังมีระบบการจัดการที่มีมาตรฐานรองรับ อีกทั้งผู้ประกอบการยังได้รับประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งเรือประมงทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ 1-30 ตันกรอส ขนาด 30-60 ตันกรอส และเกิน 60 ตันกรอส จะต้องแจ้งขออนุญาตเข้า-ออกจากท่าเรือศูนย์ PIPO หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก ก็จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบเอกสาร ทั้ง 15 รายการ ได้แก่ ใบขออนุญาตใช้เรือ สัญญาจ้างคนในเรือ ทะเบียนเรือ และการติดตั้งวิทยุ VMS ให้เป็นไปตามหลัก IUU Fishing ”

 

ขณะบรรยากาศหลังจากวันดีเดย์ 1 กรกฎาคม พบว่าเรือประมงบริเวณสะพานปลานาเกลือหยุดออกทะเลถึง 90 เปอร์เซ็น เพราะกลัวถูกจับ ทำได้เพียงแต่ล้างเรือ ตรวจอุปกรณ์ และซ่อมแซมตาข่ายสำหรับจำสัตว์น้ำ บางคนก็เอาเปลมาผูกบนเรือนอนเล่นฆ่าเวลา เพราะไม่สามารถออกทะเลได้ ด้วยสาเหตุดังกล่าว เมื่อผู้จับสัตว์น้ำลดจำนวนลง ส่งผลกระทบต่อปริมาณอาหารทะเล ที่จะถูกนำมาขายตามท้องตลาด แน่นอนว่าจำนวนย่อมลดลง ตามปริมาณเรือประมงถูกกฎหมายที่ยังคงสามารถออกเรือได้ ในเรื่องดังกล่าว ผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ประกอบการเรือประมง หรือผู้ประกอบการขายอาหารทะเลสดเท่านั้นที่จะได้รับความเดือดร้อน ในส่วนของภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารเช่นกันที่ความเดือดร้อนจะต้องคืบคลานเข้าไปหา

 

 6 5

โดยนายสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมนักธุรกิจ และการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เผยว่า “ ภาคเอกชนก็มองว่าในระยะสั้นคงยังไม่มีผลกระทบอะไร แต่ถ้าในเรื่องนี้ถูกลากออกไปให้ยาวก็คงจะมีปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ อาหารทะเลที่จะมีราคาแพงขึ้น และหาวัตถุดิบได้ยากขึ้น ซึ่งตนมองว่าผู้ประกอบการเรือประมงเกิน 50-70 เปอร์เซนนั้นหยุดออกจากฝั่งแล้ว แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของโรงแรมยังคงใช้วัตถุดิบที่มีการแช่แข็งซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถเก็บสต็อกได้เป็นเวลานาน ตนก็เชื่อว่ายังคงไม่มีผลอะไร แต่ในส่วนร้านอาหารที่ต้องใช้ของสดๆ และเป็นๆ ด้วยแล้วคงจะได้รับผลกระทบ ในส่วนของการแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และวัตถุดิบที่จะหาได้ยากขึ้น โดยภายในเดือนนี้ผู้ประกอบการเองก็ยังคงต้องดูสถานการณ์ประกอบกับการตัดสินใจไปด้วย แต่จากการที่ติดตามพบว่านายกรัฐมนตรียังคงยืนกรานบังคับใช้กฎหมายอยู่ เราก็ต้องเตรียมตัวในการสต็อกสินค้า แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายนนี้ ยังคงเป็นนอกฤดูกาลท่องเที่ยวก็อาจจะจำไม่ต้องเตรียมตัวสต็อกสินค้ามาก รออีกสัก 2-3 เดือนหากปัญหายังไม่ยุติก็ต้องกลับมาทบทวนว่า จะต้องมีการสต็อกสินค้าแช่แข็งเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ”

 

ส่วนผู้ประกอบการขายอาหารทะเลสด บริเวณสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือพบว่ายังคงออกมาเปิดร้านขายตามปกติ และมีประชาชนออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างหนาตา โดยในส่วนของราคาสินค้ายังถือว่าคงเดิมไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากเพิ่งจะเป็นวันแรกๆ ของการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ประกอบการบางรายยังมีสินค้าเก็บสต็อกไว้อยู่ จึงยังคงทำให้ราคาเป็นปกติ แต่ในบางพื้นที่ก็พบว่าผู้ประกอบการขายอาหารทะเลสดปิดร้านชั่วคราวไม่ออกมาวางจำหน่ายสินค้า อันเป็นผลพวงมาจากเรื่องดังกล่าว

 

 3 4

ซึ่งผู้ประกอบการร้านขายอาหารทะเลสดทองอยู่ซีฟู้ด กล่าวว่า “ ในช่วงนี้ยังคงรอดูสถานการณ์ไปก่อน เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังผ่านมาไม่กี่วัน สินค้าที่เราขายยังคงมีสต็อกอยู่เพียงพอ ได้แก่ กุ้ง หอย และกั้ง แต่อาจจะมีสินค้าบางประเภทที่เราจะต้องออกไปรับจากช่องแสมสารมาขายวันต่อวัน จำพวกปู และปลาหมึกที่ไม่สามารถสต็อกสินค้าได้ คาดว่าในสัปดาห์หน้าคงจะทราบเหตุการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร ในส่วนของปริมาณสินค้าเอง หรือราคาที่จะมีการปรับตัวสูงขึ้น จากปัญหาการหยุดออกเรือประมง ซึ่งตนเชื่อว่าจะต้องมีผลกระทบอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม เรือประมงบางส่วนที่ถูกกฎหมายก็ยังคงออกทะเลอยู่ ตนเองจึงเชื่อว่าสินค้าไม่น่าจะถึงขนาดขาดแคลนไปเสียหมด แต่อย่างไรราคาคงต้องมีการปรับขึ้นอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวก ปู และปลาหมึก ราคาน่าจะมีการถีบตัวขึ้นกิโลกรัมละ 20-30 บาท ซึ่งในเรื่องดังกล่าวผู้ขายก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้มาก อาจจะขายในราคาเดิม หากอยากได้ลูกค้าเราก็ต้องยอมรับที่จะได้กำไรลดน้อยลง ดีกว่าไม่ได้ขาย เพื่อระบายสินค้าให้พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ”

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต่างได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งความเดือดร้อนที่ได้รับก็ยังคงไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงที่เมื่อใด แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจฝ่าฝัน ก็เชื่อได้ว่าปัญหาจะยุติ และคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งหากสหภาพยุโรปเห็นความเข้มแข็ง และความพยายามในการปรับปรุงระบบการประมงไทยให้ได้ตามมาตรฐานตามที่อียูกำหนด โดยตามรายงานข่าวอียูก็จะประกาศผลการทบทวนว่าจะสามารถปลดใบเหลืองให้ไทยได้หรือไม่ อีกครั้งในเดือนสิงหาคมนี้ โดยผลการพิจารณาอาจจะเป็นไปได้ 3 แนวทาง ได้แก่ การขยายระยะเวลาให้ไทยออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้เวลาในปรับปรุงระบบของตัวเองเพิ่มเติม หรืออีกแนวทางคือยังคงออกใบเหลืองให้กับไทย และแนวทางสุดท้าย คือการ ประกาศให้ใบแดงแก่ไทย ซึ่งหมายถึง สหภาพยุโรปจะงดการนำเข้าสินค้าประมงจากไทยทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ไทยสูญรายได้ปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท นี่จึงถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับอนาคตสินค้าประมงของไทย

Category : กฏหมาย

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com