พัทยาเดลีนิวส์

25 ธันวาคม 2552 :: 11:12:45 am 908

ยุบสภา หวือหวา หรือ ฮือฮา ตามกระแส

เรื่องการลาออกของท่านผบ.ตร.ต้องเสนอให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาอนุญาต อะไรก็ไม่เท่ากับ อำนาจของนายกฯ ที่จะยับยั้งการลาออกได้ หากเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ แสดงให้เห็นว่า อำนาจของนายกรัฐมนตรีนั้น ยิ่งใหญ่กว่า ผบ.ตร.หลายเท่านัก จะเรียกมานั่งที่สำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้ หรือ ไม่ให้ลาออกก็ได้..แต่ในกรณี ณ วันนี้ คงไม่มีการทัดทานจากนายกรัฐมนตรีเป็นแน่แท้
สนใจโฆษณา

เป็นข่าวฮือฮาเมื่อ เมื่อ ผบ.ตร. ย้อนคำสั่งนายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.ซะเลย ไม่ยอมไปนั่งที่สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงหลังจากที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่าทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผิดวินัยร้ายแรง กรณีสลายม็อบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ภายใต้ข่าวที่หวือหวาฮือฮา ก็มีคำถามตามมาว่า การลาออกของ ผบ.ตร. มีผลในทันทีหรือไม่

ที่ น่ากลัวก็คือ แม้ว่า ผบ.ตร.จะโบกมือลาสำนักงานกรมตำรวจ ใช่ว่าจะหมดซึ่งความผิดที่มีอยู่ไม่ โดยเฉพาะคดีที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงจะดำเนินการต่อไป เรียกว่า การลงโทษทางวินัยยังจ่อคิวเชือดอยู่ แล้วผู้ที่มีอำนาจทั้งแต่งตั้ง และถอดถอน ก็ไม่พ้น นายกรัฐมนตรีเรียกว่า นายกรัฐมนตรี มีอำนาจลงโทษทางวินัยได้อีก

เพราะพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทำความผิดวินัยอย่างร้าย แรง แม้ต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้น จะออกจากราชการไปแล้ว ก็ให้ทำการสอบสวนต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันออกจากราชการ นี่แสดงให้เห็นว่า ท่าน ผบ.ตร. ยังไม่พ้นพงหนาม เรื่องจะลุกลามไปถึงการถอดยศ ปลดออกอะไรด้วยหรือไม่ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

นายก รัฐมนตรี ให้ สัมภาษณ์ถึง กรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ไม่มีอุปสรรคอะไร อยากใช้เวลาอีกนิด และจุดยืนของตนไม่เปลี่ยนแปลง คือ ทำเพื่อส่วนรวม และเมื่อพิจารณาถ้อยคำตามกฎหมายต้องเสนอชื่อผู้ได้รับการพิจารณาเป็น ผบ.ตร. เพียงชื่อเดียว เมื่อถึงเวลาจะได้รู้ว่าใครจะได้รับการเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร. เรื่องนี้ต้องมีคำตอบให้สังคม ทั้งนี้ ตนเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย

ถาม ว่า มีการบีบนายกรัฐมนตรี หรือมีความพยายามสั่นคลอนอำนาจของนายกรัฐมนตรี ก็คงต้องตอบว่าไม่มีใครมาบีบ ปัญหากรณีผู้มีอำนาจเสนอชื่อเข้าไปแล้ว ถูกคัดค้าน แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

“การยุบสภาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือแปลกประหลาด แต่โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าจะยุบสภาต้องตั้งอยู่ใน 3 เงื่อนไข”

ประโยค นี้แหละที่ทำให้การเมืองไทย “ร้อน” ขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าพูดในหลักการ บนข้อเท็จจริง ที่ประเทศกำลังเผชิญความขัดแย้งที่ มาจาก 2 สาเหตุหลัก สาเหตุจากความคิดที่ว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้อง และมีการใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารกันทางการเมือง ซึ่งแต่ละฝ่ายไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน

3 เงื่อนไขในการยุบสภา ทัศนะนายกรัฐมนตรี คืออะไร ?

1.ขอ ให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเข้ารูปเข้ารอยเสียก่อน โดยคาดการณ์ว่าในช่วงเดือน ธ.ค.ปีนี้ถึงก.พ.2553 มาตรการการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมีผล

2.ต้อง ถามว่าหากยุบสภาวันนี้ กติกาเลือกตั้งที่มีอยู่ทุกฝ่ายพอใจกันแล้วหรือยัง และถ้าให้เลือกตั้งภายใต้กติกาเดิมจะเกิดปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ และ 3.หากยุบสภาแล้ว การเลือกตั้งจะทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือไม่

3. เงื่อนไข ซึ่งหากยึดตามนี้นั้นหมายความว่าเราต้องอยู่กับรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน !!!

ถ้า ประชาชนตั้งโจทย์ว่า “หากยุบสภาแล้ว การเลือกตั้งจะทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือไม่ ?” นั้นหมายความว่ารัฐบาลต้องอยู่ครบเทอม เพราะไม่มีทางเลยที่การเลือกตั้งจะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ลงลึกในวันนี้ได้

เงื่อนไข ดูเหมือนเปิดกว้าง แต่ข้อเท็จจริงคือปิดตาย เพราะสัจธรรมทางการเมือง ที่ต้องยอมรับความจริงว่า ผู้นำมิอาจทำตามที่ตัวเองประสงค์ได้ทั้งหมด

คำ เตือนของ นายกสมาคมตำรวจ น่าสนใจที่เตือนไปว่า “นายกรัฐมนตรีอาจกระทำผิดกฎหมายเรื่องประชุม ก.ต.ช. และการสรรหา ผบ.ตร.” ขณะเดียวกันคำตอบของนายกรัฐมนตรี ก็น่าสนใจพอๆ กัน เมื่อตอบว่า

“ผมไม่เคยทำผิดกฎหมาย เพราะเป็นคนที่ทำอะไรตามกฎหมายอยู่แล้ว?”

เข้า ใจว่าประโยคดังกล่าวอาจเป็นประโยคทองที่พร้อม จะกลายเป็นเชือกรัดคอนายกฯเอาไว้อย่างแน่นหนา ผูกพันจากบัดนี้ จนถึงวาระที่กระเด็นหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี!

ใครจะ เป็น ผบ.ตร. คนใหม่เราอย่าได้ไปสนใจมากมายนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า เห็นจะเป็นการแปลความกฎหมาย ที่นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีอำนาจเสนอรายชื่อ แล้ว ก.ต.ช. เพียงให้ความเห็นชอบ ซึ่งสื่อความหมายก็คือ ก.ต.ช. คงมีหน้าที่ยกมือให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไปโต้แย้งหรืออะไรใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น…หากเข้าใจกฎหมาย ก.ต.ช. ตามที่นายอภิสิทธิ์เข้าใจกัน ทำให้น่าสงสัยว่าจะมี ก.ต.ช. ไปทำไม?

คล้าย กับต้องตั้งคำถามย้อนไปว่า หน้าที่ของ ก.ต.ช. ทำอะไร? ถ้าเข้าใจอย่างนายอภิสิทธิ์ตีคลุมกฎหมาย (ต่างจากตีความ) สภาพของ ก.ต.ช. จะเลวร้ายเสียยิ่งกว่า พระอันดับด้วยซ้ำไป? เป็นได้อย่างมากแค่ญาติโยมไปถวายอาหาร คอยบริการรับใช้คณะสงฆ์ในวงสวดเท่านั้น คอยแต่ประเคนข้าวประเคนน้ำให้เท่านั้นเอง กระทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้?

แม้ เราจะได้ ผบ.ตร. เป็นใครก็ตาม? มันยังไม่สำคัญเท่ากับว่าบรรทัดฐานของ ก.ต.ช. ยังคงอยู่อีกต่อไปไหม? ถ้าหาก ก.ต.ช. ขาดอิสระสำหรับการใช้ดุลยพินิจ ไม่มีสมองที่จะพิจารณาถึงความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ต้องคอยเออออห่อหมก พยักหน้า ยกมือรับ กับคำสั่ง หรือข้อเสนอต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีลูกเดียว ก็สงสัยว่าเราน่าจะแก้กฎหมาย ก.ต.ช. เสียใหม่?

ระบุ ไปเลยว่า “ก.ต.ช. ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ ไม่อาจซักถามข้อมูลใดๆ และจะเห็นแย้งกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้ และ ก.ต.ช. มีหน้าที่ยกมือเห็นชอบตามนายกรัฐมนตรีเท่านั้น?”

ท่าน นายกรัฐมนตรี ดูท่าทาง ไม่ใช่คนทำผิดกฎหมาย แต่สามารถใช้วัตถุประสงค์ หรือธงซึ่งตั้งเอาไว้หลบหลีกหาช่องจนเข้าได้ และไปได้กับกฎหมายต่างๆ ตัวอย่างในการใช้อำนาจที่ ก.ต.ช. นี่ก็เป็นเพียงอีกกรณี เป็นสิ่งที่เรียกว่านายกรัฐมนตรีกำลังเล่นกับกฎหมาย โดยตีความแบบเถรตรง ตายตัว ไม่ได้คำนึงถึงเจตจำนงแท้จริงของระเบียบกฎหมายนั้น

วันนี้ ตำรวจไทยโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ถึงกับต้องตั้งโต๊ะ ออกมาถามได้ความว่า แล้วจะให้ตำรวจ ทำอย่างไรจึงจะถูกใจ เมื่อเข้าระงับม็อบเสื้อเหลืองก็ว่ารุนแรง ทำเกินกว่าเหตุ แต่หากไม่ทำก็โดนว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ลึกๆ ในใจยังสงสัยว่า ตำรวจไทยเป็นแค่ภาชนะชนิดหนึ่ง สำหรับรองรับอารมณ์ของคนมีอำนาจในบ้านในเมืองนี้ เพียงแค่นั้นเองหรือ?

เนียน มากๆ สำหรับ “รัฐบาล” กับบทบาทกำกับดูแล การทำหน้าที่ของ “สื่อไทย” ทั้ง “สื่อรัฐ” และ “สื่อราษฎร์” หงอ! กันจนตัวเป็น “กุ้ง” ไม่หือไม่อือ อะไรให้มากความ?กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท ไม่รู้ว่า “รัฐบาล” มี “ดี” หรือ “ไม่ดี” อะไร? ถึง “ปิดปาก-สื่อ” ได้ซะอยู่หมัดขนาดนี้

อีกเรื่องที่คงจะต้องพูดถึงให้ได้! นั่นคือการ “ปิดเงียบ” ข่าวคราวความเคลื่อนไหว ของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” เพราะจนถึงวันนี้ ยังคงแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ ทุกคนแทบลืมไปแล้วว่าโรคนี้ยังคงระบาดอยู่ จนพบ “ผู้ติดเชื้อ” นับแสนๆ คน และมีผู้เสียชีวิตนับร้อยๆ ราย ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะคร่าชีวิตคนไทยอีกเพียบ แต่ข่าวก็เงียบ! เพราะรัฐบาลไทย

โดยเฉพาะ กระทรวงสาธารณสุข ปิดเงียบ! หรือพูดได้เสียงเบามากๆ กับเรื่องราวของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

การ ปรับย้ายกำลังนายทหารเมืองกรุง ถือเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่ว่านี้ ยังไม่มีใครล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ได้แต่คาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่ผู้ที่รู้ที่สุดน่าจะเป็นนายทหารใหญ่ในกองทัพ ที่นั่งโต๊ะจิบกาแฟ ถกปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้

Reporter : โสรยา   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com