พัทยาเดลีนิวส์

23 มีนาคม 2550 :: 15:03:17 pm 9756

ภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน LD

มีเด็กกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกกันว่า เด็ก แอลดี LD=Learning Disabilities, Learning Disorders บางครั้งก็เรียกว่า (Learning Difficulty) ทั้งหมดนี้มีความหมายเดียวกันคือ ภาวะความบกพร่องในทักษะการเรียนหลายๆ ประการ
สนใจโฆษณา

เด็กที่มีภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (เด็กแอลดี) จะพบได้บ่อยในเด็กไทย แต่พ่อแม่ หรือครูอาจารย์ อาจจะเข้าใจว่าเป็นเด็กที่มีสติปัญญาต่ำ หรือเป็นเด็กไม่สนใจการเรียน หรือเป็นเด็กซนผิดปกติ แต่ความเป็นจริงเด็กในกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีสติปัญญาปกติ หรือบางคนอาจจะสูงกว่าปกติ แต่มีปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้าน ซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง(อ่าน เขียน คำนวณ) หรือหลายด้านผสมกัน ทำให้ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ พบได้ประมาณร้อยละ 6-10 ของเด็กวัยเรียน

ส่วน ใหญ่ของเด็กที่เป็น LD จะแสดงความบกพร่องให้เห็นตั้งแต่ชั้นประถม โดยเฉพาะในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเด็กในชั้นนี้ควรเริ่มอ่านหนังสือออก เขียนคำง่ายๆ ได้ เข้าใจหลักการในการบวกลบเลข หากเด็กไม่ได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้เด็กไม่ประสบความสำเร็จด้านการเรียนเท่าที่ควร มีโอกาสเรียนซ้ำชั้น ทั้งๆ ที่ สติปัญญาดี ประมาณร้อยละ 40 ของเด็ก LD จะออกจาก รร. ก่อนที่จะเรียนจบ เด็ก LD บางคนอาการอาจจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการหรือความผิดปกติมักจะยังคงอยู่ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว เด็กมักจะมีการล้มเหลวและปัญหาทางอารมณ์ และเด็กเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มท้อ หมดกำลังใจ ปฏิเสธการเรียน มีภาวะซึมเศร้า หรือมีปัญหาทางพฤติกรรมตามมา เช่น หนึโรงเรียน ติดเกม ติดสารเสพติด หนีออกจากบ้าน ซึ่งก็ทำให้ปัญหากรเรียนที่มีอยู่นั้นเลวลงไป

สาเหตุ สำคัญของเด็ก LD เชื่อกันในหมู่นักวิชาการทั่วโลกในขณะนี้ว่า เกิดจากความผิดปกติของสมอง ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการด้านการเรียนช้าสมองของเด็ก LD ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลที่รับเข้าไปได้อย่างถูกต้อง ทำให้เด็กสับสน ไม่เข้าใจเสียงหรือสัญลักษณ์ของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ การถ่ายทอดออกมาเป็นการอ่านหรือเขียนจึงมีปัญหา

กรรมพันธุ์ เป็นสาเหตุที่ทำให้สมองของเด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่ผิดปกติ ปัจจุบัน ได้มีการค้นพบความผิดปกติบนโครโมโซม ที่เกี่ยวช้องกับ LD แล้วหลายตำแน่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมองของเด็กระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภ์ ปัญหาระหว่าการคลอดก่อนกำหนด การที่มารดาสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ได้รับสารพิษ หรือใช้ยาบางชนิด เหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็น LD

เด็ก LD แบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ

1. ลักษณะของเด็กที่เป็นแอลดี ด้านการอ่าน ตัวอย่างเช่น อ่านตะกุกตะกัก อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้ อ่านข้ามคำยาก หรือคำที่อ่านไม่ออก อ่านข้ามบรรทัด อ่านผิดโดยอาจใช้การเดาหรือแทนที่คำที่อ่านไม่ออกด้วยคำอื่น สับสนตัวสะกดแม่ต่างๆ สับสนเสียงวรรณยุกต์ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน จับใจความสำคัญไม่ได้ หรือจับใจความสิ่งที่เพิงอ่านไปได้น้อย แสดงอาการหงุดหงิด กังวล ไม่สบายใจระหว่างที่อ่าน อิดออดหรือพยายามหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือที่มีเนื้อหา มากๆ

2. ลักษณะของเด็กแอลดี ด้านการเขียน ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่ การเขียนหนังสือช้า เพราะกลัวสะกดผิด เขียนตัวหนังสือกลับด้าน หรือเขียนหัวพยัญชนะสลับด้าน เช่น เขียนสลับกันระหว่า ถ-ภ, ผ-พ, ด-ค, ต-ค วนหัวของพยัญชนะอยู่หลายรอบ เหมือนตัดสินใจไม่ได้ว่าลากเส้นต่อไปทางด้านไหนของหัว สะกดคำผิดบ่อยๆ แม้แต่คำง่ายๆ มักเขียนตามการออกเสียงของคำนั้น เช่น ขนม เขียนเป็น ขะหนม สามารถ เขียนเป็นสามารถ เรียงลำดับอักษรผิด เช่น เพลง เป็น พลเง ลายมือไม่สวย เขียนหวัด ลบบ่อย เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ เขียนประโยค สั้นๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยให้รายละเ.ยด สื่อความหมายผ่านการเขียนได้ไม่ดี ทำให้ผู้อื่นอ่านสิ่งที่เด็กเขียนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยจดงานเวลาอยู่ในห้องเรียน

3. ลักษณะของเด็กที่เป็นแอลดี ด้านการคำนวณ ตัวเอย่างเช่น มีปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์ ไม่เข้าใจแนวคิดของพื้นฐานทางคณิตศาสตร์( บวก ลบ คูณ หาร) สูตรต่างๆ คิดเลขช้า ผิดพลาด สับสนในการยืม การทดเลข มีปัญหาในการคิดเลขในใจ ตีโจทย์ปัญหาเลขไม่ออก มีปัญหาในการชั่งตวงวัด อาจมีความสับสนซ้าย – ขวา ทิศทาง มีปัญหาในการนับเงิน ทอนเงิน

ลักษณะ อื่นๆ ที่พบร่วมในเด็กที่มีภาวะ แอลดี ประกอบด้วยตัวเอย่างต่างๆ เช่น ทำสมุดงาน สมุดการบ้านหายบ่อยๆ ต่อต้านแบบดื้อเงียบ ทำงานช้า ทำงานสะเพร่า งานไม่เสร็จในชั้นเรียน ยุกหยิก อยู่ไม่นิ่ง สมาธิสั้น วอกแวกง่าย ดูเหมือนเด็กเกียจคร้าน อาจดูเหมือนความจำไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง ขาดความมั่นใจ กลัวครูดุ กลัวเพื่อนล้อ ไม่อยากไปโรงเรียน โทษครูว่าสอนไม่ดี เพื่อนแกล้ง เบื่อหน่าย ท้อแท้กับการเรียน รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ด้อยกว่าคนอื่น ไม่มั่นใจในตัวเอง อารมณ์หงุดหงิด คับข้องใจง่าย ก้าวร้าวกับเพื่อน ครูพ่อแม่ (ที่จ้ำจี้จ้ำไช) เวลาให้ทำงาน มักบ่ายเบี่ยง พูดว่า ทำไม่ได้ ไม่รู้ การวางแผนงานและจัดระบบ ไม่ดี ทำงานสับสน ไม่เป็นขั้นตอน คิดแบบนามธรรม หรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี

ข้อมูลจากนายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ เป็นรายงานของกรมสุขภาพจิต

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สุขภาพ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com