พัทยาเดลินิวส์ ข่าวพัทยา

17 ตุลาคม 2559 :: 10:10:36 am 198653

พุทธศาสนิกชนชาวสัตหีบ สืบสานงานบุญออกพรรษา

หน่วยงานภาครัฐ เอกชน พุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวอำเภอสัตหีบ ร่วมกันแต่งกายไว้ทุกข์ขาวดำ ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรเทโว
สนใจโฆษณา

สัตหีบ-วันที่ 17 ต.ค.59 ที่วัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หน่วยงานภาครัฐ เอกชน พุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวอำเภอสัตหีบ ร่วมกันแต่งกายไว้ทุกข์ขาวดำ ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรเทโว ด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง ข้าวต้มหาง น้ำดื่ม ส้มเขียวหวาน เพื่อสืบสานประเพณีวันออกพรรษา และเพื่ออุทิศถวายแด่ดวงพระวิญญาณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี พระครูทัสนียคุณากร เจ้าคณะอำเภอสัตหีบ เจ้าอาวาสวัดสัตหีบ นำขบวนสงฆ์จำนวน 53 รูป ที่จำพรรษาในวัด ออกรับบิณฑบาตจากลานอเนกประสงค์วัดสัตหีบ ไปโดยรอบตลาดสัตหีบ โดยมีชาวพุทธศาสนิกชนเดินทางมาร่วมทำบุญตักบาตรกันจำนวนมาก

 

13 14

 

สำหรับประเพณี ตักบาตรเทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหนะ ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจาก เทวโลก หมายถึงการเสด็จลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียตอนเหนือ ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นบิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายถ้วนหน้า แล้วทรงปรารถนาจะสนองพระคุณมารดา ซึ่งหลังประสูติพระองค์ ได้ 7 วัน ก็สิ้นพระชนม์ และได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ฉะนั้น ในพรรษาที่ 7 หลังจากตรัสรู้พระพุทธองค์ จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่ง

 

15 16

 

การตักบาตรเทโว วัดและชาวพุทธศาสนิกชนจะทำกันในวันออกพรรษา คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 บางวัดก็ทำในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ทั้งนี้ แล้วแต่ความตกลงร่วมใจทั้งทางวัดและทางชาวบ้าน พิธีที่ทำนั้นทางวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้งอยู่บนล้อเลื่อนหรือคานหาม มีบาตรขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งไว้หน้าพระพุทธรูป มีคนลากล้อเลื่อนไปช้า ๆ นำหน้าพระสงฆ์ สามเณร ซึ่งถือบาตรเดินเรียงไปตามลำดับ โดยพุทธศาสนิกชนต่างก็นำข้าว อาหารหวานคาว มาเรียงรายกันอยู่เป็นแถวตามแนวทางที่รถบุษบกเคลื่อนผ่าน เพื่อคอยตักบาตร ส่วนอาหารที่นิยมตักในวันออกพรรษา นอกจาก อาหารคาวหวานแล้ว ก็จะมีข้าวต้มลูกโยน ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า ในครั้งนั้นผู้คนรอใส่บาตรกันแออัดมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าไม่ถึงพระ จึงใช้ข้าวก่อหรือปั้นโยนลงบาตร ซึ่งในปัจจุบันที่เรารู้จักก็คือข้าวต้มหาง

Reporter : ณัฐภูมินทร์   Photo : ณัฐภูมินทร์   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com