พัทยาเดลีนิวส์

09 ธันวาคม 2553 :: 14:12:59 pm 47049

ยุคกังฉิน หนังหน้าไฟ เดี้ยง มีอำนาจแต่ขลาด.?

อุตส่าห์นั่งรอ นอนรอ ภาวะอุณหภูมิอากาศ ที่ว่ากันว่า น่าจะหนาวเย็นที่สุดในรอบ 30 ปี แต่มาถึงขณะนี้ ย่างเข้าสู่เดือนธ.ค.ไปเรียบโร้ยย์ย์แล้ว..สุดท้ายไม่พ้นที่จะต้องเปิด แอร์กี่ ไม่เช่นนั้นคงต้องเหงื่อไหล ไคลย้อย พอๆ กับกำลังนั่งอยู่ในทะเลทรายฮาราคีรี ยังไงยังงั้น ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ ในช่วงปลายปี กับเหตุการณ์บ้านเมือง ที่จมปลักอยู่ในน้ำเน่า เอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัว อย่างอิสรภาพ ในเมื่อด้านเทคนิคได้ช่วยเหลือ ฟ้องร้องช้า ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงประเด็น
สนใจโฆษณา

นับเป็นความโชคดี บุญมาวาสนาช่วยสำหรับค่ายสะตอ ซึ่งรอดสันดอน จากคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ถูกคำสั่งยุบพรรคไปได้อย่างสบาย ด้วยข้อเทคนิคด้านกฎหมาย โดยนายทะเบียนเลือกตั้งเป็นตัวช่วยหลัก อยู่ดีๆ ไม่ชอบ ชอบดิ้นรนหาเรื่องเข้าตัว! หน้าที่ควรทำ แต่ไม่ทำ มัวแต่ไปวุ่นอยู่กับเรื่องไม่เร่งด่วน ผลสุดท้าย ต้องไปโทษนั่นโทษนี่ เว้นแต่โทษตัวเอง! เห็นพฤติกรรมของพรรคการเมือง และนักการเมืองบ้านเราตลอดมา จมปลักอยู่ในน้ำเน่า เอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัว ทำให้การเมืองเป็นเส้นทางสู่ความร่ำรวยทางลัด ทำให้รู้สึกว่าพรรคการเมืองบ้านเรามีความแตกต่างจากที่อื่นๆ

เหมือนเป็นองค์กรอาชญากรรม หรือการรวมตัว ของคนนอกกฎหมาย แต่ละคนที่มาสุมหัวเข้าพรรค ล้วนมีประวัติน่าสงสัย ถ้าไม่ด่างพร้อย ก็สีเทา พวกที่ดำสนิทจริงๆ หวังใช้การเมืองฟอกเงิน ฟอกตัว เป็นนายทุนพรรค อาชญากรย่อมไร้คุณธรรม ศีลธรรม จิตสำนึกและยางอาย ไม่มีมาตรฐานด้านจริยธรรม ยกข้ออ้างต่างๆ ด้านดีเอาเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นแผ้วถางทาง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องทำงานเหนื่อย ในการตัดสินพิจารณาประเด็นต่างๆ

เดือน ธ.ค.เดือนสุดท้ายของปี 2553 แล้ว ต้องยอมรับตลอดปีที่ผ่านมา การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเมืองทั้งใน หรือนอกสภา ซึ่งล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยรวม ไม่มากก็น้อยแล้วแต่สถานการณ์ความรุนแรง ส่งผลให้ ธ.ค.ถูกจับตามองว่าการเมืองไทยจะเคลื่อนไปในทิศทางไหน หลังจากทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลือง เตรียมเคลื่อนทัพ บนเงื่อนไข ที่แตกต่างกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งเวลามหามงคล ไปจนถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี แล้วพลังคนสองสีจะมีมากขนาดไหน

เริ่มกันที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่ดูๆ ไปแล้วการเคลื่อนไหวของ นปช.หนนี้คงไม่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้มากนัก ตรงนี้อาจได้รับการซักค้านว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์เอง เพิ่งรอดจากการถูกยุบพรรค ทำให้น่าจะนำประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน เป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวได้ และน่าจะมีพลังพอ ถ้ามองแบบนี้ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อมาดูปัจจัยแวดล้อม และปัจจัยภายในแล้ว ต้องบอกว่า ทุกอย่างตรงกันข้ามทั้งหมด เป็นเพราะหากดูการเคลื่อนไหวของ นปช.ในลักษณะนี้หลายครั้ง ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์ของแกนนำ นปช.ไม่ได้ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้น

แต่เพียงแค่ต้องการ รักษาฐานมวลชน ของพรรคเพื่อไทยเอาไว้มากกว่า เพราะหาก นปช.ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย ปล่อยให้การครบรอบ วันเสียชีวิตของคนเสื้อแดงผ่านไป ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน ที่แกนนำ นปช.ต้องตอบคำถามกับมวลชนของตัวเอ งแล้วจะพาลกระทบมาถึงฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยด้วย จึงเลือกที่จะมีการจัดกิจกรรมเอาไว้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้เงียบหายไป ประกอบกับหัวขบวน นปช.เอง เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารกันครั้งใหญ่ หลังจากที่แกนนำแดงรุ่น 1 ต้องอยู่ในเรือนจำ โดยเอา ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยา นพ.เหวง โตจิราการ ขึ้นมาเป็นรักษาการประธาน นปช. คงต้องให้เวลาอีกสักพักกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง

มากันที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กันบ้าง โดยเตรียมรวมพล ด้วยเงื่อนไขสำคัญ อยู่ที่การให้ยกเลิกบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการ เขตแดนไทยกัมพูชา เพราะเห็นว่า การยอมรับบันทึกดังกล่าว เท่ากับเป็นการยอมรับบันทึกความเข้าใจ การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ร่วมไทยกัมพูชา ฉบับวันที่ 14 มิ.ย. 2543 (MOU 43) ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการเสียดินแดนของไทย บริเวณปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา

การเคลื่อนไหวของ พธม.กลับเข้าสู่อารมณ์ชาตินิยมอีกครั้ง พธม.มีความพยายามหลายครั้ง ที่จะนำเรื่องนี้มาขยายผลทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะว่าอารมณ์ของสังคมในเวลานั้น ไม่ตอบสนองกับเรื่องนี้ ทำให้เงื่อนไขนี้ของ พธม.ไม่สร้างพลังกดดันได้มากนัก แต่ถึงกระนั้น พธม.จะขอฮึด แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเองก็ได้ส่งสัญญาณมาแล้วว่า เตรียมหาเวลาไปพบแกนนำทั้ง 5 คน ทำให้เป็นการลดอุณหภูมิได้บ้างในระดับหนึ่ง

เรื่องจำนวนคน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การเคลื่อนไหว พธม.เริ่มลดทอนพลังลง บทเรียนนี้มีให้เห็นแล้วจากการชุมนุม เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา จำนวนคนน้อยจนน่าใจหาย ไม่สามารถสร้างแรงกดดัน ให้ที่ประชุมรัฐสภาล้มเลิก การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทำให้น่าหวั่นใจว่า ขนาดเรื่องรัฐธรรมนูญที่น่าจะสร้างความกดดันได้ยังทำอะไรไม่ได้ แล้วเรื่องเจบีซีจะทำอะไรรัฐบาลได้

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญให้ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ถึงกับพูดออกมาว่า “สถานการณ์ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว” พร้อมกับจะประชุมแกนนำใน เพื่อทบทวนสถานการณ์ทั้งหมด โดยมีความเป็นไปได้สูง ที่อาจจะเลื่อนการชุมนุมออกไป แบบไม่มีกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลือง หรือแดง ก็คงไม่สามารถสร้างเงื่อนไขกดดันรัฐบาลได้มาก เหมือนในอดีตที่เคยทำได้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า สังคมเริ่มปฎิเสธการเมืองนอกสภา ที่เคยสร้างผลงานด้วยการมอบความเดือดร้อนให้กับประชาชน

น่าเสียดาย มีหลายเรื่องที่ควรทำ แล้วได้ใจชาวบ้าน ก็ไม่เร่งทำ หรือเลี่ยงที่จะทำ เน้นการโชว์ แต่เมื่อจะทำอะไรตามใจตัวเอง หรือเอาใจพรรคร่วม ก็สรรหาอะไรเพี้ยนๆ มาอธิบายให้ชาวบ้านตะแคงหูฟังเช่นกัน เรามักได้ยินคำพูดเชิงเสียดายว่า การเมืองไทยนั้น คนดีไม่มีอำนาจได้ทำงานเพื่อประชาชน มีแต่คนเลว กุมอำนาจการเมืองตลอดเวลา ที่ผ่านมาต้องพิจารณา ประเมินใหม่ นับตั้งแต่ค่ายสะตอชุดนี้ ได้บริหารบ้านเมือง สังคมเชื่อว่า “คนดี” คือนายกฯมาร์ค มีโอกาส และอำนาจจัดการบ้านเมือง แต่ก็ยาก เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่พวกไม่เอาไหน หรือนอมินี นักการเมืองโกง เข้ามากุมอำนาจ แบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ แปลงทรัพย์สินแผ่นดิน เป็นของตัวเอง ครอบครัว และเครือข่ายพวกพ้อง ในยุคกังฉินเฟื่องฟู

นายกฯมาร์ค ถูกสังคมมองว่าเป็นคนดี นึกว่า “เอาละวะ ถึงคราวคนหนุ่ม คนดี เลือดใหม่ไฟแรง เจตนาดี บริหารประเทศแล้ว น่าจะทำงานเก่งเหมือนอภิปรายในสภา ความคิดเฉียบแหลม บ้านเมืองมีอนาคตใสแน่ๆ” แล้วเป็นไง เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา สังคมผิดหวัง มองว่านายกฯ มาร์ค ถูกครอบโดยขาใหญ่ในพรรค ซึ่งมุ่งเน้นเอาใจพรรคร่วมโกง หวังแบ่งผลประโยชน์ ทำให้นายกฯ มาร์คอยู่ในสภาพเดี้ยง จำยอมพายเรือ ให้โจรไปปล้นชาวบ้าน จะจริงหรือจะเถียงอย่างไรก็ได้ แต่ชาวบ้านเห็นภาพเป็นอย่างนั้น!

เป็นคนดี ศรีสังคม คารมคมคาย แต่ไม่กล้าทำความดีเพื่อบ้านเมือง ยอมตากหน้า ปล่อยให้พรรคร่วมโกงกอบโกย โดยตัวเองเสื่อมลงทุกวัน ถึงขั้นออกมาเถียง และแก้ตัวแทนพวกเสือหิว ไอ้ห้อย ไอ้โหน ต้นทุนแทบไม่เหลือ รัฐบาลหลายพรรค หลากหลายทั้งความคิด หลากหลายในพฤติการณ์ ความไม่โปร่งใส ปัญหาคอรัปชั่น โดยเฉพาะบุคลิกท่าทีของผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เชิดทะนงตัวนั้น เป็นเรื่องที่ควรระวัง อีกทั้งคนรอบข้าง ที่ชอบแกว่งปากหาเสี้ยน ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้นำ และรัฐบาลดูไม่ดี เพื่อให้เรื่องวุ่นๆ บรรเทาเบาบางลง

ฉะนั้น น่าจะถึงเวลาเสียที ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องสร้างความชัดเจน ในทางการเมือง ด้วยการคืนอำนาจ ให้คนไทยทุกคน ได้มีโอกาสตัดสินใจ กำหนดทิศทางประเทศกันใหม่ กำหนดวันยุบสภา และเตรียมความพร้อม ในการจัดการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อย ให้เกิดขึ้นกับบ้านเมืองอย่างแท้จริง คูหาเลือกตั้ง จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด.

มาถึงขั้นนี้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ชาวบ้านคันปากอยากถามว่า “ทำไม นายกฯ ไม่กล้าทำความดี เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่ไปยอมเป็นลูกไล่ หนังหน้าไฟ ให้ขบวนการกังฉิน เสือหิวรุ่นใหม่ กินคำโต แบบหักดิบ”ตอบคำถามแล้ว ชาวบ้านจะได้ตัดสิน ว่าจะให้อยู่หรือไปซะที! อิอิอิ!!!

เรียบเรียง สิทธิศักดิ์

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

ninja