พัทยาเดลีนิวส์

24 พฤษภาคม 2553 :: 13:05:42 pm 20014

วัดปทุมฯ เขต “อภัยทาน” ในภาวะ “จำยอม”

นับแต่วันที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ฯ ประสานมายัง พระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เพื่อขอให้พื้นที่แห่งนี้เป็น "เขตอภัยทาน" สำหรับการเข้ามาพักพิงอาศัยแก่เด็ก สตรี และคนชรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชุมนุมทางการเมืองได้เข้ามาหลบภัย หวังเป็นที่พึ่งอุ่นใจจากอันตรายที่อยู่ข้างนอก
สนใจโฆษณา

พระมหาสุริยันต์ ปภังกโร ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม ให้สัมภาษณ์กับคำถามเดิม ๆ วันละหลาย ๆ รอบ ของสื่อมวลชน และผู้คนทั่วไป ที่ล้วนแต่วนเวียนตั้งข้อสงสัยว่า “เกิดอะไรขึ้น?” กับที่แห่งนี้ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีภาพทั้งคนตาย คนเจ็บ และพบอาวุธสงครามมากมายซ่อนอยู่ตามบริเวณวัด ซึ่งพระคุณท่านเจ้าอาวาส ภิกษุรูปอื่น และเจ้าหน้าที่วัดก็ช่วยกันอธิบายก็แล้ว แถลงข่าวก็แล้ว ให้ทุกคนเข้าใจอย่างตรงกันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุม การที่วัดถูกขอร้องให้เป็นเขตอภัยทาน นั่นเท่ากับว่า ไม่ใช่สิทธิที่จะไปห้าม หรือบังคับไม่ให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนเข้ามาพึ่งพาได้ ทำก็ได้แต่เพียงขอร้อง และขอความร่วมมือในข้อห้ามต่าง ๆ ที่เป็นข้อกำหนดของวัดในบางเรื่องเท่านั้น แต่ก็ไม่วายถูกต่อว่า ถึงความไม่เหมาะสม หรือไม่สมควรก็แล้วแต่ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุม ของกลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ตรงข้ามกับ”คนเสื้อแดง”

พระมหาสุริยันต์ ย้อนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. 2553 ให้ฟังเหมือนเทปที่ต้อง รีเพลย์ซ้ำ ๆ ว่า ภายหลังจากที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม อาตมา รวมถึงพระรูปอื่น ๆ ก็พอจะรับรู้ว่า ข้างนอกเกิดความวุ่นวายมาก นับแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นมา และด้วยการที่ วัดปทุมฯ กลายเป็นเขตอภัยทาน จึงล้นทะลักไปด้วยผู้ชุมนุมที่คิดว่า การเข้ามาหลบซ่อนตัวจากการถูกทำร้ายจะทำให้พวกเขาปลอดภัย คนจำนวนกว่าสามพันคนก็ต่างกรูวิ่งหนีความตายที่พวกเขาคิดว่ามันกำลังรุกไล่เข้ามามากขึ้น ๆ จากเดิมที่เป็นแค่เด็ก ผู้หญิง และคนแก่ คราวนี้ก็มีทั้งชายฉกรรจ์ คนหนุ่มสาวที่ยังพอมีเรี่ยวแรงกำลังรวมกันอยู่มาก เรียกได้ว่า ภายใต้พื้นที่ 17 ไร่ของวัด ทุกตารางนิ้วกลับเต็มไปด้วยผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายหาที่กำบังกายและรักษาชีวิตของตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งกุฏิร้าง ห้องเก็บของ ห้องน้ำ และต่างอาศัยความเงียบและแสงมืดดำสนิทในค่ำคืนนั้น อำพรางตัวไม่ให้ “ผู้ปฏิบัติการ” อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้รับรู้ว่า ใคร ทำอะไร อยู่ตรงจุดไหนกันบ้าง กระทั่งรุ่งเช้าที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่เพื่อหาผู้กระทำความผิด ทางวัดถึงได้ร้องขอให้ผู้ชุมนุมบางส่วนกลับภูมิลำเนาของตนเองไปด้วย เพื่อคืนความเป็นพุทธาวาสที่แท้จริงให้กับทางวัด

ส่วนการพบศพคนตายที่ถูกยิงหน้าวัด รวม 6 ศพ และการพบสารพัดอาวุธสงครามซ่อนยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้ง พุ่มไม้ ท่อน้ำ ใต้ที่นั่งพระ ในคลอง ฯลฯ จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่นั้น ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางวัดก็ไม่สามารถที่จะให้คำตอบได้ เนื่องจากมีผู้ชุมนุมแห่แหนเข้ามาในวัดมาก การที่จะตรวจสอบว่าใครนำอะไรติดตัวเข้ามาในช่วงหลังก็เป็นไปได้ยาก เพราะระหว่างเกิดเหตุเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ทั้งพระและเณรที่วัดนี้ต่างได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาสให้เก็บตัวอยู่แต่ในกุฏิ ห้ามออกมายุ่งเกี่ยว ดังนั้น สิ่งที่เผชิญมันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ไม่ใช่ว่าวัดรู้เห็นเป็นใจต่อการซ่องสุมกำลัง หรือให้การสนับสนุนใคร เหมือนที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ และศพคนที่ตายก็ล้วนแล้วแต่ถูกยิงนอกวัด เพียงแต่เจ้าหน้าที่เขานำศพเข้ามาในวัดก่อน เพื่อความปลอดภัยก็เท่านั้น

“เป็นภาวะวุฒิความคิด ขอให้สื่อช่วยเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมเข้าใจตรงกันด้วยว่า วัดปทุมวนาราม ให้ความอนุเคราะห์ทุกคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ การที่จะผลักไสไล่ส่งใครก็ตามแต่ให้พ้นออกจากวัดเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะต้องดูหลักมนุษยธรรมเบื้องต้น มีเมตตากับทุกคน วัดเปรียบเสมือนอยู่ในวงล้อม อยู่ในสภาวะจำยอม และก็ให้ที่พักพิงกับทุกคน ไม่ว่าจะเสื้อแดง ตำรวจ ทหาร หรือแม้กระทั่งผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อประมาณ สองปีที่แล้ว ก็ยังเคยมาขอความช่วยเหลือในวัดเลย ทางวัดก็ช่วยอนุเคราะห์สถานที่มาแล้ว” พระมหาสุริยันต์ กล่าวย้ำ ด้วยอารมณ์ที่อยากให้สังคมเห็นใจในความรู้สึกของพระ และคนในวัดปทุมวนาราม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทันจางจากกลุ่มควันไฟในสังคมเมืองกรุง

ขณะที่เจ้าหน้าที่วัดอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิงวัยประมาณ 50 ปี ในฐานะผู้หนึ่งที่พึ่งพาวัดปทุมวนาราม ในการปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลาหลายสิบปี เล่าถึงบรรยากาศระหว่างที่ผู้ชุมนุมเข้ามาอาศัยหลบภัยในวัดว่า ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องของการเดินมาเข้าห้องน้ำ ซึ่งวัน ๆ หนึ่งห้องน้ำของวัด ต้องรับมวลชนที่เดินเข้าออกเป็นพัน ๆ คน ชำรุดไปก็หลายครั้ง ก็ต้องช่วยกันซ่อมแซมอยู่บ่อย ๆ

เธอยอมรับอีกว่า รู้สึกหนักใจกับคนจำนวนมากที่เข้ามาอยู่ในวัดแห่งนี้ เพราะต่างคนต่างจิตใจ ต่างความคิด ต่างการกระทำ แต่ในเมื่อวัดเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและใจของประชาชน การอยู่ร่วมกันจำนวนมากย่อมเกิดความเสียหาย และทำให้วัดต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งวัดต้องรับผิดชอบเองในช่วงสองเดือนมานี้ เป็นมูลค่าหลายแสนบาท โดยใช้เงินของมูลนิธิ เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกเห็นใจ แต่อาจจะมีผู้ชุมนุมบางคนที่หยอดตู้รับบริจาคเพื่อร่วมทำบุญบ้าง แต่ทางวัดก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วนตรงนั้น บางครั้งเธอและผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่น ๆ ก็รู้สึกกลัว ที่ถูกผู้ชุมนุมต่อว่า ด่าทอ แสดงอาการไม่พอใจ เมื่อมีการเอ่ยห้ามปรามในเรื่องต่าง ๆ ทั้งการห้ามเข้าพื้นที่สงวนสิทธิ์ เนื่องจากเป็นเขตสงบ การขอความร่วมมือในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม เพราะบางที ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงบางคนก็นุ่งแค่กระโจมอก เดินไปเดินมาในเขตวัด หรือแต่งกายไม่สุภาพในชุดวาบหวิว ผู้ชายบางคนก็ถอดเสื้อเดิน หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่วัดก็ต้องคอยพยายามห้ามปราม หรือตักเตือนในการวางตัว เพื่อเคารพกฎของวัดให้ควรที่จะเป็นเช่นกัน ขนาดรถยนต์ของพระที่จะออกไปทำธุระ หรือปฏิบัติกิจนิมนต์ ก็นำออกไปด้วยความลำบากเนื่องจากถูกกีดขวางเส้นทางเสียหมด ออกไปไหนไม่ได้ แต่ในเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มกลับสู่สภาวะปกติแล้ว เธอก็รู้สึกดีใจ ที่วัดปทุมวนารามจะได้กลับมาเป็นวัดที่เงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง ตื่นจาก “ฝันร้าย” ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

สิ่งที่เหลือทิ้งไว้เป็นของแถมเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณวัดปทุมวนารามคงหนีไม่พ้น “ขยะ” นานาชนิดที่คลุกเคล้าไปด้วยสารพัดกลิ่นไม่ค่อยพึงประสงค์ พร้อม ๆ กับความหวาดระแวงของคนในวัด ที่ผวากับกับวัตถุระเบิด และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมทิ้ง หรือซุกซ่อนเอาไว้ทั้งที่หาเจอและหาไม่เจอ อีกจำนวนมาก แต่สถานการณ์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ คลี่คลายลงไปเกือบเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว จากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายทั้งเจ้าที่ทหารตำรวจ ประชาชนที่ช่วยกันเป็นหูตาสอดส่อง กำจัด “ปฏิกูล” จนหมดสิ้นและกลับมาร่มรื่น ดึงบรรยากาศแห่ง”พระธรรม” ให้ผู้คนกลับมา ลิ้มรสอิ่มเอมความสุขทางใจและกายที่แท้จริงอีกครั้ง โดยตัดขาดความวุ่นวายแห่งกิเลสความอยากมี อยากได้ อยากเป็นและกำจัดอารมณ์โกรธแค้น ชิงชัง แห่งความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

จากนี้ พระสงฆ์ภายในวัดปทุมวนาราม คงจะเริ่มออกไปบิณฑบาตร ทำกิจนิมนต์ โปรดชาวพุทธได้ตามปกติ หลังเว้นว่างมาระยะหนึ่ง และอาจเป็นเพราะด้วยอานุภาพของ “พระพุทธรูปพระเสริมศักดิ์สิทธิ์” คู่วัดที่ดลบันดาลให้ วัดปทุมวนาราม แคล้วคลาดจากภยันอันตราย ทั้งการสุ่มเสี่ยงต่อการวางเพลิง การสาดกระสุน อาวุธ การยิงระเบิด ที่ตูมตาม ดังสนั่นโดยรอบพื้นที่ด้านนอกมาได้โดยที่ไม่ค่อยมีร่องรอยความเสียหายเท่าไหร่นัก

แม้วันนี้ ผู้ชุมนุมที่เคยปักหลักอยู่เต็มพื้นที่ อาณาบริเวณแยกราชประสงค์ทั้งหมดซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันมานานเกือบสองเดือน จะแยกย้ายกลับถิ่นฐานกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว นับแต่วันประกาศยุติการชุมนุมของแกนนำ แต่ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ตึงเครียด ลุกลามไปถึงขั้น “เลวร้าย” ยังคงทิ้งร่องรอย “การเคยมีอยู่” ทั้งความรู้สึกฮึกเหิม เกลียดชัง หวาดกลัว น่าหดหู่ วุ่นวาย ไม่พอใจ ปลอดภัย อุ่นใจ ฯลฯ จนกระทั่งแปรสภาพเหลือไว้ซึ่ง “สิ่งที่ถูกทิ้งไว้” ให้เป็นมลทินคำถามที่ “วัดปทุมวนารามฯ” ต้องตามชี้แจง “คำตอบ” เพื่อให้ “สังคม” กระจ่าง และเข้าใจถึงเหตุผลในการช่วยเหลือ “ผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็น” ที่มิอาจสามารถเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมโลก ร่วมสังคม ร่วมชาติแห่งนี้ได้เลย

ที่มา มติชน

Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

Tweets that mention วัดปทุมฯ เขต “อภัยทาน” ในภาวะ “จำยอม” | พัทยาเดลินิวส์ - ข่าวพัทยา คลิกทุกวัน ทันทุกข่