พัทยาเดลีนิวส์

24 ตุลาคม 2550 :: 16:10:20 pm 1623

ร้านอินเตอร์เน็ต อาชญากรขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ??

เรียน คุณ เดวี่ส์ ดิฉันชื่อ วิภา ดิฉันย้ายมาอยู่พัทยาได้ 12 ปี และดิฉันเคยเปิดกิจการร้านอินเตอร์เน็ทมากว่า 5 ปี ดิฉันเข้าใจดีว่าคุณรู้สึกอย่างไร กรุณาให้ดิฉันได้เล่าให้คุณและผู้อ่าน พัทยาเดลี่นิวส์ ได้ทราบถึงความรู้สึกของดิฉันกับประสบการณ์อันเลวร้ายที่ดิฉันได้รับ
สนใจโฆษณา

ดิฉันเปิดกิจการร้านอินเตอร์เน็ทอยู่บนถนนสายเงียบๆ สายหนึ่งแถวจอมเทียน ดิฉันจ้างพนักงานผู้หญิงสองคนที่มีประสบการณ์ด้านคอมพิวเตอร์เพื่อดูร้านให้ ดิฉัน 2 ร้าน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันโดยมีชื่อร้านไม่เหมือนกัน

เรา มีลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวและลูกค้าชาวต่างชาติที่อยู่ประจำที่นี่มากพอ สมควร นับว่าเราโชคดีที่มีเพียงเราเท่านั้นที่เปิดบริการอินเตอร์เน็ทบนถนนแห่งนี้ แต่มันก็จริงอย่างที่คุณพูดว่า เราไม่มีทางที่จะมีรายได้มากพอที่จะจ่ายค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และเงินเดือนพนักงาน

เราจึงต้องมีบริการเสริมเพื่อเป็น การเพิ่มรายได้ เช่น การรับแปลเอกสาร การส่งและรับอีเมล์ให้ลูกค้าที่ไม่สามารถใช้อีเมล์ได้ เรามีระบบให้ลูกค้าใช้รหัสผ่านในการใช้อินเตอร์เน็ท ในทุก ๆ วัน พนักงานที่ดูแลร้าน จะพิมพ์รายงานของการใช้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง เพื่อให้ดิฉันเช็คว่ามีลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่มากน้อยเพียงใด และพวกเขาใช้เวลานานแค่ไหนในการใช้อินเตอร์เน็ทในแต่ละครั้ง ดังนั้น คุณคงจะพอนึกออกว่ามันค่อนข้างง่ายที่จะตรวจสอบผู้ใช้บริการรายใหม่ในแต่ละ วัน

คอมพิวเตอร์ในร้าน ส่วนใหญ่ เราจะซื้อจากตึกคอม (ไอที ซิตี้) ที่พัทยาใต้ ซึ่งทางร้านที่เราซื้อจะติดตั้งโปรแกรมสำเร็จรูปให้เราด้วย ซึ่งบางครั้งก็จะมีซอฟท์แวร์ดิกชันแนรี่ ของ สอ เศรษฐบุตร (ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้คนไทย) รวมมาอยู่ด้วย

 

และ แล้ววันหนึ่ง ประสบการณ์อันเลวร้ายก็เกิดขึ้นกับดิฉัน มันเป็นเวลาประมาณ ห้าโมงเย็น ของปี 2548 ดิฉันไม่ได้อยู่ในร้าน ลูกชายดิฉันโทรมาจากร้านหนึ่งของดิฉันว่า มีตำรวจมาจับเขา ดิฉันได้ยินไม่ชัดว่าลูกชายของดิฉันกำลังพูดว่าอะไรเนื่องจากมีเสียงดังจาก แบ็คกราวน์เข้ามาในสายโทรศัพท์

ดิฉัน รีบกลับมาที่ร้านทันที และพบว่าลูกชายวัยยี่สิบปีของดิฉันกำลังพยายามบอกกับตำรวจอย่างสุภาพว่า ไม่ต้องใส่กุญแจมือผมหรอก ผมไม่ใช่อาชญากร ดิฉันตกใจเมื่อเห็นผู้ชายคนไทย 3 คน กับตำรวจ ทำงานด้วยกันเหมือนทีมสืบสวนอาชญากรรม

เรื่อง ของเรื่องก็คือ พวกเค้าเข้ามาที่ร้านโดยแกล้งทำทีเป็นลูกค้ามาใช้บริการ แต่ได้รอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เฉพาะเครื่อง สมมติว่าเครื่องเบอร์ 2 ซึ่งเราตรวจพบและพนักงานจำได้ว่า มีผู้ชายไทยคนหนึ่ง เข้ามาที่ร้านเมื่อสองวันที่แล้วก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ชายผู้นั้นใช้เครื่องนั้นอยู่ประมาณ 15 นาที (ทราบได้จากการบันทึกการใช้งานที่พิมพ์ออกมาทุกวัน) พนักงานหญิงที่ ดูแลร้าน นึกแปลกใจว่าทำไม่พวกเค้าไม่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ในร้าน

เมื่อพวกเค้ามาถึงในตอนแรก ลูกชายของดิฉัน แสดงตัวว่าเขาเป็นพนักงานคนหนึ่ง เขาได้ถูกสอบสวนด้วยภาษาที่ไม่สุภาพ และถูกจับกดไว้กับกำแพง เอามือไขว้หลังล็อคเอาไว้และพยายามจะใส่กุญแจมือ

ร้าน อินเตอร์เน็ทของเรามีมุมกาแฟเล็ก ๆ ที่ด้านหน้า เราก็จะมีพนักงานของร้านค็อฟฟี่ช็อปและลูกค้าทั้งที่เป็นลูกค้าอินเตอร์เน็ท และลูกค้าร้านอาหาร กำลังมองมาที่เราและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พนักงานของเราคนหนึ่งได้ใช้โทรศัพท์มือถือของเธอเพื่อบันทึก วิดีโอ ตำรวจรูปร่างอ้วนซึ่งเรารู้จักดี (จนถึงเปลือกชั้นใน) ในขณะนี้ ยังคงตะคอกใช้วาจาข่มขู่ลูกชายของดิฉันในขณะที่ดิฉันมาถึง

ดิฉัน เป็นเพียงผู้หญิงตัวคนเดียวที่พยายามที่จะอยู่ในเมืองนี้โดยการทำงานที่ สุจริต และเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวของดิฉันซึ่งไม่เคยก่อความเดือดร้อนให้แก่ดิฉัน ลูกชายของดิฉันเป็นคนสุภาพและมีการศึกษา เขาได้เรียนจบปริญญาตรี คอมพิวเตอร์ ไอที และเป็นเว็บมาสเตอร์ฝีมือดี ตำรวจเรียกลูกชายของดิฉันว่ามึงไอ้…. ซึ่งดิฉันไม่ทราบว่าทำไม หรืออาจจะเป็นเพราะว่าการเป็นผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งในเมืองพัทยา ก็จะเรียกได้ว่าเป็นไอ้.. หรือเป็นไอ้นักเลง อย่างนั้นหรือ

 ใน ขณะนั้น ดิฉันอายุได้ 52 ปี และเป็นครูสอนหนังสือ ดิฉันแนะนำตัวว่าดิฉันเป็นเจ้าของร้าน พวกเขาเรียกลูกชายของดิฉันว่า ไอ้โกหก เพราะว่าเขาไม่ได้บอกกับพวกนั้นว่าเขาเป็นลูกชายเจ้าของ บอกแต่เพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคอมพิวเตอร์ ดังนั้น พวกเขาจึงจับเราทั้งคู่ไปที่โรงพัก

พวกเขาลากตัวลูกชาย ของดิฉันกับคอมพิวเตอร์อีก 5 เครื่อง ขึ้นรถแวน ไปด้วย แต่ก็มีการแวะไปร้านอินเตอร์เน็ทอื่น ๆ ตามรายทาง ก่อนที่จะพาเขาไปโรงพักที่สถานีตำรวจโค้งดงตาล ดิฉันขับรถตามไปตลอด จึงเห็นเหตุการณ์ที่ พวกเขาทำกับพนักงานที่นั่นเหมือนกับที่ทำกับร้านแรก แต่ทำได้ง่ายกว่า เพราะว่าพนักงานที่นั่นอยู่ในภาวะที่ตกใจกลัว ฉันได้จอดรถของฉันไว้ที่ด้านหลังของรถแวนและได้ถ่ายรูปไว้หลายรูปด้วย

ดิฉัน ได้ติดต่อกับเพื่อนสนิทของดิฉันคนหนึ่งซึ่งเป็นทนายความ เขาแนะนำว่าอย่าปล่อยให้ลูกชายของดิฉันไปกับพวกเขาในรถแวนเพื่อที่จะไปที่ สถานีตำรวจ ดิฉันจึงได้เรียกให้ลูกมานั่งในรถของดิฉัน เราจึงได้ออกจากที่นั่นและไปถึงสถานีตำรวจเวลาประมาณ 6.30 เย็น

ที่สถานีตำรวจ มีผู้คนมาแจ้งความในเรื่องต่าง ๆ อยู่ ตำรวจที่นั่งอยู่ที่โต๊ะบอกให้เรารอ พวกเขายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้ถามอะไรเราเลยแม้แต่คำเดียว

ขณะที่เรารออยู่ ดิฉันได้ถามลูกชายว่า เกิดอะไรขึ้นในตอนที่พวกเขาเข้ามาในร้าน เพราะดิฉันไม่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรก สรุปเรื่องได้ดังนี้

เริ่ม ต้นจาก พวกเขาเดินเข้ามาใช้คอมพิวเตอร์ เบอร์ 2 แล้วเรียกลูกชายของดิฉันไปบอกว่า เรามีโปรแกรมดิกชันแนรี่ แปลภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ ของ สอ เศรษฐบุตรอยู่ในคอมพิวเตอร์ด้วย แต่ไม่ใช่ซอฟแวร์ตัวจริง เราขโมยมาใช้ เราผิดกฏหมายลิขสิทธ์ ลูกชายของดิฉันได้อธิบายว่าโปรแกรมดังกล่าวติดมากับคอมพิวเตอร์เมื่อเราซื้อ เครื่องมา ทุกร้านก็มี เหมือนกับโปรแกรม ไมโครซอฟ ออฟฟิซ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ยังได้บอกว่ามันเหมือนโปรแกรมอื่นๆ ที่มีมากับเครื่อง หรืออาจจะมีผู้ใช้ดาวโหลดลงมาก็เป็นได้ และเราไม่เคยถูกแจ้งเตือนไม่ให้ใช้ หรือมีการแจ้งข่าวใด ๆ เลย

 นาย เอ (นามสมมุติ) หนึ่งในพวกเขาบอกว่า เขาไม่สนใจหรอกว่าได้มาอย่างไรแต่เขาจะต้องจับ ลูกชายของฉันแน่นอน เมื่อลูกบอกว่าขอโทรหา เจ้าของร้าน พวกเขาบอกว่าเอาไว้ไปโทรที่โรงพัก พวกเขาบรรจุเครื่องคอมพิวเตอร์อีก 5 เครื่องลงกล่อง ซึ่งพวกเขาไม่ได้ตรวจเช็คดูเครื่องเหล่านั้นเลย

ขณะที่ เรานั่งรอที่โรงพัก ก็เริ่มมีพวกเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ทอีกหลายร้านทยอยกันเข้ามา มีคอมพิวเตอร์อีกหลายเครื่องถูกนำเข้ามาในห้องด้วย ทุกคนเริ่มคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น เราได้แต่นั่งฟังทุกคนถกปัญหากัน แต่ดิฉันก็ยังไม่เห็นคนไทยที่ไปจับเราและตำรวจอ้วนคนนั้นที่จับเรามาถึงที่ สถานีตำรวจ (เพราะพวกเขาต้องไปไล่ล่าจับร้านอื่น ๆ )

เราต้องรอจนกว่าพวกเขาจะมาถึง ในที่สุดพวกเขามาถึงประมาณ สามทุ่ม ดิฉันพยายามที่จะจัดการเรื่องของดิฉันก่อน เพราะว่าดิฉันเป็นรายแรกที่มาถึง นาย เอ บอกว่าเราต้องรอเป็นรายสุดท้าย แล้วเราจะทำอย่างไรได้ การที่เราต้องรอเป็นรายสุดท้าย ไปซื้ออะไรมากินก็ไม่ได้ หิวจนตาลาย นั่งตั้งแต่ หกโมงเย็นจนถึงเกือบตีหนึ่ง เราได้ยิน ได้เห็น ได้สัมผัส ความเป็นตัวตนของแต่ละคน ได้เห็นความเหลื่อมล้ำของสังคม ได้เห็นความน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในสถานที่นั้น บาง ร้านเจ้าของเป็นผู้หญิงที่มีสามีเป็นฝรั่ง พวกเขาสามารถจ่ายค่าปรับได้ภายใน 10 นาที หลังจากที่ มิสเตอร์ เอ กับพวก ได้ทำให้เขารู้สึกว่าทำผิดโดยไม่ต้องสาธยายเรื่องที่เป็นความจริงต่อไปเสีย ด้วยซ้ำ ส่วนเจ้าของร้านบางร้านที่ไม่มีเงินพอ ก็ต้องโทรศัพท์หาเพื่อนเพื่อขอยืมเงินมาจ่ายค่าปรับ

มิสเตอร์ เอ หยาบคายกับเรามาก ที่จริงดิฉันได้ถามเขาตรง ๆ ว่าจับเราทั้ง 2 คน ทำไม เมื่อพวกเขาจับคนเพียงคนเดียวในแต่ละร้าน เขายิ้มและพูดว่า “ผมไม่ชอบคุณทั้ง 2 คน” มันหมายความว่าเราจะต้องถูกปรับเป็นสองเท่าในเมื่อคนอื่นถูกปรับเพียงเท่าเดียว

มัน เป็นคืนที่น่าวิเคราะห์ที่ได้เห็นว่าพวกเขาทำอะไรกัน ตำรวจสอบสวนพวกเราแยกกันทีละคน จากเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ททั้งหมด ผลสรุปว่า ทุกร้านจะต้องจ่ายค่าปรับร้านละ 60,000 บาท ต่อร้าน ไม่สำคัญว่าจะมีคอมพิวเตอร์กี่เครื่องภายในร้าน

ฉัน ได้รู้จักกับเจ้าของร้านบางคน พวกเขาส่วนใหญ่ตกลงที่จะจ่าย มันน่าแปลกที่ว่ามีผู้ชายบางคนที่อยู่แถวนั้นมาคุยกับเราด้วยความเป็นมิตร และช่วยเหลือ ทำตัวเหมือนเป็นทนายความ เขาบอกกับเราว่าเราควรจะจ่ายด้วยเหตุผลเหล่านี้

1. เราสามารถนำคอมพิวเตอร์ของเรากลับไปได้ และเปิดกิจการได้ในทันที 2. เราจะไม่มีประวัติอาชญากรรม เกี่ยวกับการขโมยซอฟแวร์
3. ถ้าเราไม่จ่ายค่าปรับ และต้องการจะสู้ในศาล ถึงแม้ว่าเราจะชนะ แต่ในขณะดำเนินการเราก็จะต้องจ่ายค่าทนาย และเสียเวลา รวมทั้งค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ซึ่งตามปรกติแล้วใช้เวลาอีกเป็นปี ๆ ด้วย
4. ถ้าคุณคิดว่าคุณจะชนะ (ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) แต่ ณ. คืนนี้คุณก็ต้องประกันตัวเองออกไปก่อน และต้องเสียค่าประกันตัวมากกว่าค่าปรับ (เช่นดิฉันก็ต้องประกันตัวหนึ่งแสนบาทต่อคน)
5. และเหตุผลอื่น ๆ

เมื่อ ได้ฟังคำแนะนำอย่างนั้น เหยื่อส่วนใหญ่ก็จำต้องจ่ายค่าปรับออกไปโดยเร็ว คนสุดท้ายที่ตกลงจ่ายเงินค่าปรับ 60,000 บาท เป็นเพื่อนของดิฉันเอง ที่แต่เดิมได้ตกลงกับดิฉันว่าเราจะฟ้องศาล เขาทิ้งเราและเจ้าของร้านอีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นสองรายสุดท้ายให้ผจญกรรมอยู่ตามลำพังที่สถานีตำรวจ  ผู้หญิงที่น่าส่งสารคนหนึ่ง อายุประมาณ 35 ปีเห็นจะได้ เธอเป็นเพียงพนักงานร้านและไม่สามารถติดต่อเจ้าของร้านได้ เธอจึงต้องนอนในคุกในกรงขังคืนนั้น

ดิฉัน กับลูกถูกถามคำถามแยกกัน แต่ตำรวจก็ได้คำตอบจากเราเหมือน ๆ กัน เพราะเราคิดว่าเราไม่ผิด วิธีการที่พวกเขาทำกับเราก็มีผู้รู้เห็น อีกทั้งเรายังมีรูปภาพและวิดีโอที่เราถ่ายเอาไว้ด้วย

ดิฉัน ยอมรับว่า ดิฉันโกรธมาก และผิดหวังกับทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งในพัทยา เหมือนกับว่าเราเป็นอาชญากรหรือโสเภณี กรุณาอย่าเข้าใจดิฉันผิด ดิฉันเคารพบุคคลอื่นเสมอในอันที่จะอยู่ในเมืองพัทยาอย่างไม่เป็นปัญหากับใคร ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิงหากิน หรือการเปิดบาร์ มันไม่เป็นปัญหากับดิฉันเลย ดิฉันก็ไม่ยุ่งกับพวกเขา ทุกคนต่างพยายามทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับธุรกิจบางประเภท แต่ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นปัญหากับคุณ คุณก็จะไม่ถือเอาเป็นธุระกับพวกเขา แต่ในคืนนั้น ฉันผิดหวังเอามาก ๆ ที่ดิฉันเห็นผู้หญิงเจ้าของร้าน 2 – 3 คน เดินเข้ามาในห้อง กล่าวทักทายยิ้มแย้มแจ่มใสกับตำรวจทุกคนแล้วก็จ่ายค่าปรับ เซ็นหนังสือ แล้วก็ยิ้มเยาะมาทางเรา เหมือนกับจะพูดว่า “เธอจะพิสูจน์อะไรเหรอ ทำไมไม่จ่าย ๆ มันไปซะให้เสร็จ ๆ หรือไม่มีตังค์ยะ”

พวก เขาถามดิฉันว่า ทำไมไม่จ่ายค่าปรับเสียล่ะ หากเลือกต่อสู้คดี ก็ต้องประกันตัวออกไป จะต้องเสียค่าประกันถึงคนละ 100,000 บาท ดิฉันได้บอกถึงเหตุผลของดิฉันว่า ดิฉันจะไม่จ่ายค่าปรับเพราะการบังคับให้สารภาพว่าขโมยซอฟแวร์ โดยที่เราไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพราะว่าดิฉันรู้จักกับนายตำรวจใหญ่ในเมืองพัทยา หรือมีเส้นสายใด ๆ พวกที่จับดิฉันมาแสดงท่าทางโกรธและส่ายหัวกับความดื้อรั้นของเรา เราได้เรียนรู้หลายอย่างจากเหตุการณ์ในคืนนั้น ดิฉันต้องรวบรวมเงินสองแสนบาทจากตัวเองและเพื่อนฝูง(ที่เข้าใขและสนับสนุน ให้ต่อสู้) มีแม้กระทั่งลูกค้าประจำร้านของดิฉันคนหนึ่งได้กรุณาช่วยเหลือจนเรารวบรวม เงิน ครบสองแสนบาทประกันตัวเราออกมา

ดิฉันได้เพื่อนที่ดีที่ช่วยกันทำ การบ้านในนาทีวิกฤติ ลูกน้องที่ออฟฟิศก็ไป search ในเน็ทว่าความผิดกรณีนี้ ต้องถูกฟ้องและกล่าวหาว่าเข้าข่ายมาตราอะไร ข้อไหน มันตลกมาก ดิฉันจำไม่ได้แล้วว่ามาตราอะไร บทไหน แต่มันก้ำกึ่งกัน ดิฉันยืมหนังสือกฏหมายมากางดูต่อหน้าตำรวจ และอ่านข้อที่คิดว่าใช่ (ตามความเป็นจริง และตามที่เพื่อนโทรศัพท์แนะนำ) แต่มันน่าเกลียดมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่านนั้นพยายามเปลี่ยนให้เป็นมาตราที่ฟ้องดิฉันให้ชำระ (ถ้าแพ้คดี) เป็นจำนวนถึงแปดแสนบาท  ดิฉันต้องทั้งชี้แจง ทั้งขอร้องทั้งเสียงดัง (เพราะเสียใจ ผิดหวัง และโกรธมาก) เพื่อให้เขาเลือกมาตราที่พอเหมาะพอควรในการลงโทษหากดิฉันแพ้คดี ตำรวจช่างไม่เห็นใจสงสารผู้ประกอบการเลย อย่างนี้ยังจะบอกอีกว่า ตำรวจปฏิเสธไม่ได้ถ้ามีใครมาร้องเรียน ถึงตรงนี้ขอกราบขอบพระคุณคุณจ่าที่เขียนบันทึกแจ้งข้อหาคืนนั้นด้วยค่ะ เพราะคุณจ่ารีบ ๆ ทำหูทวนลมและเขียนตามที่ดิฉันเรียกร้อง

เรา ต้องถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ และถูกถ่ายรูป ดิฉันรู้อยู่แก่ใจว่า รูปจะต้องขึ้นไปอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้น และก็ช่างมันปะไร คุณรู้หรือไม่ว่า บางครั้งเมื่อคุณถูกบีบมาก ๆ เข้า คุณอาจจะกลายเป็นอาชญากรจริง ๆ ขึ้นมาก็ได้อ้อ ดิฉันเกือบลืม ที่จะเล่าให้ฟังว่า ในขณะที่พวกเขานับเงินที่หามาภายในวันเดียวในเมืองพัทยา (เงินจำนวนมาก จากร้านละ 60,000 บาท รวมประมาณ 20 ร้าน) ได้มีผู้ชายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงอายุคนหนึ่ง วิ่งลนลานเข้ามารายงานกับตำรวจว่า ภรรยาของเขาลงไปเล่นน้ำในทะเล แล้วหายไป เขาจึงรีบมาขอความช่วยเหลือ ตำรวจก็ยังพิมพ์ลายนิ้วมือของดิฉันต่อไป แล้วขอให้ดิฉันช่วยแปลประโยค 2 – 3 ประโยค บทสนทนามีดังนี้

ตำรวจ เจ๊ ถามเค้าสิ เหตุการณ์เกิดเมื่อไหร่
ดิฉันแปล …………………………………………….
ประมาณ 15 นาทีครับ โปรดช่วยด้วยครับ กรุณาเถอะครับ (ฝรั่งบอก หน้าตาตื่นตระหนก น้ำตาคลอ)
ดิฉันแปล …………………………………………….
ตำรวจ ส่ายหน้า “ โอ๊ย..ไม่รอดหรอกป่านเนี๊ยะ มันสายเกินไปแล้ว ป่านนี้อาจจะจมน้ำตายไปแล้วก็ได้”
ดิฉันไม่แปล

นายตำรวจใหญ่ท่านหนึ่งในนั้น จึงบอกให้ตำรวจอายุมากนายหนึ่งที่อยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ให้ไปกับนักท่องเที่ยว และพูดว่า “ไปดูหน่อยซิ”

ดิฉัน เจ็บตื้อขึ้นมาในหัวใจ เหมือนน้ำตาตกใน ความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเหมือนประชาชนคนไทยที่โดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง นับประสาอะไรกับนักท่องเที่ยวที่เขาหลงเข้ามาในบ้านเรา เขายังถูกประพฤติปฏิบัติแบบนี้ มิน่าเล่าพัทยาถึงได้มีข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมอยู่เสมอ

ใน ที่สุด เราออกมาจากสถานีตำรวจได้ เมื่อเวลาเกือบตีสอง ดิฉันเห็นแววตาของลูกบอกว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเอ่ยขึ้นมาแบบเอาจริงเอาจังเมื่อเราขับรถกลับบ้านว่า “แม่ครับ หากผมแต่งงานมีครอบครัว ผมจะมีลูก 4 คน คนหนึ่งเป็นหมอ คนหนึ่งเป็นตำรวจ คนหนึ่งเป็นนักเลง และอีกคนหนึ่งเป็นทนายความ”

ดิฉัน จะเล่าเรื่องของดิฉันในโอกาสหน้า ……..
ว่าทำไมเจ้าทุกข์และตำรวจได้ยกเลิกไม่ฟ้องในคดีของเรา และคืนเงิน 200,000 บาท ให้ดิฉัน
ขอขอบคุณที่นำเรื่องของดิฉันลง ดิฉันหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย
ขอบคุณค่ะ
วิภา

Reporter : วารีนา ปุญญาวัณน์   Photo : Internet   Category : จดหมายถึง บก.

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com