พัทยาเดลีนิวส์

25 ธันวาคม 2552 :: 11:12:27 am 925

บทนักเลง! ซื้อใจ เงื่อนไขเป็น เงื่อนไขตาย

โชว์ฟอร์ม"รักษาการนายกรัฐมนตรี" นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.ปล่อยไฟเขียวผ่านตลอด ชนิดที่ แฮปปี้กันไปทั้งพรรคร่วมรัฐบาล ทหารบก ทหารเรือ ตำรวจถึงขนาดที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล แอบชื่นชม กับนักข่าวลับหลัง
สนใจโฆษณา

กับบท “ซื้อใจ” ผ่อนอาการขึงพืดลงได้ระดับหนึ่ง มันก็น่าคิดเหมือนกัน ถ้า รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ได้นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริง เผลอๆ รัฐบาลผสม อาจจะยื้อไปจนจบเทอมก็ได้ โดยเฉพาะกับบท “นักเลง” จริงใจ คิดยังไง ก็พูดออกมาอย่างนั้นรัฐบาลยังไม่พร้อมยุบสภานี่แหละ เฉลยข้อสอบ”ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล” ตอบพรรคร่วมรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เป็นอะไรที่ได้ใจเพื่อนมากกว่า เมื่อเทียบกับลีลาของนายกรัฐมนตรี ที่ชอบเล่นมุกซ้ำ ๆ เอะอะก็ขู่ยุบสภา พร้อมเลือกตั้งใหม่ ทางใครทางมันงัดไม้ตาย สยบพรรคร่วมรัฐบาล

ตราบใดที่ นายกฯ ยังสาละวนกับเกมกั๊กเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่ เล่นบทเด็กดื้อ สำแดงพลังในฐานะนายกรัฐมนตรี สะท้อนอารมณ์เบื้องลึก ยังสนุกอยู่กับเกมอำนาจไม่มีทางที่จะปล่อยให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลุดลอยไป โดยเฉพาะตามกระแสที่รู้กันอยู่แก่ใจ ในหมู่นักเลือกตั้งอาชีพ นาทีนี้ ถ้ายุบสภาไปก็เข้าทาง “นายใหญ่” เชื่อขนมกินได้ในภาคอีสาน กับภาคเหนือแม้แต่กรุงเทพฯ

เอาเป็นว่า ถ้าเทียบไฟต์บังคับกัน ถึงที่สุดแล้วพรรคร่วมรัฐบาล ยังเล่นบท สวิงขั้วไปอยู่กับฝั่งฝ่ายค้าน ต่างกับฝ่ายรัฐบาล ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ที่นั่งฝ่ายค้านดักดานรออยู่ตรงหน้า

ที่ แน่ๆ กับเงื่อนไขเป็นเงื่อนไขตาย “ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล” ยืนยันทำตามสัญญาลูกผู้ชายที่รับปากไว้กับพรรคร่วมรัฐบาลในวันพลิกขั้วมา หนุนพรรคประชาธิปัตย์ ดันก้น ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างที่พูดไว้กับพรรคร่วมรัฐบาลยังเหมือนเดิม เบื้องต้นใน 2 ประเด็นคือ มาตรา 190 การทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และการกลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว แม้จะมีการ ยึกยัก แต่ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ไม่กล้าเบี้ยว

ขณะที่นายกฯ ส่งเสียงแถลงข่าวผ่าน Web Conference มาจากสหรัฐอเมริกา ย้ำการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมีเพียงร่างเดียวที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง และต้องมีการทำประชามติ ยื้อมาพบกันตรงจุดที่พอรับกันได้ พรรคร่วมรัฐบาลได้แก้ปมกลับไปเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว เปิดช่องเบียดแทรกกับพรรคการเมืองใหญ่ ขณะที่รัฐบาลก็ขอต่อเวลาการเป็นรัฐบาลออกไป

ล่า สุดประธานวิป 3 ฝ่ายจับมือกัน เพื่อยืนยันผลักดันร่วมกันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ โดยหลักอยู่ที่วิปรัฐบาลได้เสนอให้ใช้วิธี ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น 6 ญัตติ และให้ทุกพรรคการเมือง รวมทั้งวุฒิสภาร่วมกันลงชื่อในญัตติที่เห็นด้วย เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นเจ้าภาพนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เริ่มจะ จูนคลื่นตรงกัน. จะหักด่านการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ไปได้อย่างไร เป็นโจทย์ ที่หาคำตอบลำบาก ตราบใดที่ นายกฯ ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องเป็น คนเดิม คงจะผ่านด่านยาก ครั้นนายกฯ จะตั้งคนอื่น มาเสียบแทน จะตอบคำถามสังคมอย่างไร

เมื่อ นายกฯไม่เอามาตั้งแต่ต้น หรือจะเลือกเอาตาอยู่ มานั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่ ความขัดแย้งไม่จบอยู่ดี นอกจากนี้ เข้าใจว่าคงไม่มีใครอยากเข้ามานั่งทับ เผือกร้อน คดีความที่เกี่ยวเนื่องกับ วิกฤติการเมืองทำให้เกิดวิกฤติ ผบ.ตร. ได้ทุกวินาที

การ เข้าไปล้วงลูกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ เครื่องรวน ไปหมด อย่าว่าแต่ตำแหน่ง ผบ.ตร. ตำแหน่ง อื่นๆ ก็ยังตั้งไม่ได้ และความไม่ลงตัวของตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่ใช่เกิดจากคุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แต่เกิดจากความชอบและไม่ชอบ เป็นความรู้สึกส่วนตัว เป็นเหตุผลส่วนตัวที่หาคำตอบเป็นทางการไม่ได้

วันนี้ ความไม่ลงตัวของกฎกติกา ความไม่มีมาตรฐานของข้อบังคับในสังคม อาการน่าเป็นห่วง เนื่องจากได้ทำลายระบบ ความเป็นธรรมและความชอบธรรมไปแล้วโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับความชอบพอ ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์อาจไม่รู้สึก แต่ฝ่ายที่อยู่กลางๆ ฝ่ายที่เสียประโยชน์อาจเสียความรู้สึก ฝ่ายที่อยู่กลางๆเริ่มจากความเห็นอกเห็นใจฝ่ายที่เสียประโยชน์จนกลืนเป็น ข้างเดียวกันในที่สุด

คำถาม ที่อยู่ในใจคนส่วนใหญ่ ประเทศไทยยังปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตย อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตย เป็น ประชาธิปไตยของเสียงส่วนใหญ่ หรือประชาธิปไตยเสียงส่วนน้อยหรือเป็นประชาธิปไตยภายใต้การควบคุม

ความ เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ดี การกดดันฝ่ายตรงกันข้ามก็ดี วันหนึ่งหนีไม่พ้น ที่จะต้องมีการกวาดล้างทางการเมืองกันครั้งใหญ่ กองทัพแม้จะปากแข็งว่า ไม่มีปฏิวัติ แต่เมื่อสถานการณ์ถึงจุดเดือด ก็ต้องออกมาใช้อำนาจจากปลายกระบอกปืนโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นจะโทษ กองทัพ เสียทีเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษนักการเมือง ที่เมาอำนาจเป็นคนเปิดประตูเชื้อเชิญเข้ามาด้วย

รัฐ ที่ล้มเหลว หมายถึงประเทศที่มีแต่ความวุ่นวาย ไร้ระเบียบ รัฐบาลปกครองประเทศตามตัวบทกฎหมายไม่ได้ ไม่สามารถรักษาความสงบสุขให้เกิดขึ้นในประเทศได้ ทำให้ประชาชนหันใช้ความรุนแรงกันเอง แย่งชิงอำนาจรัฐ แย่งชิงความเป็นใหญ่ คนไทยอาจไม่ค่อยได้ยินคำว่า “รัฐที่ล้มเหลว” แต่รัฐที่ล้มเหลวกำลัง มีเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา คร่าชีวิตผู้คนและทรัพย์สินไปไม่รู้เท่าไร

การ วัดความล้มเหลว ของ รัฐที่ล้มเหลว หรือ ประเทศที่ล้มเหลว วัดด้วยจำนวนชีวิตประชาชนที่ล้มตาย ซึ่งเกิดจากการจลาจลและสงครามกลางเมือง แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ ที่สุดของอังกฤษ ได้เปลี่ยนวิธีการวัดใหม่จากชีวิตคนมาเป็น “ต้นทุน ทางการเงิน” ที่ต้องสูญเสียไปจากความล้มเหลวของรัฐบาลที่เกิดขึ้น

มหา วิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ (ไม่รวมชีวิตประชาชนที่ล้มตาย) คิดเป็นมูลค่าตกประมาณ 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือประมาณ 9.18 ล้านล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่ครอบคลุมถึงรายได้ที่ต้องขาดหายไป เพราะไปทำงานไม่ได้ ประกอบอาชีพไม่ได้ ไปจนถึงปัญหาความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจไม่เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่อง

ตัวอย่าง ที่เห็นชัดๆก็คือ การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรฯ แม้จะเป็นการปิดสนามบินในประเทศไทย แต่ไปทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาหายไปด้วย 80-90 เปอร์เซ็นต์ คนกัมพูชาเดือดร้อนเสียหายไปด้วย เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวกัมพูชาต้องผ่านประเทศไทย

เอา เรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะเริ่มรู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็น วิธีแก้ปัญหา ของ รัฐบาล ในหลายเรื่อง เรื่องล่าสุดก็คือ “โครงการไทยสามัคคีไทยเข้มแข็ง” โดยให้แต่ละจังหวัดระดมข้าราชการ ประชาชนมาเข้าแถวร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น.ทุกวัน เป็นเวลา 76 วัน

นอก จากจะไม่ช่วยให้ไทยสามัคคีไทยเข้มแข็งแล้ว ยังเพิ่มภาระและทำให้คนเบื่อหน่ายอีกด้วย เพราะปกติข้าราชการก็เลิกงานเวลา 16.30 น. บริษัททั่วไปก็เลิกงานเวลา 17.00-17.30 น. ต้องมานั่งรอร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น. ตามนโยบายของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่รู้คิดออกมาได้อย่างไรเรื่องแบบนี้

ถ้าเป็นทุก 8 โมงเช้า ร้องเพลงชาติกันทั่วประเทศ ก็ว่าไปอีกอย่าง เพราะปกติทุกโรงเรียนทั่วประเทศก็ร้องเพลงชาติกันเวลา 8 โมงเช้าอยู่แล้ว ไปทำให้ คนทั้งประเทศต้องลำบากในตอนเย็นอีกทำไมไม่ทราบ หรือ รัฐบาลเห็นว่าประชาชน ว่างงาน จนมีเวลาว่างมากไป

ยิ่ง วิธีรับมือการชุมนุมของ กลุ่มคนเสื้อแดง ยิ่งน่าเป็นห่วง คนเสื้อแดงชุมนุมที รัฐบาลก็ประกาศภาวะฉุกเฉินที เอาทหาร เอาลวดหนามไปล้อมทำเนียบเหมือนมีสงคราม ตอนนี้คนเสื้อแดงชุมนุมเดือนละหน รัฐบาลก็ประกาศภาวะฉุกเฉินเดือนละหน เอาทหาร เอาลวดหนามล้อมทำเนียบเดือนละหน ถ้าคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมทุกอาทิตย์ รัฐบาลมิต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทุกอาทิตย์ เอาทหาร เอาลวดหนามล้อมทำเนียบ ทุกอาทิตย์อย่างนั้นหรือแล้วภาพที่ออกไปทั่วโลก ประเทศไทยจะเหลืออะไร ลองคิดกันดู

ในความเป็นจริง การปฏิวัติทุกครั้ง ไม่เคยมีนายทหารคนไหนวางแผนปฏิวัติล่วงหน้านาน การปฏิวัติที่เกิดขึ้นทุกครั้ง มันเหมือนอุบัติเหตุ เมื่อเหตุการณ์สุกงอมเต็มที่ ก็มีนายทหารกลุ่มหนึ่งลงความเห็นร่วมกัน แล้วลงมือปฏิบัติการ การปฏิวัติก็ไม่ยาก ขอเพียงแม่ทัพนายกองเหล่าทัพต่างๆ เห็นด้วยเท่านั้น ขั้นตอนอื่นทหารทุกเหล่าทัพก็มีแผนปฏิบัติการพร้อมอยู่แล้ว

ประชาชน ทุกคนคงไม่ชอบการปฏิวัติ เพราะการปฏิวัติทำให้ประชาธิปไตยและเศรษฐกิจสะดุด แต่ตราบใดที่การเมืองไทยยังไม่พัฒนา นักการเมืองยังขาดจิตสำนึกในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ไม่ลดละการทุจริตคอรัปชัน เชื่อว่าการปฏิวัติก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอในเมืองไทย

Reporter : โสรยา   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com