พัทยาเดลีนิวส์

14 กันยายน 2553 :: 10:09:36 am 36625

ผุดโครงการ ปล่อยนกกระเรียน คืนสู่ธรรมชาติ

สถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ เตรียมจัดโครงการ ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ อนุรักษ์นกกระเรียนในไทยไม่ให้สูญพันธุ์
สนใจโฆษณา

ศรีราชา – วานนี้ (13 ก.ย. 53) นายทรงกลด ภู่ทอง นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เผยว่า ทางสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ ได้มีการเตรียมจัดโครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติเพื่อให้ประชากรของนกกระเรียนได้กลับคืนสู่ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ เพิ่มความหลากหลายของสายพันธุ์นกกระเรียน พัฒนาเทคนิคและวิธีการในการปล่อยนกกระเรียน รักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ และประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า วิจัย ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์งานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่าแก่ประชาชน เยาวชน และผู้ที่สนใจ

เนื่องด้วย ปัจจุบันสถานภาพของสัตว์ป่าโดยทั่วไปในธรรมชาติ กำลังอยู่ในภาวะใกล้ศูนย์พันธุ์จากถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม อันเป็นผลเนื่องมาจากการอพยพย้ายถิ่น และการคุกคามของมนุษย์ จึงทำให้ประชากรสัตว์ป่าลดลงไปอย่างรวดเร็ว และจากการวิจัยพบว่าจำนวนประชากรนกกระเรียนเริ่มลดจำนวนลง กลายเป็นสัตว์หายาก และสูญพันธุ์ไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งในอดีตมีการพบเห็นนกกระเรียนจำนวนมากในทุ่งนา หนองบึง ปัจจุบันนกกระเรียนจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิดของประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 จากรายงานล่าสุด มีการสำรวจนกกระเรียนพันธ์ไทยทั่วโลก พบว่าเหลืออยู่ประมาณ 500-1,500 ตัวเท่านั้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้จัดทำแผนและนโยบาย ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการกำหนดนโยบายเป็นวาระแห่งชาติ ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า นโยบายสัตว์ป่าแห่งชาติได้มีการเขียนแผนและกำหนดกิจกรรมไว้อย่างชัดเจน ซึ่งโครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ ได้ถูกกำหนดอยู่ในแผนดังกล่าวด้วยเช่นกัน

นายทรงกลด ให้ข้อมูลด้วยว่า สำหรับนกกระเรียนจัดอยู่ในวงศ์นกน้ำ มีชื่อสามัญว่า Eastern Sarus Crane เป็นนกน้ำขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดความยาวจากปากถึงปลายหาง ประมาณ 1.8-2.2 เมตร น้ำหนักประมาณ 5 กก. ทั้งเพศผู้และเพศเมีย มีลักษณะรูปร่างและสีขนเหมือนกัน การสืบพันธุ์ นกกระเรียนเริ่มจับคู่ผสมพันธ์เมื่ออายุได้ 3-4 ปี การจับคู่ผสมพันธุ์ของนกกระเรียน โดยเพศผู้จะอยู่กับเพศเมียเพียงคู่เดียวตลอดทั้งฤดูกาลผสมพันธุ์ ช่วยกันสร้างรังและเลี้ยงลูกอ่อน ฤดูผสมพันธ์จะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นฤดูฝนที่มีความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

นกกระเรียนในโลกนี้มีทั้งหมด 17 ชนิด ในจำนวนนี้มี 7 ชนิด ที่หายากและใกล้จะศูนย์พันธุ์ โดยนกกระเรียนสายพันธ์ไทย ได้จัดอยู่ในสถานภาพนี้ด้วยเหมือนกัน ปกตินกกระเรียนจะชอบอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ และบริเวณทุ่งหญ้าที่มีน้ำท่วมขัง โดยอาศัยเป็นคู่ และหากินรวมกันเป็นฝูง อาหารของนกกระเรียนได้แก่ พวกพืชน้ำและสัตว์น้ำเล็กๆ เช่น กุ้ง ลูกปลา และลูกกบ

สำหรับ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ มีพื้นที่ประมาณ 11,600 ไร่ เป็นพื้นน้ำ ประมาณ 10,200 ไร่ เป็นพื้นป่าปลูกประมาณ 1,400 ไร่ ลักษณะเด่นของพื้นที่ เป็นพื้นน้ำ ทุ่งหญ้า และสวนป่ารอบๆ อ่างเก็บน้ำ ปัจจุบันเกิดเป็นป่าละเมาะร่มรื่น เป็นที่อยู่อาศัยของนกมากมาย เช่น นกกระรางหัวหงอก นกกระรางหัวขวาน นกบั้ง รอก ฯลฯ ภายในอ่างเก็บน้ำก็มีนกสำคัญๆ มาหากิน เช่น นกกาบบัว นกกระทุง นกกระสา ฯลฯ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะมีระบบนิเวศน์ถึง 3 แบบ ในเนื้อที่เพียง 11,600 ไร่ ได้แก่พื้นที่ชุ่มน้ำ ประมาณ 70-75% เป็นทุ่งหญ้าประมาณ 10-15% และป่าละเมาะ 10-15% แล้วแต่ฤดูกาล ทำให้มีนกนานาชนิดที่เหมาะแก่แต่ละพื้นที่ มาอาศัยหมุนเวียนตลอดทั้งปีไม่น้อยกว่า 130 ชนิดในปัจจุบัน

Reporter : ญาณวรุฒน์   Photo : ญาณวรุฒน์   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com