พัทยาเดลีนิวส์

25 ธันวาคม 2552 :: 11:12:11 am 902

ศรัทธา ของประชาชน คือ ความสับสน วุ่นวาย

สุภาษิต สำนวน คำพังเพยของไทย สามารถเอามาเปรียบเทียบ เปรียบเปรย ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะถ้าเอาสุภาษิต สำนวน มาเปรียบกับการเมืองไทย และนักการเมืองไทยด้วยแล้ว มันช่างเปรียบเปรยได้อย่างลงตัวเสียจริงๆ มีสุภาษิต สำนวนไทยอะไรบ้าง ที่สามารถ ยกเอามาเปรียบเทียบ เปรียบเปรย กับการเมืองไทย และนักการเมืองไทยได้อย่างเข้าลงตัว
สนใจโฆษณา

สำนวนที่เปรียบเปรยกับการเมืองไทย

กินนอกกินใน ความหมาย เอากำไรในการซื้อขาย หรือการทำงานอื่นๆ ทั้งในราคาและนอกราคา ที่เกินกำหนด
กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ความหมาย รู้ดีอยู่แล้วทำอะไรไม่ดี แต่เสแสร้งทำไม่รู้
กินตามน้ำ ความหมาย รับของสมนาคุณ แบบผิดศีลธรรมจากคนที่เขาเอามาให้โดยไม่ได้เรียกร้อง แต่ก็ไม่ปฏิเสธทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิด
เกลือเป็นหนอน ความหมาย เพื่อนร่วมงาน คนในบ้าน หรือคนในพรรคการ

สำนวนที่เปรียบเปรยกับนักการเมืองไทย

มือถือสากปากถือศีล ความหมาย แสดงตัวว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมแต่กลับประพฤติชั่ว
หวานนอกขมใน ความหมาย พูด ทำ หรือแสดงให้เห็นว่าดีแต่ในใจกลับตรงกันข้าม
ปากว่าตาขยิบ ความหมาย พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งปากกับใจไม่ตรงกัน
ปากหวานก้นเปรี้ยว ความหมาย พูดจาอ่อนหวานแต่ไม่จริงใจ
คดในข้องอในกระดูก ความหมาย มีสันดานคดโกง
คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ความหมาย คนรักมีน้อยคนชังมีมาก

ทั้ง หมดนี้ถือเป็นสุภาษิต สำนวน ที่สามารถเอามาเปรียบเทียบเปรียบเปรย กับการเมืองไทยและนักการเมืองไทยได้อย่างเข้ากั๊น เข้ากัน จนทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นเลยว่า การเมืองไทย และนักการเมืองไทยบ้านเรา เป็นอย่างไรกัน

เป็นอันว่ารัฐบาล เดินหน้ากดปุ่มเปิดตัวโครงการไทยเข้มแข็งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าโครงการนี้ ไม่เพียงจะถูกจับตามองในฐานะ ที่เป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว แต่ยังถูกจับตามองด้วยว่า การเมืองจะมีการเข้ามาฉกฉวยเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ จากโครงการนี้ด้วยหรือไม่

เพราะ ทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ยังคงเป็นฝันร้าย ที่ตามหลอกหลอนอยู่ซึ่งเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้ย้ำว่า หลังจากมีเงินลงทุนล็อตแรก 200,000 ล้านบาทส่งให้โครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง ผ่านไปยังโครงการต่างๆ เศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้น และผลของความคืบหน้าโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งนายกรัฐมนตรีกำชับว่า จะเป็นส่วนวัดผลงานของรัฐมนตรี แต่ละกระทรวงด้วย อีกทางหนึ่ง

ไม่ ว่า จะเป็นคลิปตัดต่อ หรือของจริง เจ้าของเสียง ก็เหมือนยืนอยู่ ระหว่างเหวกับเหว ถึงวันนี้ เก้าอี้นายกรัฐมนตรีก็อยู่ได้ ตั้งอยู่บนความกรุณาปรานี ของคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ จะเป็นใครบ้างนั้น ไม่ใช่สลักสำคัญอะไร เพียงแค่เขาเหล่านั้น ออกมายืนยันว่า ข้อความในนั้นเป็นของจริง เพียงเขาเหล่านั้นพูดคล้องต้องกัน เท็จก็จะเป็นจริงเท่าๆ กับที่ จริงก็จะกลายเป็นเท็จ เพราะนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ยอมรับว่า เสียงนั้นเป็นเสียงจริง และเนื้อหาที่กล่าวถึงนั้น ก็ยืนยันว่า พูดอยู่กับคนหลายคน

ดัง นั้น พยานบุคคลจึงมีความสำคัญที่สุด นายกรัฐมนตรีมิได้นำเทปของจริงในเรื่องที่พูดออกมายืนยัน นั่นแสดงว่านายกรัฐมนตรีไม่รู้ว่า มีการอัดเทปหรือลอบอัดเทปในระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน หรือในระหว่างที่กำลังวางแผนจะแก้ไขเหตุการณ์ การปฏิบัติตามที่คลิปได้เกิดขึ้นทันที ในวันรุ่งขึ้นและต่อเนื่อง ไปจนจบสิ้นกระบวนการ ปัญหาอยู่ที่ว่าบางข้อความในนั้นเป็นอาชญากรรม

การ ยอมรับจึงเป็นไปไม่ได้ทั้งในฝ่าย ผู้วางแผน และผู้รับแผนไปปฏิบัติ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขากำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน และบางท่านยอมเจ็บเล็บ เพื่อจะตัดเนื้อของใครบางคน ใครบางคนที่เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนจะกลาย เป็นอันตรายต่อกลุ่ม และคณะ

ถึงวันนี้ คลิปดังกล่าว จะเท็จจะจริงไม่ใช่อยู่ในเนื้อเทป แต่อยู่ที่พยานยืนยัน
ถึงวันนี้ อยู่หรือไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับพยานยืนยัน จะปรากฏตัวออกมาหรือไม่
ถึงวันนี้ นายกรัฐมนตรี ก็กลายเป็นลูกไก่ในกำมือของคนๆ หนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่งหากบีบก็ตายหากคลายก็รอดไม่มีใครรู้ว่าเขาเหล่านั้น เป็นใครแต่เขาเหล่านั้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีในวันเวลาดังกล่าว
และวันนี้ เขาอยู่เหนือความเป็นนายกรัฐมนตรีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพายเรือให้โจรนั่งหรือนั่งเรือให้โจรพาย อันตรายก็พอกันนั่งเรือที่โจรพาย แต่อยากจะกลับใจเป็นพระดีนั้น ไม่ง่ายอันตรายยิ่งมากกว่า

ไทย แดง กับไทยเหลือง ก็มีแล้วไม่นับตัวประกอบอย่างไทยเขียวขี้ม้า กับไทยสีน้ำเงิน ที่เป็นส่วนเกิน และส่วนแห่งความแตกแยก อีกชิ้นหนึ่ง และที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังมีตำรวจที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย ไม่มีใครพยากรณ์ได้ ฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ แต่ละฝ่ายต่างก้าวล่วงเข้าไปในวิถีโคจร ของดวงดาว ดึงพลังอำนาจ จากฟากฟ้า เข้ามาล้มล้างกันประชาชนคนทั่วไป รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้หรือไม่

ความสับสน วุ่นวายที่ไร้เหตุผล ศรัทธาของประชาชนโดนลบหลู่ ประชาชนแตกออก อีกเป็น 2 ฝ่าย สีเหลืองสนับสนุนคนหนึ่ง สีแดงสนับสนุนส่วนหนึ่ง 2 แสน 6 หมื่นนายของตำรวจก็แตกแยก ออกจากกันไม่มีตัวเลข ยืนยันว่าแต่ละฝ่าย มีผู้สนับสนุนฝ่ายละเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าแตกแยกกันลงไปแล้ว ไม่มีแล้วประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อ

ประวัติ ศาสตร์ซ้ำรอย ป่วยการที่จะถามว่าใครถูกใครผิด ที่จะต้องหาคำตอบให้ได้ ก็คืออะไรคือความเป็นประชาธิปไตย อะไรคือความเป็นเผด็จการ ถ้าเราประกาศว่าเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย คณะบุคคลก็ต้องยิ่งใหญ่กว่าบุคคล ไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะเป็นใครยิ่งใหญ่คับฟ้าคับดินแค่ไหน

ผู้ ยิ่งใหญ่บอกว่าต้องการ และปรารถนาความสมานฉันท์ สามัคคี แต่วันนี้ เขาประสาทความแตกแยกไปทั่ว แม้แต่ใต้ตัวเอง และคนข้างกาย ผู้ยิ่งใหญ่ต้องส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า ป่วยอยู่หรือเปล่า เพราะอำนาจนั้น..ทำให้คนป่วยได้..คนทั่วไปเรียกอาการป่วยชนิดนี้ว่า..“บ้า อำนาจ”

Reporter : โสรยา   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com