พัทยาเดลีนิวส์

10 กันยายน 2551 :: 17:09:49 pm 13026

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

มีผู้คนจำนวนไม่มากนัก ที่จะรู้ว่า วันที่ 10 กันยายน ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็น วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2546
สนใจโฆษณา

ในปีหนึ่ง ๆ ประเทศไทยจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณปีละกว่า 5 พันคน นั่นก็คือ วันละประมาณ 13 คน หรือ ประมาณ 2 ชั่วโมง จะมีคนฆ่าตัวตาย 1 คน ดูภาพรวมแล้ว เป็นเงามืดที่อันตรายต่อมวลมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี จะมีข่าวการรายงานการฆ่าตัวตายทางหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ทุกวัน และนับวันการฆ่าตัวตายในประเทศไทยเริ่มมีวิธีแปลกๆ เพิ่มขึ้น เช่น การใช้เตาถ่านรมควัน การใช้ก๊าซพิษจากรถยนต์ การใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะ หรือการนัดกันเพื่อไปฆ่าตัวตายหมู่พร้อมกัน ตลอดจนการฆ่าผู้อื่นและฆ่าตัวตายตาม และผู้คนรอบข้างผู้ตายจะถูกกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจไปด้วย คนเหล่านี้จะรู้สึกช็อคเมื่อทราบข่าว บางคนก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงที่คนที่รู้จักจะฆ่าตัวตายได้ บ้างก็โทษตัวเองคิดว่าตนเองคงมีส่วนผิดในเหตุการณ์เกิดขึ้น บางคนโกรธทั้งตัวและโกรธผู้ที่ฆ่าตัวตาย พยายามหาคำตอบว่าทำไมถึงฆ่าตัวตาย บ้างก็จมอยู่กับความเศร้าโศก บ้างก็ฆ่าตัวตายตาม 

            โดยสถิติการฆ่าตัวตายของประเทศไทย จากของเดิม ปี 2545 – 2546 อยู่ที่ 7.7 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเป็นข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผน กระทรวงสาธารณสุข แต่ตัวเลขปัจจุบันโดยกรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายใน ประเทศไทย ได้สรุปต่อเลขล่าสุด อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอยู่ที่ 6.9 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีอัตราการฆ่าตัวตาย 24.1 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศศรีลังกา 21.6 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสหรัฐอเมริกา 10.5 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสวีเดน 13.5 คนต่อประชากรแสนคน 

            สำหรับทั่วทั้งโลก องค์การอนามัยโลกคาดว่าในปีหนึ่ง จะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาที และการฆ่าตัวตายยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อแม่พี่น้องสามีภรรยาและเพื่อน ๆ ของผู้ตายอีกประมาณ 5 – 10 ล้านคน ตลอดจนมีผลมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นอกจากนี้ การฆ่าตัวตายยังติด 10 อันดับแรกของสาเหตุการตายของประชากรโลก และติดอันดับที่ 3 ของสาเหตุการตายสำหรับประชากรวัย 15 – 35 ปี โดยผู้ชายฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า (ยกเว้นในประเทศจีน) ซึ่งผู้ทำร้ายตนเองมีจำนวนมากกว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10 – 20 เท่า และจากการศึกษาพบว่าผู้ทำร้ายตนเองจะมีโอกาสทำซ้ำและประสบความสำเร็จได้ โดยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำเร็จในระยะหนึ่งปีหลังการทำร้ายตนเองครั้ง แรกเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และร้อยละ 10 ของผู้ทำร้ายตนเอง จะจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา 

            ในการป้องกัน ปัญหาผู้ที่ทำร้ายตนเองที่ไม่เสียชีวิต หรือพยายามฆ่าตัวตาย ถ้าไม่สามารถให้การช่วยเหลือหรือนำเขาเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรักษาทาง จิตเวช จะก่อให้เกิดความสูญเสียมหาศาลตามมาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในส่วนกรมสุขภาพจิตได้มีความพยายามที่จะศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องในเชิงลึก ถึงสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ คือโรคทางจิตเวช โดยเฉพาะปัญหาโรคซึมเศร้า 

            โรคซึมเศร้าถือเป็นภาวะโรค ซึ่งปัจจุบันเป็นปัญหาในดูแลรักษาในอันดับที่ 5 – 6 ของโลก ซึ่งในอนาคตอาจขยับขึ้นเป็นปัญหาอันดับ 2 เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ต่างจากเบาหวาน หรือ หัวใจ อย่าคิดว่าจะสามารถหายได้เอง โรคนี้เป็นมหันตภัยเงียบ นอกจากจะส่งผลเสียกับตัวเองยังส่งผลกระทบกับบุคคลรอบข้าง เมื่อโกรธมักใช้อารมณ์รุนแรง หากโกรธตัวเองมากก็จะฆ่าตัวเองตาย แต่ถ้าโกรธผู้อื่นด้วยก็จะทำร้าย ฆ่าผู้อื่นแล้วฆ่าตัวตายตาม หรือ เป็นห่วงคนในครอบครัว จึงฆ่าคนในครอบครัวก่อนแล้วฆ่าตัวตายตามเป็นต้น 

            เมื่อ รู้อย่างนี้แล้ว หันมาใส่ใจตัวเองกับคนรอบข้างกันเถอะ ปัญหาที่ว่าเล็กของคุณ อาจเกินจะรับไหวสำหรับใครบางคน ในทางกลับกัน ปัญหาที่คุณว่าใหญ่ มองดี ๆ อาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com