พัทยาเดลีนิวส์

21 พฤศจิกายน 2553 :: 02:11:50 am 43996

ปชป.ป่วน แก้รัฐธรรมนูญ แสนล้านหวานคอแร้ง(อีกแล้ว)

ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต้องทำมาหากิน และเผชิญกับปัญหาปากท้อง มักจะเบื่อหน่าย และวางเฉยต่อพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องของข้าราชการ – นักการเมือง ละเลยและชินชาต่อคอร์รัปชัน ทั้งรายย่อยและการทุจริตทั่วไป งานหนักของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังปัญหาน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ต้องยอมรับว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีขั้วอำนาจหนุนหลังให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ในที่สุดก็ตาม แต่ก็เป็นรัฐบาลที่มีปัญหาได้ในทุกๆเรื่อง เพราะจะปรองดอง ก็มีปัญหา เนื่องจากสไตล์เอาดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น และต้องการเป็นพระเอก แบบมีแต่ได้กับได้ เลยทำให้ทุกอย่าง ยากลำบากในการที่จะคืบหน้า
สนใจโฆษณา

กับเรื่องแค่จะแก้รัฐธรรมนูญก็มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่แค่กับพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ก็เกิดปัญหาออกมาทวงมติพรรคกัน ให้วุ่นสุดท้ายก็เลยได้ข้อครหาว่า เป็นการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบตี 2 หน้า และแม้แต่กระทั่งเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ปรากฏว่าเสียงครหาโผล่ขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของการฉกฉวยผลประโยชน์จากการช่วยเหลือน้ำท่วมในสารพัดรูปแบบ

จะจริงหรือไม่ เกมการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีโดยเฉพาะคำพูดที่หลายคนมักบอกว่า “เชื่อยาก” ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” มาวันนี้ “แป๊ะลิ้ม” ผู้นำความคิดในการกล่าวหา “ทักษิณ ชินวัตร” ว่าล้มเจ้า เขาออกมาบอกลด ดีกรีความรุนแรงว่าเป็นแค่การ “จาบจ้วง” พร้อมออกมาสับพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง “อุ้ยอ้าย” และ “ทำงานช้า” แฟนคลับและแม่ยกไม่ค่อยเชื่อ “สำบัดสำนวน” ของแป๊ะลิ้ม เพราะคนที่เชื่อมักพบจุดจบคือ “ตายหยั่งเขียด” มานับไม่ถ้วน

 

“นายกฯ คนนี้อย่าไปแนะนำอะไรให้ เพราะเป็นคนอัตตาสูง ไม่เชื่อใคร ต่างจากทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีข้อเสียอย่างเดียวคือไม่ซื่อสัตย์และจาบจ้วง แต่แก้ไขปัญหาเป็นและทำงานเร็ว” นี่คือคำพูดของ “แป๊ะลิ้ม” วันนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯ ที่ดีที่สุด และเก่งที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา” ส่วนนี่คือคำพูดของ “แป๊ะลิ้ม” เมื่อวันวาน ทั้งสองเหตุการณ์มีความเหมือนกันอยู่อย่างนั่นคือการ “เอ่ยปากชม” ในเมื่อดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แล้วไปไล่เขาทำไม

 

รูปแบบการทำงานแบบตัวใครตัวมัน กระทรวงใครกระทรวงมัน พรรคใครพรรคมัน นอกจากเร่งฟื้นฟู เยียวยาความเสียหาย สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือเรื่องเงินงบประมาณช่วยเหลือชาวบ้าน ผู้ประสบความเดือดร้อน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำมาหากินประมาณการอย่างต่ำรัฐบาลอาจต้องใช้เงินส่วนนี้จำนวนหลายหมื่นล้านบาท หรืออาจบานปลายมากกว่านั้น ถึงหลักแสนล้านบาทด้วยซ้ำ หากนายกฯ สอดส่องดูแลไม่ทั่วถึง ปล่อยให้เกิดการรั่วไหลระหว่างทางก่อนถึงมือชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงๆ อย่างที่มีการดักคอกันไว้ก่อน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแทนที่จะช่วยฉุดกระแสความนิยมให้กระเตื้องขึ้นมาบ้าง รัฐบาลกลับจะยิ่งสูญเสียหนักกว่าเดิมนอกจากต้องระวังไม่ให้งบประ มาณส่วนนี้หายหกตกหล่นไปแม้ แต่สตางค์แดงเดียว นายกฯอภิสิทธิ์ เองก็จำเป็นต้องเร่งกู้กระแสของตน เองโดยด่วน

 

เพราะตั้งแต่น้ำท่วมจนถึงน้ำลด สังคมให้คะแนนนายกฯ ติดลบมาตลอด ในด้านความฉับไวต่อการป้องกัน แก้ไข รวมไปถึงการเยียวยาปัญหา ถึงรัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำในเรื่องบริหารประเทศจนคะแนนนิยมถดถอยมาอยู่แดนลบ แต่ก็มีบางอย่างชี้ให้เห็นว่า ถ้าเป็นเกมการเมืองแล้ว นายกฯ อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เป็นรองใครในเรื่องการหาจังหวะโกยคะแนนใส่ตัว เห็นชัดๆ กรณีการเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จังหวัด เพื่อทดแทนอดีตส.ส. ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากสมาชิกภาพเนื่อง จากถือหุ้นต้องห้าม

นายกฯ อภิสิทธิ์ ฉวยโอกาสตีกินพรรคภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาแบบเห็นๆ นั่นก็คือถ้า 2 พรรคไม่ยอมให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คนลาออก ก็ต้องถูกสังคม ประณามว่ายึดติดกับอำนาจผลประโยชน์ ไม่สนใจเรื่องคุณธรรม ความเท่าเทียมในการแข่งขัน แต่ถ้ายอมลาออก เพื่อมาลงสนามเลือกตั้งแบบแฟร์ๆ ก็จะถูกมองว่าเป็นเพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ บังคับให้ต้องทำตามบรรทัดฐานที่พรรคประชาธิปัตย์วางไว้ ไม่ได้ทำด้วยความสมัครใจ ไม่ว่าผลสรุปออกมาอย่างไร นายกฯ อภิสิทธิ์ จะเป็นฝ่ายผูกขาดบทพระเอก ส่วนพรรคภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ก็ต้องรับบทผู้ร้ายไปตามระเบียบ หรืออย่างมากก็ได้แค่เป็นพระรองขณะเดียวกันเริ่มมีคำถามลอยลมมาให้ได้ยินบ้างแล้วว่านายกฯ อภิสิทธิ์ กับพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเล่นบทตีสองหน้า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ความขัดแย้งภายในประชาธิปัตย์ ระหว่างส.ส.ลูกพรรค กับหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นนายกฯ หลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเพียงการเล่นละครตบตาพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะเริ่มมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางคนเริ่มพูดถึงการฟรีโหวตในสภาแล้วซึ่งนั่นหมายความว่าในจังหวะที่พรรคเพื่อไทย ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ทำให้อำนาจการตัดสินชี้ขาด ด้วยเสียงข้างมาก อยู่ในกำมือพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายเดียว ถึงที่สุดแล้วถ้าหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภานายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ยังจะมีข้อแก้ตัว กับพรรคร่วมรัฐบาลว่า ได้พยายามผลักดันจนถึงที่สุดแล้ว แต่จำเป็นต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ในสภา ก็คือไม่ต้องการให้มีการแก้ไข ตรงนี้เองเซียนการเมืองอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อ่านเกมอย่างทะลุปรุโปร่งถึงได้ บ่นเบื่อจะพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและไม่คาดหวังอะไรมากนัก

 

การแต่งตั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคกลับมาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เพื่อทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาลอย่างเต็มตัวเป็นเรื่องต้องจับตาดูว่าจะเป็นตัวช่วยลดแรงปะทะระหว่างนายกฯ กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหนแต่สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วก็คือ ประชาธิปัตย์ยังคงมาตรฐานการ เป็นพรรคที่คบยาก ไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีทั้งเรื่อง 2 มาตรฐานในการช่วยเหลือ และเรื่องของการงาบงบ การงาบหัวคิว ฯลฯทั้งหมดจริงๆแล้วล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องของการทำงานไม่เป็น กับเรื่องของการเป็นรัฐบาลภายใต้ไม้ค้ำยัน การจะทำอะไรแต่ละอย่างจึงมีเรื่องผลประโยชน์ เรื่องของการแลกเปลี่ยนเข้ามาต่อรองตลอดแบบนี้จึงไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขั้วอำนาจเห็นว่าเป็นตัวจักรที่เหมาะสมที่สุด ที่จะต้องเอาไว้ใช้เป็นเครื่องมือ และนายอภิสิทธิ์ ถือเป็นเด็กดีที่ยังเหมาะสมกับเก้าอี้นายกฯนั้น จะสำรวจกี่ครั้งกี่หน ทำโพลกี่รอบ ก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ได้เลยสักครั้งว่าจะชนะการเลือกตั้ง

 

ก็ขนาดแค่เรื่องการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งไม่น่ามีอะไร ยังระงมเสียงโวยได้ขนาดนี้ แล้วจะให้ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกรอบได้อย่างไรดังนั้น แม้ตามสไตล์พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องปากแข็ง จะต้องสวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คุยข่มเอาไว้ก่อน แต่ของจริงจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูกัน อย่างเช่นในฐานเสียงภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมทั่วประเทศว่า การจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือน้ำท่วมให้กับสวนยางพาราในภาคใต้นั้น มีการกระทำ 2 มาตรฐาน ได้มากกว่าผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอื่นๆหรือไม่

เลยเจอคำถามว่าทำไมต้องเจาะจงช่วยเหลือ เฉพาะพื้นที่ที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม และที่สำคัญทำไมต้องทำนอกเวลาราชการ แล้วคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพราะฉาวกันขนาดนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เลยเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจพื้นที่ เพื่อตรวจสอบเรื่องการทุจริตหักเงินชดเชยค่าเสียหายบ้านเรือนประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งรัฐบาลมีมติจ่ายค่าชดเชยให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท แต่มีการร้องเรียนว่าประชาชนผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินค่าชดเชยไม่เต็มจำนวน ดังนั้นป.ป.ท.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงในบางพื้นที่ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด หากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ก็เป็นเรื่องที่น่าละอายเพราะถือเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมผู้เดือดร้อน

 

แต่ที่ยิ่งต้องระวังก็คือ ในเมื่อมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 พฤศจิกายน มีมติให้หน่วยราชการ ปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณเหลือจ่ายหรืองบเหลื่อมปี 2552-2553 จำนวน 53,000 ล้านบาท มาใช้ฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วน ซึ่งเท่ากับว่าหากมีงบเหลือมปี 53,000 ล้านบาท และมีงบเหลือจ่ายในส่วนของโครงการไทยเข้มแข็ง บวกกับงบกลางปีอีกประมาณ 48,000 ล้านบาท

งานนี้เท่ากับว่า มีงบมากถึง 101,000 ล้านบาท ใช้ล่อเสือล่อตะเข้ ภายใต้คำว่าเยียวยาน้ำท่วม หาเงินไม่เป็นแต่โคตรใช้เงินเก่ง!! กระสือการเมืองจ้องตาเป็นมัน เลียปากแผล็บๆกันเลยทีเดียว

ผู้เขียน สิทธิศักดิ์

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com