พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
15 กรกฎาคม 2549 :: 16:07:27 pm 5059

ศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล (สัตหีบ)

การอนุรักษ์ พันธ์เต่าทะเล ของกองทัพเรือ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ในอดีตการดำเนินงานด้านอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลของกองทัพเรือมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493

และได้ดำเนินงานเฉพาะเรื่องการเพาะไข่เต่ารวมถึงการอนุบาลลูกเต่าทะเลเพื่อ ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่บริเวณ เกาะคราม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีวันที่ 17 ตุลาคม 2544 กองทัพเรือได้ยกเลิกคณะอนุกรรมการอนุรักษ์ต่างๆ นำงานด้านการอนุรักษ์ทั้งหมดที่กองทัพเรือเกี่ยวข้องไว้เป็นสายงานปรกติของ โดยมีกรมกิจการพลเรือน ตั้งเป็นหน่วยงานอำนวยการในด้านการอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลนี้โดยตรงมี หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นผู้ดำเนิน การปฏิบัติตามแผนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทางทะเลภายใต้นโยบายการรักษาความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ที่กำหนดให้กองทัพเรือเป็นหน่วยปฎิบัติโดยได้จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่า ทะเล ตั้งอยู่ในหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน อำเภอสัตหีบ 

วัตถุประสงค์ ของศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล กองทัพเรือ
– ให้ เป็นแหล่งอนุบาลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถดำเนินการปล่อยเต่าทะเล ที่ได้ทำการอนุบาลให้กลับคืนสู่ท้องทะเล รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาวิจัยข้อมูลในการอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลที่ดีต่อไป
– ให้ เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจและกระตุ้นให้มีการส่งเสริมการอนุรักษ์ พันธ์เต่าทะเลซึ่งจะเป็นผลในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีผลต่อเนื่อง กันในด้านต่าง ๆ ตามมาขอบเขตความรับผิดชอบที่สำคัญ
               เป็นศูนย์คุ้มครองแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล เป็นแหล่งอนุบาลเต่าทะเลและให้ความรู้ในเรื่องเต่าทะเล

ความรู้ เรื่องเต่าทะเล
               เต่าทะเลเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุค Mesozoic มีอายุราว 130 – 200 ล้านปีแต่ในปัจจุบันจะพบเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น มีทั้งหมด 7 ชนิดคือ เต่าตนุ, เต่าตนุหลังแบน, เต่ากระ, เต่าหญ้า, เต่าหญ้าแอตแลนติก, เต่าหัวฆ้อน และสุดท้ายคือ เต่ามะเฟือง 

 

ชนิดของเต่าทะเล ที่พบได้ในประเทศไทย
เต่า มะเฟือง เป็นเต่าขนาดใหญกินสัตว์ทะเลจำพวกแมงกระพรุน เมื่อโตเต็มวัยจะมีความยาวกระดองถึง 120 – 300 ซม. บางตัวจะมีน้ำหนักตัวถึง 900 กิโลกรัม

เต่าตนุ กระดองมีลักษณะเป็นลวดลายสีน้ำตาลปนเหลือง กินหญ้าทะเลเป็นอาหารเมื่อตัวโตเต็มวัยจะมีความยาวกระดอง 70 – 120 ซม. และมีน้ำหนักตัว 150 กิโลกรัมเต่า กระ กระดองจะเป็นเกล็ดหนาซ้อนกันสีสันสวยงาม จงอยปากแหลมคม กินสัตว์ทะเลตามแนวปะการังเป็นอาหาร เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวกระดอง 80 – 100 ซม. น้ำหนักตัว 60 – 80 กิโลกรัม 

เต่าหญ้า ลำตัวสีเทา กินสัตว์พวกกุ้งหอย เป็นอาหารเมื่อโตเต็มวัยจะมีความยาวกระดองประมาณ 60 – 80 ซม. และน้ำหนักตัวจะอยู่ที่ประมาณ 45 – 60 กิโลกรัม 

   

การดำรง ชีวิต
               เต่าทะเล 1 ตัววางไข่ได้มากกว่า 1 ครั้งต่อปี เต่าตนุ และเต่ามะเฟืองวางไข่ 5 – 8 ครั้งต่อปี เต่าแต่ละตัวไม่ได้ขึ้นวางไข่ติดต่อทุกปีอาจเว้น 2 – 3 ปีต่อครั้ง ลูกเต่าทะเลเมื่อแรกเกิดจะมีความทรงจำต่อแหล่งกำเนิดเมื่อโตขึ้นจะกลับมาวาง ไข่ที่แหล่งเกิด ไข่เต่าที่ถูกเพาะที่อุณหภูมิสูงลูกเต่าจะเกิดเป็นเพศเมียไข่เต่าที่ถูกเพาะ ที่อุณหภูมิต่ำลูกเต่ามักจะเกิดเป็นเพศผู้ การวางไข่เต่าทะเลจะวางไข่ในครั้งละประมาณ 70 – 150 ฟองต่อครั้ง ไข่เต่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นไข่เต่าที่ 1,000 ฟองจะเกิดและมีชีวิตรอดและสามารถเติบโตจนกลับมาวางไข่ได้เพียง 1 ตัวเท่านั้นที่เหลือมักตายเป็นอาหารของคนและสัตว์ 

แหล่งวางไข่เต่าทะเล
               อ่าวไทยพบเฉพาะเต่าตนุ และเต่ากระ ที่เกาะคราม เกาะอีร้า เกาะจาน โดยวางไข่ตลอดปีชุกชุมระหว่างเดือน มิถุนายน – สิงหาคม, ฝั่งอันดามันพบเต่าหญ้า และเต่ามะเฟืองตามแนวชายฝั่ง จ.พังงา และภูเก็ต วางไข่ในเดือน ตุลาคม – มีนาคม หมู่เกาะพบมากที่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน และที่เกาะตะรุเตา โดยพบเต่าทั้ง 4 ชนิดจะขึ้นมาวางไข่ที่เกาะพบได้ตลอดทั้งปีสาเหตุที่เต่าทะเลลด จำนวนลง
               หลายสาเหตุเช่นบริโภคไข่เต่าและเนื้อเต่า การบุกรุก การเสียสภาพของแหล่งวางไข่ การติดเครื่องมือการทำประมงเช่นอวนลาก อวนลอยโดยสภาพของสิ่งแวดล้อมในทะเลกำลังเปลี่ยนแปลง แนวทางการช่วยกันอนุรักษ์ ไม่บริโภคและสนับสนุนการทำลายเช่นการซื้อหรือกิน เนื้อเต่าทะเล และทิ้งขยะมูลฝอยต่างๆลงในทะเล ที่สำคัญคือ ปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ สภาพแวดล้อมเพื่อชีวิตของเต่าทะเลต่อไป 

   

 เหตุการณ์ จริงที่เกิดขึ้น
               จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2547 จังหวัดพังงา นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ นักวิชาการประมงสถาบันวิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง รับแจ้งจากชาวประมงว่าพบซากเต่าขนาดใหญ่ลอยตายอยู่กลางทะเลจึงได้ขอให้เรือ ประมงช่วยชักลากนำซากของเต่ามาตรวจสอบถึงสาเหตุการเสียชีวิต และพบว่าเป็นเต่าตนุขนาดใหญ่โดยความยาวจากหัวถึงหาง 145 ซ.ม และกว้าง 95 ซ.ม หนัก 125 กิโลกรัม เป็นเพศเมียพร้อมที่จะวางไข่ อายุประมาณ 30 – 50 ปีเป็นเต่าขนาดใหญ่พบในพื้นที่อ่าวพังงา การเสียชีวิตสันนิฐานว่าเกิดจากถูกใบพัดเรือฟันเข้าที่กระดองเป็นแผลฉกรรจ์ ถึง 3 – 4 แผลใบพัดทะลุกระดองเข้าถึงอวัยวะภายในทำให้ตายทันที น่าเสียดายว่าหากเต่าตัวนี้หากไม่มาตายเสียก่อนสามารถให้ลูกเต่าได้ประมาณ 10,000 – 30,000 ตัวเลยทีเดียวโดยเต่าอาจถูกใบพัดของเรือประมงหรือเรือท่องเที่ยวทำร้ายเอา โดยไม่ได้ตั้งใจนี่คือตัวอย่างจริงในปัจจุบัน ที่ทำให้สัตว์ชนิดนี้เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ 

 เรื่องราวน่ายินดี
               ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอ่าว สอ.รฝ. หรือหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งอันได้แก่การพบ แม่เต่าตนุอายุประมาณ 12 ปีขึ้นมาวางไข่ที่บริเวณหาด สอ.รฝ. ครั้งแรกเมื่อคืนวันที่ 12 มิถุนายน 2547 ตรงกับวันวิสาขะบูชา จำนวน 30 ฟองและแม่เต่าย้อนกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ใน คืนวันที่ 12 มิถุนายน 2547 จำนวน 80 ฟองและเวลาประมาณ 02.12 น.วันที่ 25 มิถุนายน 2547 แม่เต่าตัวเดิมพาร่างอันต้วมเตี้ยคลานกระดืบมาวางไข่ อีกเป็นครั้งที่ 3 ครั้งนี้จำนวน 91 ฟอง ยังความปิติยินดีให้กับหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลแห่งนี้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่าน 

   

    

เหตุการณ์ นี้ส่งสัญญาณได้หลายประการ
               นับตั้งแต่ศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลแห่งนี้ได้ก่อตั้ง และปล่อยลูกเต่าจำนวนมากกลับคืนสู่ท้องทะเลตั้งแต่มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งจากข้อมูลของนักวิชาการ และการสืบสานความเชื่อต่อกันมาว่า เต่านั้นเมื่อเกิดขึ้นจากที่ใดเขาก็จะย้อนกลับมาวางไข่ที่เดิมที่เขาเกิด ขึ้นมา ซึ่งทางกองทัพเรือได้พิสูจน์แล้วว่า “อ่าวสัตหีบ” ที่หน่วยงานของกองทัพเรือ ดูแลรับผิดชอบอยู่เป็นอ่าวที่สมบูรณ์ปราศจากมลพิษ และมีการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีทำให้แม่เต่าทะเลสามารถขึ้นมาวางไข่ ได้อย่างสบายอารมณ์ และแม่เต่าไม่เกิดความเครียดใดๆในการวางไข่ถึง 3 รอบตามปรกติของเต่าทะเล  

 แม่เต่าตัวนี้ หนัก 105 กิโลกรัมยาว 1 เมตร 10 ซม.กว้าง 80 ซม.อายุ 12 ปีวางไข่ทั้งสิ้น 201 ฟองเต่าทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีอายุยืนยาวมาก ลำตัวมีโครงสร้างที่แข็งแรงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันภัยยากที่สัตว์ทั่วไป จำทำร้ายได้ หรือจ้องทำร้ายก็มีแต่มนุษย์นี่แหละเป็นศัตรูที่ร้ายกาจและมาเป็นอันดับที่ หนึ่งอันได้แก่การจับมาเป็นอาหารบ้าง ทำอวนล้อม, อวนลาก, อวนปู บางคนนิยมนำกระดองมาทำเป็นเครื่องประดับหรือด้วยวัตถุประสงค์อื่น ๆ มากมายของมนุษย์ หากไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปช่วยเหลือ ปกป้องอีกไม่ช้านานจะต้องสูญพันธ์แน่นอนช่วงเวลาของเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคมของทุกปีจะเป็นช่วงฤดูกาลของการวางไข่ของเต่าทะเล เพราะเป็นช่วงที่มีฝนตกทำให้ผืนทรายแน่นและไม่ร้อนจัดเหมาะกับการวางไข่

   

  ภารกิจ อีกประการ
               ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งนอกจากตั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์ พันธ์เต่าแล้วยังต้องมีภารกิจการรักษาความปลอดภัยเกาะคราม, เกาะอีร้า, และเกาะจาน เฝ้าตรวจและคอยเฝ้ารักษาทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ รวมทั้งสัตว์ทะเล รวมถึงการดูแลบนเกาะและบริเวณโดยรอบอีกด้วย เพาะไข่เต่าในตู้ กระจก
               หนึ่งเดียวในโลกกองทัพเรือเพาะฟักไข่เต่าในตู้กระจกสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ตู้กระจกขนาดสูง 36 ซ.ม. กว้าง 40 ซ.ม. และยาว 75 ซ.ม. บรรจุไข่เต่าจำนวน 51 ฟองแล้วใช้ทรายจากชายหาดกลบไว้อีกด้านหนึ่งให้เห็นไข่เต่าที่วางเรียงทับกัน ไข่เต่าเริ่มปริแตกออกมาให้เห็นตัวเต่าเพียงตัวเดียวลูกเต่าก็เริ่มขยับตัว เป็นที่น่าประหลาดใจว่าหลังจากที่ลูกเต่าเพียงหนึ่งตัวเกิดและขยับตัวก็จะ ส่งสัญญาณให้ตัวอื่นที่เหลืออยู่ในไข่ในตู้กระจกขยับตัวพร้อมกันหมด ซึ่งแนวคิดในการเพาะไข่เต่าในตู้กระจกนี้เกิดจากการที่ต้องการให้เห็นและ ศึกษาวงจรชีวิตของลูกเต่าก่อนจะเกิดมาเป็นตัว เพราะส่วนใหญ่การให้ความรู้แก่ผู้เยี่ยมชมและในห้องอาคารบรรยายจะเป็นแบบการ บรรยายโดยอาศัยภาพนิ่ง ถ้าได้มีการได้ศึกษาจากของจริงหรือภาพเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนจะเป็นประโยชน์ อย่างสูงเลยทีเดียว ทั้งการที่ลูกเต่าทะเลทั้ง 51 ตัวจากตู้กระจกมีความแข็งแรงไม่แพ้การฟักตามธรรมชาติ อัตราการรอดสูงโดยอาจเป็นแนวทางใหม่ในอนาคตก็เป็นได้ และวิธีการเช่นนี้ไม่เคยมีประเทศใดเคยกระทำมาก่อนอีกด้วย 

ศูนย์ อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล เปิดให้นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น. 

โดยท่านสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทร 038-431477 

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ท่องเที่ยว

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

ด.ช. ทรีตอน