พัทยาเดลีนิวส์

12 กรกฎาคม 2550 :: 15:07:15 pm 3031

พ่อครับผมขอโทษ

พ่อครับผมขอโทษเป็นคำสารภาพลูกคนหนึ่งที่หลงทางเข้าไปสู่วังวนของการติดยา เสพติด แต่เมื่อเข้าคิดจะกลับตัวเสียใหม่เพื่อพ่อของเขาเอง เขาก็ได้รู้ว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว เพราะจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับเพื่อนๆ มันทำให้เขาต้องติดโรคร้ายนั่นคือ เอดส์ จุดจบของชีวิตเข้าจะเป็นอย่างไรต่อไป...
สนใจโฆษณา

            ผมจำได้ว่าผมมาถึง “บ้าน” เมื่อปลายเดือนเมษา เดือนที่ร้อนที่สุดของปี วันนั้นผมนั่งรถทางไกลช่วงสิบปีให้หลังมานี้เพราะผมไม่เคยออกนอกกรุงเทพฯไป อีกเลย ผมยังมีอาการสะลึมสะลือเพราะไม่หมดฤทธิ์ยาจากสถานบำบัด หลังจาก “ตัดยา” แล้วหมอให้ยากล่อมประสาทผม ซึ่งมันเป็นวิธีการรักษาติดยาเสพติดซึ่งผมเคยชินกับมันดี เพราะผมมีวิถีชีวิตที่วนเวียนเข้าๆ ออกๆ ระหว่างบ้านกับสถานบำบัดมาบ่อยครั้ง หากไม่นับรวมอีกที่หนึ่งซึ่งผมได้โคจรไปอยู่มาแล้วสองครั้ง ครั้งละหกเดือนบ้าง เก้าเดือนบ้าง ที่นั้นคือคุกหรือเรียกให้ไพเราะหน่อยก็คือเรือนจำ 

            พ่อ นั่งรถมากับผมด้วย พ่อไม่ร่ำรวยอะไรจากเงินเดือนทหารถึงจะเป็นระดับผู้พัน แต่พ่อก็มีลูกถึงสามคน มีผมและน้องๆ อีกสองที่กำลังเล่าเรียนและใช้เงินกันเก่ง ผมรู้ว่าพ่อลาหยุดงานมาหลายวันแล้วเพื่อเตรียมส่งผมไว้ที่ “บ้าน” นี้ พ่อมีความเชื่อมั่นว่าผมจะมีอาการดีขึ้นถ้าได้รับการฟื้นฟูทางจิตใจหลังจาก ติดยาแล้ว “บ้าน” นี้เป็นความหวังใหม่และความหวังครั้งสุดท้ายของพ่อ เมื่อคืนก่อนจะเดินทางพ่อไปเยี่ยมผมที่สถานบำบัด พ่อคุยกับผมอยู่นานพ่อพูดถึง “บ้าน” ที่ผมจะต้องไปอยู่ซึ่งผมก็ไม่รู้รายละเอียดมากนักผมอือออตามพ่อไปอย่างนั้น เอง เพราะผมกลัวพ่อจะเสียใจ มีเรื่องมากมายที่พ่อเสียใจเพราะผมมาแล้ว 

            ผม ไม่อยากทำให้พ่อผิดหวัง เพราะผมทำมามากแล้ว ครั้งนี้ผมเห็นความหวังที่หลงเหลืออยู่บ้างในดวงตาของพ่อ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมยอมทุกอย่าง เพราะผมรู้ว่าพ่อหวังดีกับผมเสมอ ไม่ว่าผมจะ “ระยำ” แค่ไหน พ่อก็ยังเป็นพ่อของผม ในรถที่ผมเดินทางมานอกจากพ่อแล้วยังมีเจ้าหน้าที่ของ “บ้าน” อีกคนหนึ่ง ผมจำไม่ได้ว่าพ่อกับเขาคุยกันเรื่องอะไร แต่ผมยึดเขาเป็นตัวแบบทันทีที่รู้ว่าเขาเคยมีอดีตเช่นเดียวกับผม และเดี๋ยวนี้เขาเป็นคนใหม่ เขาไม่ใช้ยาอีกแล้ว เขามีหน้าที่การงานประจำ มีครอบครัวเล็กๆอบอุ่นด้วยเมียสาวและลูกชายอีกหนึ่งคน 

            ผม ฝันถึงชีวิตใหม่ของผมที่จะเป็นอย่างเขาบ้าง ผมเพิ่งจะอายุยี่สิบสาม ผมยังมีโอกาสอีกยาวไกล แม้ในอดีตผมจะเสียเวลาไปกับการใช้ยาถึงแปดปี ผมใช้ยาเมื่ออายุสิบห้า เริ่มตั้งแต่บุหรี่ แล้วยัดไส้กัญชา ยาเม็ด ผงขาวทั้งสูบและสุดท้ายคือฉีด ผมเอามันทุกอย่าง ผมเคยไปรักษาตัวหลายหน แต่เมื่อเลิกรักษาแล้ว ผมกับกลับมาใช้ยาอีกต่อไป เป็นอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก 

            “บ้าน” ที่มาอยู่เป็นบ้านนอกเขตเมือง ไกลจากกรุงเทพมากโข ที่ที่แม่บอกผมว่าผมจะหนีกลับไม่ได้ง่ายนัก แม่ไม่อยากเห็นหน้าผมอีก แม่พูดอย่างนี้ใส่หน้าผม แม่ไม่ชอบผม ไม่เคยชอบ ยิ่งผมใช้ยาแม่ยิ่งเกลียดชังผมทวีคูณ ผมเคยน้อยใจ แม่ และนั่นทำให้แม่กับผมหันหลังให้กันโดยสิ้นเชิง แม่มีโลกของแม่ ผมก็มีโลกของผมเหมือนกัน 

            แต่พ่อยังเป็นคนเชื่อมโยงผม เอาไว้กับบ้าน พ่อไม่เคยทอดทิ้งผมเลยไม่ว่าผมจะทำตัวเลวสักแค่ไหนก็ตามที พ่ออยู่กับผมนานทีเดียวก่อนจะกลับไป พ่อมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งทิ้งไว้ให้ผม ให้ผมได้เขียนบันทึกประจำวัน พ่อบอกว่าแล้วพ่อจะขออ่าน พ่ออยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผม…คำพูดของพ่อทำให้ผมน้ำตาซึม แต่ผมรู้ว่าผมเป็นผู้ชายจะร้องไห้ง่ายๆ นั้นมันเป็นเรื่องไม่เหมาะนัก 

            พ่อ สัญญาว่าจะมาเยี่ยมผมเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ “บ้าน” กำหนดเอาไว้ ผมเริ่มนับวันรอพ่อ สิ่งที่ผมจดจำได้แม่ยำนักก่อนพ่อจะกลับไปก็คือแววตาห่วงใยเหมือนพ่อจะไม่แน่ ใจว่าผมจะอยู่ได้นานนั่นทำให้ผมฮึดสู้ บอกว่าอย่างน้อยครั้งนี้ผมจะทำเพื่อพ่อให้ได้ ผมอยู่ที่ “บ้าน” ในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ผมมีเพื่อนๆ ที่เรียกเป็นครอบครัวเดียวกันอีกหลายสิบคน ทุกคนเคยใช้ยา แต่ที่นี่ไม่มียา เป็นเขตปลอดยา แม้กระทั่งยาแก้ปวดเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังไม่มีให้ เมื่อปวดหัวปวดท้องการเรียกหายามากินเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก 

            ผม มีหน้าที่ที่ต้องทำ ที่ “บ้าน” นี้จะแบ่งกันเป็นทีมๆ มีทีมทำความสะอาด ทีมครัว ทีมฟาร์ม ทีมติดต่อประสานงาน ทุกทีมทำหน้าที่ของตัว ฝึกคนให้มีความรับผิดชอบ และผมก็ได้รับการฟื้นฟูจิตใจตามรูปแบบที่มีอยู่ ได้รับการฝึกให้มีระเบียบวินัย กล้าหาญที่จะระบายความรู้สึก แสดงความเห็นของตัวเองออกมา ช่วงแรกมันทรมานผมมาก เพราะโปรแกรมต่างๆ ในการฟื้นฟูค่อนข้างหนักและเข้มงวด มีแรงกดดันโถมทับลงมามากมายผมปรับตัวเองไม่ได้ ผมยอมรับไม่ได้ ผมอยากกลับบ้าน ผมร่ำร้องคำกลับบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนเด็กๆ ที่เอาแต่ใจตัวเองเจ้าหน้าที่พูดกับผมปลอบโยนจนความรู้สึกลดลงไปได้เมื่อ เวลาผ่านไปได้สี่สัปดาห์ผมเริ่มปรับตัวเข้ากับระบบของ “บ้าน” ได้และไม่ร้องเป็นเด็กๆ อีกที่นี่ไม่ใช่คุก ไม่ใช่สถานกักกัน ไม่มีรั้วลวดหนาม ไม่มีกำแพงผมได้เห็นคนที่อยากกลับบ้านมากๆ เดินออกไปเฉยๆ นั้นแปลว่าการฟื้นฟูได้ล้มเหลวลงสำหรับคนคนนั้นแล้ว เขาจะเดินออกไปเพื่อเสพยาอีก เขาได้เสียเวลาไปเปล่าๆ อีกจนได้ นั่นเป็นตัวอย่างที่ผมได้เรียนรู้และทำให้ผมอดทนยิ่งขึ้น 

            ผม ได้เล่นฟุตบอลที่ผมเคยชอบมากมาก่อน ผมมีร่างกายแข็งแรงขึ้นผมวิ่งได้ระยะไกลขึ้น วิ่งไล่ตามลูกได้ทันแล้ว ทีมของ “บ้าน” ไปแข่งบอลชนะมาหลายหน ผมผ่านเวลาสี่เดือนมาอย่างรวดเร็ว เมื่อพ่อมาเยี่ยมผมตามคำร้องขอที่ผ่านขั้นตอนของผมแล้วผมเล่าให้พ่อฟังท่า ทางพ่อดีใจมาก และผมยังได้เรียนหนังสือ มีการศึกษานอกโรงเรียนเข้ามาสอนหนังสือให้พวกสมาชิกของบ้าน พวกเราได้ทิ้งการเรียนไปมัวเมากับยา จนความรู้ไม่มีติดตัวกันมากนักแต่ยังไม่สายเกินไป 

            แล้ว วันคืนอันโหดร้ายก็มาถึงผมเข้าจนได้ เมื่อมีการตื่นตัวเกี่ยวกับโรคร้ายที่ชื่อ “เอดส์” “บ้าน” ให้สมาชิกทุกคนได้รับการตรวจเลือด แล้วผมเป็นคนหนึ่งที่มีเชื้อร้ายนั้น เชื้อร้ายที่อยู่ในขั้น “HIV” แล้วด้วย ตอนผมรู้ผมตัวเบาโหวง ผมเป็นเอดส์ ผมกลัว…กลัวมาก แม่ชีบอกว่าจะสวดมนต์ให้ผม อยากหัวเราะ…ผมอยากทำแบบนั้นจริงๆด้วย มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน เอาคำสวดไปสู้กับโรคร้าย 

            แต่ผมรู้ว่าแม่ชีหวังดีจริงใจ ผมรับรู้อย่างเดียวว่าผมจะต้องตายแล้ว ผมจะไม่มีชีวิตเหลืออยู่อีก ที่เคยผยองว่าผมแน่พอจะใช้ยาโดยไม่เคย “น็อก” ไปเสียก่อนมันดูจะเหือดหายไปหมดแล้ว ผมใช้ยามาแปดปี ผมอยู่ได้โดยกระดูกไม่ผุ สมองไม่เสื่อม ตำรวจที่เคยจับผมเคยพูดใส่หน้าผมเอาไว้ว่า “ลื้อน่าจะตายได้แล้วนะ ฉีดขนาดนี้ กระดูกผุหมด” แต่ผมไม่ตายเพราะกระดูกผุ ผมยังอยู่เพื่อจะมีวันนี้ วันที่ผมเป็นเอดส์ 

            เจ้า หน้าที่เอาวีดีโอเกี่ยวกับโรคเอดส์มาฉายให้ดู ผมนั่งดูเงียบๆ หน้าทีวี ภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของผมจับใจความไม่ได้มากนักนอกจากรู้ว่ามันเป็น เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มันติดต่อทางเลือด ทางการสืบพันธุ์ และจากแม่ถึงลูกในครรภ์ รวมทั้งการใช้เข็มฉีดยา ซึ่งผมอยู่ในประเด็นนี้ ตอนผมฉีดยาจำไม่ได้แล้วว่าผมมั่วเข็มแค่ไหน…บัดนี้ผมรู้แต่ว่ากรรมได้ตามติด มาถึงผมแล้ว อาการของผมยังไม่มากนัก ผมอาจจะมีเวลาเหลืออีกสักห้าปีเป็นอย่างน้อยที่อาการจะพัฒนาเป็นเอดส์เต็ม ขั้น…แต่อย่างไรเสียผมต้องตายแน่ๆ สุขภาพจิตผมเริ่มแย่ลงผมกินไม่ได้ ผมคิดมาก และผมอยากกลับบ้าน 

            กลาง คืนผมนอนร้องไห้จนหลับไปทุกคืน ผมไม่ได้คิดจะร้องแต่น้ำมันไหลออกมาเอง ผมโทรไปหาพ่อ…เพื่อนสมาชิกบางคนไม่ยอมบอกครอบครัวเพราะกลัวถูกรังเกียจ แต่ผมอยากจะบอกพ่อ อยากให้รู้ ไม่ช้าก็เร็วพ่อต้องรู้จนได้ แล้วผมก็อยากจะกล้าหาญที่จะบอกกับพ่อเอง 

            ผมบอกให้พ่อมา รับผมกลับบ้าน ผมเก็บของเตรียมไว้ ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนยับยั้งผมได้อีกแล้ว ผมอยากกลับไปอยู่กับพ่อสักพักหนึ่งเมื่อพ่อมาถึง ภาพของพ่อที่ผมได้เห็นคือตาแก่คนหนึ่งที่ไหล่งองุ้ม ในดวงตาของพ่อรื้น…พ่อร้องไห้ นั่นทำให้ผมปล่อยโฮออกมาดังๆ อย่างหมดอายเหมือนกัน 

            แล้วพ่อก็ปลอบให้ผมหยุดร้อง พ่อบอกว่าจะหาเงินมารักษาผมเท่าไหร่เท่ากันแม้จะรู้ว่าพ่อหมดหวังแล้ว พ่อก็ยังไม่เลิกจะหวัง พ่อเป็นคนเข็มแข็งเสมอ แล้วผมอยากเป็นให้ได้เหมือนพ่อแม้จะสักกึ่งหนึ่งผมอยากจะขอโทษพ่อ…ชีวิตผม พ่อให้มา แต่ผมไม่เคยตอบแทนให้พ่อชื่นใจเลย 

            ผมกลับบ้าน ผมเจอแม่ซึ่งเปิดฉากด่าทอผม แม่รู้เรื่องโรคร้ายจากพ่อแล้ว พ่อคงจะบอกแม่ ผมจับได้ว่าแม่รังเกียจและกลัวผมควบคู่กันไป แม่ยืนอยู่ห่างจากผมเป็นเมตรๆ ทำเหมือนผมเป็นเชื้อโรคร้ายและแม่ยังกีดกันน้องๆ สองคนให้ห่างผม… 

            แล้ว ผมก็เลือกทางออกได้…คนอย่างผมยังจะมีประโยชน์อะไรกันอีกผมเลือกที่จะตาย ผมเลือกวิธีตายก่อน ตอนแรกผมจะใช้ปืน แต่ปืนของพ่อไม่ควรจะมามัวหมองเพราะผม พ่ออาจจะปวดร้าวที่ผมใช้ปืนของพ่อเป็นเครื่องมือปลิดชีวิต ผมเข้าไปในครัวมองหามีดสักเล่มหนึ่ง ก่อนจะฉุกใจว่าเลือดของผมจะทำให้คนในบ้านเสี่ยงกับโรคร้ายของผมก็เป็นได้ใน ที่สุดผมก็เลือกวิธีได้ ผมจะผูกคอตาย ผมนึกถึงครั้งที่ผมเมายาแล้วเพี้ยน ผมเคยผูกคอตายเล่นๆ ผมเอาเชือกฟางมามัดคอโยงไว้กับขื่อบ้าน แล้วมีมีดเล่มหนึ่งเตรียมไว้ข้างตัวคอยตัดเชือกเมื่อผมเห็นว่าผมประท้วงด้วย การฆ่าตัวตายแล้วไม่มีใครสนใจผม ผมนึกถึงสิ่งที่ผมทำครั้งนั้นด้วยความหดหู่ใจคราวนี้ผมไม่เตรียมมีด แต่ผมเตรียมเชือกที่แน่นเหนียวพอ เป็นเชือกที่ใช้ทำราวตากผ้าได้ ผมกลัวว่าไม่แน่นหนาพอผมเอาเชือกมาฟั่นรวมกันสองทบแล้วจึงลงมือทำบ่วง 

            ผม รอจนคนในบ้านออกไปกันหมดแล้ว แม่เป็นคนสุดท้ายที่ออกไปจากบ้าน ผมเรียกแม่…แม่หันมามองผม แววตายังชิงชังรังเกียจผม แม่ดุว่าผมเรียกให้เป็นตัวซวย จะทำให้แม่เสียไพ่วันนี้ ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับแม่หลังจากเรียกไปแล้ว จึงหลบเข้ามาในบ้าน แล้วถึงนาทีที่ผมตัดสินใจได้เด็ดขาด…สำนึกสุดท้ายที่ผมเตะเก้าอี้ที่ใช้ปีน ผูกเชือกออกไปแล้วก็คือความอึดอัด ผมนึกถึงแม่ว่าจะเล่นไพ่ได้ไหมวันนี้ ผมนึกถึงน้อง คงจะไม่มีน้องคนไหน ออกนอกลู่นอกทางแบบผม นึกถึงพ่อ… ผมอยากให้พ่ออโหสิให้กับผม ผมรักพ่อ…รักมากที่สุด รู้ว่าพ่อคงจะเสียใจ แต่ผมอยู่ไม่ได้จริงๆ ผมไม่อาจจะรอเวลาให้โรคร้ายเล่นงานผมจนงอมไปเอง หมดทางช่วยเหลือผมได้แล้วจะมีทางใดดีไปกว่าความตายอีกเล่า ผมนึกถึงที่ผมเขียนในหน้าสุดท้ายของบันทึก ผมเขียนถึงพ่อกระดาษหน้านั้นเปียกน้ำตาของผมเอง ผมเขียนบอกว่าผมดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ และถ้าได้เกิดใหม่จริงผมก็อยากเกิดเป็นลูกของพ่ออีกหนหนึ่ง ผมจะทำตัวให้ดีกว่านี้ พ่อครับ ผมขอโทษด้วย

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com