พัทยาเดลีนิวส์

29 กรกฎาคม 2553 :: 13:07:36 pm 29030

รักษ์ “ภาษาไทย” ภาษาแห่งชาติ ก่อนวิบัติ

“หยิบยกมาเล่า” วันนี้ขอนำสกู๊ปดีๆ มีสาระจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อเสนอมุมมองในแง่ของความเป็นไทย และค่านิยมที่เปลี่ยนไปของสังคมไทยทุกวันนี้ สะท้อนถึงปัญหาที่ใครหลายๆ คนมองข้ามไป
สนใจโฆษณา

เวียนมาบรรจบอีกครั้ง วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี รัฐบาลได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันสำคัญ ตั้งแต่ พ.ศ.2542 เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2505 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทว่าสิ่งที่น่าตกใจไม่น้อยก็คือ ล่าสุดกับผลการวิจัยทุกสำนัก กล่าวถึงการวิบัติของภาษาไทยอันสืบเนื่องมาจากวัยรุ่นและช่องทางอย่างโลกไซเบอร์ที่คนยุคใหม่ใช้สื่อสารกันอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นต้น

ประเด็นอยู่ที่ว่า นอกจากวัยรุ่นจะเป็นตัวการที่จะทำให้ภาษาไทยวิบัติแล้ว ภาษาไทยจะดำรงอยู่นิรันดร์นั้น ต้องอยู่ในกรอบเดิมๆ แบบที่กระทรวงวัฒนธรรมย้ำหนักย้ำหนาจริงๆ หรือ กับ วันภาษาไทยแห่งชาติที่ประเทศไทยมีผู้นำชื่อเล่นว่า “มาร์ค” จบการศึกษามาจากต่างประเทศ และเชียร์นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด….

 

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กรรมการเอกลักษณ์ของชาติ กล่าวถึงสาเหตุว่าทำไมคนสมัยใหม่ไม่สนใจความเป็นไทยโดยเฉพาะภาษาไทยว่ามาจากอิทธิพล ด้านภาพยนตร์ วัฒนธรรมของต่างระเทศที่วิ่งเข้ามาในยุคโลกาภิวัฒน์ ดังนั้นทางราชการก็ดี พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์ต้องช่วยกัน อะไรที่พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์สำหรับบ้านเมืองไทยต้องช่วยกันสะกิดหนักๆ ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะทำให้ภาษาไทยของเรา วัฒนธรรมของเรา ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติมานาน ซึ่งทุกประเทศที่เจริญก็ต้องมีเอกลักษณ์ของชาติไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เก่าหรือใหม่ ประเทศนั้นถึงจะอยู่ได้ ถ้าหากเราไม่ช่วยกันห่วงแหน วัฒนธรรมประเพณี ภาษาไทย ให้คงอยู่เราจะสูญเสียเอกลักษณ์ประการนี้ไป ซึ่งทุกๆ ฝ่ายต้องช่วยกัน

“ถามว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างทุกวันนี้ แล้วประเทศชาติเราจะสิ้นชาติไหม จริงๆ มันถึงขั้นนั้น แต่การสูญเสียภาษาหรือความเป็นไทยลงไปมันจะทำให้เราสูญเสียความสง่างามในความเป็นชาติไป ซึ่งถ้าเราจะเห็นได้ในหลายประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น สิงค์โปรหรือ ประเทศที่ได้รับเอกราชมาจากมหาอำนาจต่างๆ เขาก็พยายามที่จะสร้างเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ให้เกิดขึ้นในชาติบ้านเมืองของเขา ในขณะที่ประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร มีเอกราชประเทศเดียวในภูมิภาคเรายิ่งต้องดำรงให้ได้ สัญลักษณ์ที่เป็นชาติต่างๆ”

กรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ยังบอกว่า ราชการ ครูอาจารย์ก็ต้องตอบสังคมให้ได้เมื่อคนรุ่นใหม่ที่ใช้คำพูดจากแปลกๆ พิมพ์คำแสลงในโลกอินเทอร์เน็ตว่าความเป็นไทยดีอย่างไร เราต้องตอบปัญหาว่าภาษาไทยดีอย่างไร

“ภาษาไทยได้ชื่อว่าเป็นภาษาทีมีความไพเราะ ชาวตะวันตกเขาชื่นชมเรามาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นการพูดการเขียนจะเป็นอะไรที่ถือว่าเป็นศิลปะที่คลาสิก ดังนั้นถ้าเด็กรับรู้ว่าชาวต่างชาติเขาชื่นชมว่าไม่ยากและไม่ง่ายไปสำหรับการเรียนรู้ ว่าภาษาเราไม่เหมือนกับภาษาเอเชียอื่นๆ ทั้งภาษาเขียนภาษาพูด เด็กๆ ก็จะเกิดความภาคภูมิใจ ทุกๆ วันนี้เราคิดว่าเด็กๆ ไทยไปหลงกับเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นละครหนังและดนตรีจนเกินไป หารู้ไหมว่า ประเทศดังๆ เหล่านั้นมีความทันสมัยที่เกิดขึ้นก็จริง อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แต่เขาก็จะคงเอกลักษณ์ของเขาเอาไว้ด้วย ของเราหลังๆ เราทอดทิ้งของเราไปเลย ดังนั้นหน้าที่ที่ทำให้คนไทยกลับมาทำให้เทรนด์และความดังเดิมที่สวยงามควบคู่ไป”

ด้าน คริสตี้ กิ๊บสัน หนึ่งในนักร้องที่ได้รับรางวัลสาขา เพลงไทยสากล ลูกทุ่ง ที่ออกเสียงถูกต้องตามอักขระภาษาไทยได้ถูกต้องในปี 2553 เสมือนเป็นการตบหน้าคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นคุณค่าของภาษาไทย กล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์ ถึงความภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ พร้อมกับย้ำว่าหลงรักเอกลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นประเทศไทย โดยเฉพาะภาษาไทย ภาษาที่มีมนต์เสน่ห์มากมายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

“ตั้งแต่ 6 ขวบวันนี้ก็หลายสิบปีแล้วที่เราเข้ามาอยู่ในประเทศ สิ่งหนึ่งที่เราบอกกับตัวเองและคนอื่นเสมอๆ ก็คือ แม้เราจะไม่ใช่คนไทย แต่เราก็ภาคภูมิใจเอกลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นไทยมากๆ แม้ว่าวันนี้ฝรั่งตาน้ำข้าวอย่างเราจะฝึกพูด อ่าน เขียนภาษาไทยยังไม่คล่อง อย่างใจตนเองต้องการ 100% ก็ตามที”

ในสายตาคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยสำหรับ คริสตี้ แล้ว เสน่ห์และแรงดึงดูดของภาษาไทยอยู่ที่ความสละสลวย อีกทั้งในทุกๆ ภาคทั่วประเทศก็ยังมีภาษาที่แตกต่าง แต่ยังมีความงดงามอยู่ในตัว หลงรักขนาดที่มีใครมาถามว่ามาจากประเทศอะไร ก็จะตอบไปว่าเป็นคนไทยที่ดันไปเกิดผิดประเทศ

“ถามยากไหม ยากนะ เพราะภาษาไทยมันมีวรรณยุกต์ยุบยับเต็มไปหมด จริงๆ เราเพิ่งหัดพูดภาษาไทยเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา เพราะตอนเด็กๆ เป็นคนขี้อาย แรกๆ ก็เรียนจากครูคนไทย แต่หลังๆ ก็รู้ว่าครูภาษาไทยที่ดีที่สุดก็คือคนไทยทั่วไปทุกคนที่อยู่รอบตัวของเรานั่นเองเราจะบอกเสมอว่า ถ้าคำไหนฉันพูดไม่ถูกอักขระ หรือพูดไม่ชัดก็บอกด้วยนะ ซึ่งคนไทยก็ใจดี ทำให้เรามีวันนี้ได้”

คริสตี้ ยังกล่าวถึงปรากฏการณ์ภาษาวิบัติของวัยรุ่น พูดไทยคำอังกฤษคำ ที่ผลวิจัยสำนักไหนๆ ออกมาทีไรก็สอบตกทุกทีด้วยว่า

“ทางแก้ไขก็คือเราต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าภาษาไทยมันเท่ห์ ซึ่งจริงๆ คริสตี้คิดว่าภาษาไทยมันเท่ห์จริงๆ นะ ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าภาษาอังกฤษไม่ได้ มันเป็นสิ่งดี แต่เราอยากจะให้เด็กไทยถ้าจะพูดอังกฤษก็พูดให้ชัดไปเลย หรือถ้าพูดไทยก็พูดไทยให้ชัดและถูกต้องไปเลย ไม่ใช่พูดไทยคำอังกฤษคำให้ชัดและถูกต้องไปเลย จะสังเกตได้ว่าเพลงทุกๆ อัลบั้มของคริสตี้จะเป็นภาษาไทยทั้งหมดเลย ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นความตั้งใจ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนมาชวนเราว่าน่าจะแปลกดีคุณเป็นฝรั่งแล้วเอาเพลงลูกทุ่งมาแล้วใส่คำภาษาอังกฤษลงไป แต่เราบอกว่าไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นเพลงลูกทุ่งก็อยากให้เป็นภาษาไทย 100 % เพราะมันเป็นความภาคภูมิใจ”

 

คริสตี้ บอกด้วยว่า ส่วนเรื่องที่เด็กไทยชอบพิมพ์แสลงไทยในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เชื่อหรือไม่ ถ้าคริสตี้จะพิมพ์ก็ภาษาไทยให้ชัดเจนเลย แล้วก็มีแปลเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่พิมพ์ไทยคำอังกฤษคำ

“วัยรุ่นอาจจะรู้สึกว่าพูดไทยผสมกับอังกฤษมันเท่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่เท่นะ เพราะแม้แต่ชาวต่างชาติที่วัยรุ่นเขาก็มีคำแสลงของเขา แต่เขาจะไม่เอาภาษาอื่นมาปน ถามว่าแล้วที่เด็กไทยเป็นแบบนี้ใครต้องรับผิดชอบ ในความรู้สึกของคริตตี้ ทั้งหมดมันเป็นความรับผิดชอบของเราเอง อย่างของคริสตี้ พ่อแม่พูดสักกี่ครั้ง เราอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ฟังหรือไม่ฟัง เราอาจจะมีโฆษณาเยอะๆ อาจจะช่วยได้แต่ก็อยู่ที่เราจะทำหรือทำ วันหนึ่งถ้าอนาคตเราต้องเป็นเมืองขึ้นแล้วเขาห้ามภาษาของตัวเองแล้วเราจะเสียใจมากๆ เพราะว่าเป็นภาษาที่สวยงาม ถ้าวันหนึ่งมันหายไปเราคงเสียดายน่าดู” สาวฮอลแลนด์ แต่พูดภาษาไทยชัดกว่าเจ้าของภาษาบางคน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ดวงมน จิตร์จำนงค์ อาจารย์ประจำวิชาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ได้รับคัดเลือกผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติประจำปี 2553 ให้กล่าวถึงเรื่องการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่นในปัจจุบันนี้ว่า การใช้ศัพท์แสลงก็เป็นภาษาไทย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นของต่างประเทศทั้งหมด แต่ในความรู้สึกของวัยรุ่นนั้นจะมีความรู้สึกว่าอยากจะมีเอกลักษณ์ อยากจะให้คนมาชมมาโหวต ทุกภาษาสามารถดิ้นได้ เพราะว่ามันขึ้นอยุ่กับการตีความของคน เพราะฉะนั้นไม่แปลกถ้าจะพูดคำแปลกๆ ต้องคิดว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังในโลก

  

ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นประจำปี 2553 ยังบอกอีกว่า ถ้าลองไปอ่านหนังสือภาษาของรัชกาลที่ 4 ซึ่งก็มีหลายเล่ม จะรู้ว่าได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงต้องมาดูกันว่าคนยังใช้ภาษานั้นกันอยู่ไหม แต่ว่าถ้าเราใช้ผิดสถานที่กาละเทศ อย่าง ชิมิๆ ก็สามารถใช้ได้ แต่อย่างจะไปใช้ในการประกาศเกียรติคุณนั้น มันก็ไม่ใช่กาลเทศะ เพราะฉะนั้นต้องรู้กาลเทศะต้องรู้ตัวบุคคลที่พูดอยู่ด้วย ต้องมีความจริงใจด้วย ไม่ใช่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ภาษานี่เป็นอาวุธได้ มันอยู่ที่การใช้ของเรา

“จุดด้อยแต่ล่ะภาษามันก็มีหมด อย่างภาษาไทยที่ไม่พูดกันเพราะว่าถ้าพูดไปแล้วมันจะกลายเป็นภาษาทางการเกินไป  เช่น “รักแท้ รักคืออะไร ตับไตไส้พุง” นี่คือการฉาบฉวยทางภาษา เพราะฉะนั้นจุดด้อยคือการที่ใช้คำไม่ถูก ระบบภาษาไทยมันเป็นระบบที่เป็นทางการ ถ้าเราบอกว่า “ใช้สื่อโจมตีโดยสื่อมวลชน” หลายๆ ฉบับมันก็รู้เรื่อง ถ้าเราพูดกันสั้นๆ ว่า “เขาถูกสื่อมวลชนโจมตี” เราก็จะเข้าใจตรงกัน เพราะเราไม่เคยพูดกันว่า ถ้าเลือกได้ก็คงจะใช้โครงสร้างก็จะเลือกใช้ที่ไม่มีคำว่า “โดย” เราต้องรู้จักการใช้ภาษา ต้องรู้จักลำดับการสื่อสาร ภาษามันมากับวัฒนธรรม ถ้าสมมติว่าอธิการไปพูดกับนักศึกษาว่ารักนะจุ๊บๆ มันก็ไม่ถูกกาละเทศะและบุคคล”

เมื่อมองไปในอนาคตที่ว่ากันว่า ถ้าเด็กไปไม่พูดภาษาไทยจะทำให้ชาติถึงกาลวิบัติตามที่นักวิชาการต่างๆ ทำนายทายทักนั้น  รศ.ดร.ดวงมน ได้โต้แย้งว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะภาษาทุกภาษาไม่มีภาษาใดที่บริสุทธิ์แท้ ถ้าต้องการให้ภาษาแข็งแรงนั้น ต้องมาจากการศึกษาที่ดี ต้องไปรณรงค์กับครูให้พัฒนาคนเอง และสอนเด็กให้ดี

“จริงๆ แล้วภาษาไทยเองก็ไม่เคยบริสุทธิ์ ถ้าใครเคยอ่านจะรู้ว่าอย่างอย่างเช่น ลิลิตตะเลงพ่าย ก็จะรู้ว่ามีภาษาอื่นปนมาตลอด ต้องดูว่าปนแล้วลงตัวไหม ภาษามันจะไปเรื่อยๆ มีทางของมัน เราต้องบอกกับเยาวชนการสื่อสารมันก็คือการแสดงออกของตัวตนของเรา วัฒนธรรมในโลกก็ไม่เคยบริสุทธิ์เหมือนกัน แต่ภาษาต้องมีบรรทัดฐาน เราจะบอกว่าเราจะไม่ออกตัวอักษร ร เรือ ล ลิง เราก็ต้องมีเหตุผลว่าทำไมไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าออกเสียงแล้วออกมาได้แล้วเข้าใจตรงกันก็ไม่เป็นไร เราต้องเคารพความต่าง และก็สร้างความรู้ด้วย เราต้องรู้ว่าภาษามันเปลี่ยนตลอดเวลา”

ผู้เชี่ยวชาญภาษาไทย กล่าวทิ้งท้ายโดยไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกระทรวงวัฒนธรรมที่จะแก้ปัญหาด้วยการให้เขียนจดหมาย และเข้าไปปราบปราบภาษาในโลกไซเบอร์ว่า

“ถ้านอกกรอบทางภาษาแล้วจะสิ้นชาติ ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าสังเกตว่า ภาษาไทยได้เปลี่ยนตามยุคสมัยตลอด แค่ยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหง และยุคสมัยรัชกาลที่5 ก็มีความแตกต่างกัน เอาภาษาไทยยุคไหนมาใช้ก็ได้ ขอเพียงให้สื่อสารกันให้เข้าใจ เพียงต้องเคารพคู่สนทนาในการพูดกับตนเอง เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวกับภาษาแต่อย่างใดในเรื่องการจะสิ้นชาติหรือไม่แน่นอน”.

ขอขอบคุณ

ที่มา : ไทยรัฐ

Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

ยุวันดา