พัทยาเดลีนิวส์

02 กันยายน 2556 :: 09:09:35 am 115566

‘วีซ่าหาย’ข้อเท็จจริงที่ซุกใต้พรม

จากกรณีปัญหาแผ่นสติกเกอร์วีซ่าหายจนกลายเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วไป และยิ่งตามยิ่งพบรูรั่วรูใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่กัวลาลัมเปอร์ หรือล่าสุดที่ถุงเมล์ของสถานทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้หายไป ทำให้กระทรวงการต่างประเทศต้องมาวิเคราะห์กันใหม่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุอะไร หรือมีรอยรั่วที่จุดไหน
สนใจโฆษณา

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศวิเคราะห์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากแนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีกระแสการค้าการลงทุนทั่วโลก หลั่งไหลเข้ามายังประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ประเทศไทยมีนโยบายรัฐบาล เปิดประเทศรับการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างชาติจากทั่วทุกภูมิภาค บนพื้นฐานแนวคิดที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน โดยในแต่ละปีจะมีกลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และแรงงานต่างชาตินับสิบล้านคน เดินทางเข้าออกประเทศไทย หรือใช้ไทยเป็นจุดเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ที่ได้สร้างเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ

และแน่นอนว่า กลุ่มที่เสี่ยงต่อความมั่นคงนี้ ก็หวังจะเข้ามายังประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะคนจากบางประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

ขณะเดียวกัน ในบางประเทศที่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศไทย ซึ่งกรณีที่มีนักธุรกิจ นักลงทุนชาวต่างชาติบางคนของประเทศนั้น ที่มาในรูปแบบต่างๆ เช่น นักเล่นหุ้นที่เป็นบริษัทของไทย นักกีฬาฟุตบอลที่จ้างมาค้าแข้งในไทย หรืออาจารย์สอนภาษา ที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทย แล้วต้องการขอวีซ่าอย่างเร่งด่วน ทำให้ต้องใช้วิธีการพิเศษ เพื่อวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งวีซ่าจากทางสถานเอกอัครราชทูตไทย หวังเพื่อใช้ให้สามารถผ่านการตรวจดวงตราจาก สตม.เข้าไปยังประเทศไทยได้สำเร็จ

นี่ได้กลายเป็นเหตุผลหนึ่งของการลักลอบนำแผ่นสติกเกอร์วีซ่าไทยไปใช้ในทางผิดกฎหมาย

หลังจากเกิดเหตุกระทรวงการต่างประเทศเริ่มตื่น วิ่งโร่ตามแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้า แต่ละกรณีๆ ไป อย่างที่เกิดขึ้นกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่มีการโจรกรรมแผ่นสติกเกอร์วีซ่าไปจากสถานทูตจำนวน 300 ใบ โดยมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการยกเลิกรหัสที่ระบุในแผ่นสติกเกอร์ดังกล่าว และแจ้ง สตม.ทุกแห่งให้ทราบ

และทันทีที่ทราบเรื่อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มอบหมายให้นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสืบสวนสอบสวนในทางลับ ป้องกันไม่ให้ผู้ร่วมกระทำผิดที่เกี่ยวข้องไหวตัวทัน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ใช้เวลากว่า 2 เดือน พบว่า การขโมยแผ่นสติกเกอร์วีซ่าในกรณีนี้ เป็นการกระผิดโดยลูกจ้างท้องถิ่นของสถานทูตที่ทำกันอย่างเป็นขบวนการ โดยใช้ช่องทางการทำงานที่หละหลวมของเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ ว่าด้วยขั้นตอนการพิจารณาออกวีซ่า เช่น การเก็บแผ่นปะไว้ในตู้นิรภัย การเบิกจ่ายตามระเบียบ เป็นต้น โดยเกิดขึ้นระหว่างเดือนกันยายน 2555-กรกฎาคม 2556

จากการตรวจสอบพบว่า มีบุคคลเข้าไปดัดแปลงแก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราของคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธผิดสังเกต และได้ส่งแผ่นปะสติกเกอร์วีซ่า ไปติดลงในหนังสือเดินทาง พร้อมปลอมลายเซ็นและใช้ตราครุฑประทับปลอมของประเทศไทย

ส่วนกรณีที่ สตม.จับกุม ชาวกานา และบุรุนดี ได้ลักลอบใช้แผ่นสติกเกอร์วีซ่าของสถานกงสุลใหญ่ไทย ที่เมืองสะหวันนะเขต เดินทางเข้าประเทศไทยนั้น เนื่องจาก สตม.พบพิรุธที่เกิดขึ้นบนแผ่นสติกเกอร์วีซ่า เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปพบความผิดปกติในปี 2551 พบว่า มีแผ่นปะดังกล่าวสูญหายไป 500 ใบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง และอยู่ในกระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครสะหวันนะเขต เป็นฝีมือของลูกจ้างท้องถิ่น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการจุดออกวีซ่าไทยทั่วโลก คือ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์ ตรวจสอบการเบิกใช้วีซ่าย้อนหลัง และทางกระทรวงการต่างประเทศได้ย้ำให้สถานทูต และกงสุลไทย ทุกแห่ง ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายอีก อย่างไรก็ตาม เป็นการยืนยันในมาตรฐานแผ่นสติกเกอร์วีซ่าไทยที่มีคุณภาพสูงปลอมแปลงได้ยาก ทำให้ต้องใช้วิธีขโมยออกมาแทน

ส่วนกระบวนการแก้ปัญหานั้น กระทรวงการต่างประเทศศมีแผนจะปรับนำระบบการตรวจลงตราแบบสากลมาใช้ ในรูปแบบของ “อี-วีซ่า” นำมาดำเนินการในปีหน้า แต่กลับเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก่อน ทำให้ต้องเร่งพิจารณารูปแบบ อี-วีซ่า มาใช้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหา โดยระหว่างนี้อยู่ในช่วงการออกแบบทีโออาร์ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปดูงานที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับของไทย ทั้งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 และได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นผู้ออกแบบร่างทีโออาร์ จากนั้นจะเป็นขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง โดยตั้งเป้าไว้จะเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2557

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ออกมายอมรับว่า แผ่นสติกเกอร์วีซ่าเคยสูญหายมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าว แต่ด้วยมีการปิดบังระดับเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่สถานทูตในต่างประเทศ โดยไม่ได้มีการแจ้งเรื่อง หรือเหตุการณ์พิรุธนี้ มายังกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เรื่องราวเงียบหายไป

จับตากันต่อไปว่า เรื่องนี้จะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง วูบวาบชั่วคราวเฉพาะช่วงที่ข่าวยังโหมกระพือ หรือว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบที่แข็งแรงและยั่งยืน

ที่มา : คมชัดลึก

Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com