พัทยาเดลีนิวส์

29 ตุลาคม 2550 :: 15:10:22 pm 1627

ปฏิบัติการโหด INTERNET FAST FOOD

เรื่องนี้ ต่อเนื่องมาจากเรื่อง ร้านอินเตอร์เน็ต อาชญากรขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ว่าทำไมเจ้าทุกข์และตำรวจได้ยกเลิกไม่ฟ้องในคดีนี้ และคืนเงิน 200,000 บาท ให้ดิฉัน ขอขอบคุณที่นำเรื่องของดิฉันลง ดิฉันหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอินเทอร์เน็ท ขอบคุณค่ะ
สนใจโฆษณา

ข้อเท็จจริงข้อที่ 1 บริษัทซอฟแวร์ (ตัวอย่างเช่น บริษัทรวยทางลัดซอฟท์แวร์ จำกัด เป็นเจ้าของโปรแกรมดิกชันนารี่) ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งดิฉันขอเอ่ยนามในที่นี้ คือ บริษัท A.S.C. Company (ย่อมาจาก Absolutely Crooks ) เพื่อให้เช็คร้านอินเตอร์เน็ทอยู่เป็นประจำ ดิฉันคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี แต่จะดีกว่าหากพวกเขาจะเตือนเราหรือแจ้งให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ทราบกำหนด เส้นตายล่วงหน้า เพื่อให้เราต้องซื้อโปรแกรมตัวจริงจากเขาหรืออะไรทำนองนั้น ที่จริงแล้วโปรแกรมนี้หากเปรียบเทียบกับโปรแกรมเพลง และโปรแกรมภาพโป๊ผิดกฎหมายแล้วจิ๊บจ๊อยมาก แต่อย่างไรก็ตามกรณีของดิฉันเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 ขณะนั้นไม่ค่อยจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับโปรแกรมเพลงหรือภาพโป๊ผิดกฎหมาย ที่มาอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ท

โปรแกรมซอฟแวร์ เป็นเรื่องของขยะไปรษณีย์ทางอินเตอร์เน็ท (ความเห็นของดิฉันเท่านั้นนะคะ) เนื่องจากพวกเขาล้วนทราบดีอยู่ว่า ใครก็ได้ที่ใช้อินเตอร์เน็ทจะสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้โดยง่าย แล้วทำไมเขาไม่ป้องกันเอกสิทธิ์ทางปัญญาของตนเอง ผู้ใช้อินเตอร์เน็ทเกิดความคุ้นเคยกับการใช้โปรแกรมของพวกเขาอยู่นาน ขอถามจริง ๆ มีใครซื้อโปรแกรมแปลภาษามาใช้บ้างคะ หลอกให้ผู้ใช้ ใช้พรี แล้วก็ย่อง ๆ มาจับ มันเป็นกับดักชัด ๆ

อันที่จริงแล้ว พวกเขาได้เงินจากเงินค่าปรับมากกว่าการขายซอฟแวร์เสียอีก คุณลองคิดดูซิว่า หากมีร้านอินเตอร์เน็ทอยู่ในชลบุรีประมาณ 200 ร้าน มันเป็นเงินค่าปรับถึง 12 ล้านบาทใช่มั้ยคะ คิดหรือว่าพวกเขาจะสามารถขายโปรแกรมเล็ก ๆ ให้ได้เงินมากถึงขนาดนั้น พวกเขาได้เงินมาอย่างง่าย ๆ แล้วก็เอามาแบ่งกัน

ข้อเท็จจริงข้อที่ 2 บริษัท A.S.C. ดำเนินกิจการเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ทั่วไป โดยมีแผนกต่าง ๆ ในสำนักงาน เด็กพวกนั้นเป็นเหมือนพนักงานขาย ไม่มีวุฒิการศึกษา ไม่ได้เป็นทนายความหรือเป็นที่ปรึกษา พวกเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่สนุกกับการหาเงินได้ง่าย ๆ เหมือนกับเจ้านายของเขา พวกเขามีเงินเดือนประจำและเงินค่าคอมมิชชั่น เมื่อพวกเขาจับได้มากเท่าไหร่ก็จะได้เงินมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนให้เป็นคนกระด้างมีความสามารถในการต่อรองและปิดการขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ แต่จะทำงานคนเดียวไม่ได้หากไม่มี ข้อเท็จจริงข้อที่ 3

ข้อเท็จจริงข้อที่ 3 เนื่องจากการขโมยเป็นคดีอาญาไม่ใช่คดีแพ่ง บริษัท A.S.C. จึงไม่อาจที่จะเที่ยวออกไปเคาะประตูบ้านและจับใครต่อใครได้ด้วยตัวเอง เขาจะต้องมีตำรวจไปด้วย และจะสุ่มหาร้านที่คิดว่าใช้โปรแกรมผิดกฎหมายไปเรื่อย ๆ มันก็จะเสี่ยงน่าดูหากไปเช็คแล้วไม่เจออะไรเลย และตำรวจก็ไม่สามารถจะตามพวกเขาไปทั่วโดยไม่ได้หลักฐาน ดังนั้น พวกเขาจะต้องมั่นใจว่าร้านที่เข้าไปจะต้องมีสิ่งผิดกฎหมาย เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงได้เริ่มวิธีการอันชั่วร้าย ซึ่งเรียกได้ว่า วิธีการอันสกปรก ดิฉันไม่อาจบอกได้ว่าใครเป็นคนทำ บริษัท A.S.C., ตำรวจ หรือ พวกเขาร่วมมือกัน ดิฉันไม่ตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันทราบจากตำรวจเมื่อตอนที่ดิฉันถูกสอบสวนว่า ตำรวจจะเริ่มดำเนินการเมื่อมีผู้เสียหายมาแจ้งความเอาไว้ และตำรวจจะต้องไปกับผู้เสียหายด้วย

ข้อเท็จจริงข้อที่ 4 ร้านอินเตอร์เน็ทดูเหมือนจะเป็นอาหารจานด่วนอันโอชะของพวกเขา จึงทำให้เกิดการพยายามพัฒนาทักษะเพื่อที่จะเรียนรู้กฎหมายเกี่ยวกับโปรแกรม เพลง หรือภาพโป๊ผิดกฎหมายทางอินเตอร์เน็ท เรื่องเกี่ยวกับเพลงอาจจะต้องมีผู้ร้องเรียนก่อน แต่เรื่องของภาพโป๊ ตำรวจสามารถจะเดินเข้ามาจับในร้านได้ทุกเมื่อ หากจะพูดถึงเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ คุณจะต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน ข้อแนะนำของดิฉันก็คือ ให้ติดตั้งการ์ดที่เป็นฮาร์ดแวร์ หรือ โปรแกรมบางตัว เพื่อไม่ให้ลูกค้าสามารถเซฟไฟล์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ ดิฉันก็ยังสงสัยว่าการตรวจจับภาพโป๊ในอินเทอร์เน็ทจะป้องกันอะไรได้ การพยายามไล่จับร้านที่มีคนเข้าไปดูภาพโป๊ทางอินเตอร์เน็ท แต่ในร้านที่อยู่ข้าง ๆ กันกลับมีเซ็กโชว์สด ๆ ให้ดูกันอย่างโจ๋งครึ่ม แต่จับอีกไม่ได้เพราะจ่ายเป็นรายเดือนไปแล้ว หรือไม่ก็ทับเส้นกัน

หมายเหตุ

ดิฉัน ไปที่สถานีตำรวจอีก 2 – 3 ครั้ง เพื่อติดตามเรื่องของดิฉัน ทุกครั้งดิฉันจะต้องเล่าเรื่องซ้ำ ๆ ให้ตำรวจคนละคนฟัง จนทำให้เรากลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว บางครั้งดิฉันก็เสียใจกับพวกเขาที่ต้องทำงานหนัก และได้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย พวกเขาเรียกดิฉันว่า “พี่” จากประสบการณ์ในครั้งนั้น ดิฉันได้เรียนรู้มากมาย เรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเอง และเรียนรู้ที่จะให้อภัยมนุษย์บางจำพวก

บริษัท A.S.C.ได้โทรถึงดิฉันครั้งหนึ่งเพื่อเสนอข้อต่อรองว่า หากดิฉันจ่ายเงิน 30,000 บาท ดิฉันก็จะได้คอมพิวเตอร์ของดิฉันคืนและคดีก็จะจบ ดิฉันและลูกชายปฏิเสธ เพราะเราได้เสียเวลา เสียเงิน เสียความรู้สึกมามากมายและมาไกลแล้ว เรามีเพื่อนหลายคนที่ให้กำลังใจเรา และเราอยากจะขอขอบคุณพวกเค้าทุกคนมา ณ. ที่นี้

อยู่มาวันหนึ่ง สำนักงานใหญ่ของบริษัท A.S.C. ได้โทรหาดิฉัน และบอกว่า ลูกชายของดิฉันมีนามสกุลเดียวกับผู้ใหญ่ที่พวกเขานับถือผู้หนึ่ง และเขาก็เอ่ยนามสกุลนั้นขึ้นมา ดิฉันต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างที่สุด เพราะมันไม่ใช่นามสกุลเดียวกันกับที่ลูกชายของดิฉันใช้อยู่ เพียงแต่ว่ามันคล้ายกันเท่านั้น การสนทนาทางโทรศัพท์ในครั้งนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น ดิฉันถึงได้บอกแล้วว่าดิฉันได้เรียนรู้ที่จะสงบนิ่ง หากดิฉันแรงเกินไปอาจจะทำให้ดิฉันเสียเปรียบและต้องจ่ายเพิ่มก็เป็นได้

เรา ได้คุยกันอย่างสร้างสรรค์ถึงเรื่องการคืนเงินประกัน คุณคงเคยได้ยินคำว่า “อ้อยเข้าปากช้างแล้ว มันยากที่เอาคืนมาได้” ใช่เลย ช้างน่ะได้เคี้ยวอ้อยเข้าไปแล้วบางส่วน จึงยากที่ได้คืนกลับมาทั้งจำนวน สรุปว่า หากดิฉันจ่าย 10,000 บาท เป็นค่าเสียเวลาให้กับพวกเขาเรื่องก็จะจบ กับที่ดิฉันไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เป็นเวลา 2 เดือน และต้องเสียเวลา แถมยังมีประวัติว่าเป็นขโมยติดตัวมาอีก ดิฉันคิดช่างมันฉันไม่แคร์ แต่เมื่อดิฉันได้ชั่งใจและนึกกลับไปถึงคำที่พวกเขาพูด (ถ้าคุณไม่จ่ายค่าปรับและจะสู้ในชั้นศาล ถึงแม้ว่าคุณจะชนะ คุณก็ยังต้องจ่ายค่าทนาย, ต้องเสียเวลา, ต้องเสียค่าธรรมเนียมอื่น ๆ และอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี) มันทำให้ดิฉันยิ้มอยู่คนเดียวกับเครื่องโทรศัพท์ และดิฉันพูดว่า “ตกลงค่ะ”

ดิฉัน ขอขอบคุณผู้อ่าน ที่ได้ติดตามเรื่องของดิฉัน หากคุณอยากจะทราบว่าดิฉันต้องออกแรงเต้นแร้งเต้นกาอย่างไร เพื่อให้ได้เงิน 200,000 บาท กลับคืนมา ดิฉันอาจจะเล่าให้ฟังวันหลัง มันเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ

วิภา

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : จดหมายถึง บก.

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com