พัทยาเดลีนิวส์

14 พฤศจิกายน 2553 :: 14:11:42 pm 43436

สธ.เตือนท่องป่าระวัง! โรคอันตราย ถึงตาย

สาธารณสุข แนะผู้นิยมเครื่องกันหนาวมือสอง ราคาถูก ให้ระวังกลาก เกลื้อน เป็นของแถม ก่อนใช้ต้องซักและต้มในน้ำเดือด 15-30 นาที พร้อมย้ำเตือนนักท่องป่าหน้าหนาวที่นิยมนอนเต้นท์หรือจัดแคมป์ไฟ ระวังโรคสครับไทฟัสจากตัวไรอ่อนกัดในร่มผ้า และโรคไข้ป่าจากยุงก้นปล่อง อันตรายถึงตาย ขณะนี้ทั้ง 2 โรคพบได้ตลอดปี เสียชีวิตแล้ว 41 ราย แนะหากป่วยหลังเที่ยวป่า 10-14 วัน ควรพบแพทย์
สนใจโฆษณา

สาธารณสุข-วันนี้ (14 พ.ย. 53) ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ขอให้ประชาชนสวมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ ผู้ที่นิยมเครื่องกันหนาวมือสอง เช่นเสื้อผ้า อาจจะมีความเสี่ยงติดเชื้อที่มากับเสื้อผ้ามือสอง ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลาก เกลื้อน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ก่อนนำมาใช้ ต้องซักและต้มในน้ำเดือดนาน 15-30 นาที เพราะการซักธรรมดาอย่างเดียวหรือตากแดดจัดๆ เป็นเวลานาน ไม่สามารถฆ่าเชื้อเหล่านี้ได้หมด

   

ดร.พรรณสิริ กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงหน้าหนาว ซึ่งอากาศเย็น ฟ้าโปร่ง มักจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นิยมไปเที่ยวป่า เดินป่า กางเต็นท์นอนตามป่า หรือนอนดูดาวในหน้าหนาว โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาในภาคเหนือ ขอให้ระมัดระวังตนเอง เนื่องจากในป่าจะมีตัวไรอ่อน เป็นพาหะนำโรคสครับไทฟัส และมีโรคไข้จับสั่นหรือไข้มาลาเรีย ซึ่งเกิดจากยุงก้นปล่องกัด ยุงชนิดนี้อยู่ในป่า ออกหากินเวลากลางคืนอยู่แล้ว ทั้ง 2 โรคนี้มีอันตรายทำให้เสียชีวิต ไม่มียากินป้องกัน และไม่มีวัคซีนป้องกันโรค

   

ในการป้องกันไม่ให้ไรอ่อนกัด ผู้ที่จะไปเดินป่า กางเต๊นท์นอนในป่า ควรใส่รองเท้า ถุงเท้า ที่หุ้มปลายขากางเกงไว้ ใส่เสื้อแขนยาวปิดคอ และเหน็บปลายเสื้อเข้าในกางเกง ใช้ยาทากันแมลงกัด ส่วนการเลือกที่ตั้งค่ายพักในป่า ควรทำบริเวณค่ายพักให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ หรือหญ้าขึ้นรก เมื่อกลับมาถึงที่พัก ต้องรีบนำเสื้อผ้าไปต้ม หรือแช่ผงซักฟอกทันที เพื่อทำลายไรอ่อนที่อาจติดมากับเสื้อผ้าได้ ผู้ที่จะนอนแคมป์ตามป่าเขา ควรเตรียมมุ้งหรือเต้นท์ชนิดที่มีตาข่ายกันยุงได้ และทายากันยุง หรือยาทาไล่ยุงป้องกันยุงกัด ในการทายากันยุงต้องใช้ทาบริเวณที่มีโอกาสจะถูกยุงกัด ได้แก่ แขน ขา ใบหู หลังคอ และส่วนที่อยู่นอกเสื้อผ้า

 

ทั้งนี้ โรคสครัปไทฟัส เกิดจากตัวไรอ่อน(Chigger) กัด ซึ่งในตัวไรอ่อนจะมีเชื้อริกเกทเซีย (Rickettsia orientalis) เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของไรหลายชนิด เมื่อไรแก่ จะออกไข่ไว้บนดินและไข่ฟักเป็นตัว มักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ และกินน้ำเหลืองของสัตว์เลือดอุ่น เช่น นก หนู สัตว์เลื้อยคลาน และคนที่เดินผ่านบริเวณที่ไรอ่อนอยู่ โดยไรอ่อนมักอยู่ตามทุ่งหญ้า พุ่มไม้เตี้ยๆ หรือพื้นที่ป่าละเมาะรวมทั้งพื้นที่ที่เป็นป่าทึบ ตัวไรอ่อนมีขนาดเท่าปลายเข็มหมุด มองเห็นได้ ตัวจะมีสีส้มอมแดง โดยไรอ่อนชอบกัดบริเวณร่มผ้า ได้แก่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ ขาหนีบ เอว ลำตัว รักแร้และคอ หลังถูกไรอ่อนกัด จะมีแผลไหม้(Eschar) คล้ายกับโดนบุหรี่จี้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือตรงกลางเป็นสะเก็ดสีดำ และรอบ ๆ แผลจะแดง หลังถูกกัดประมาณ 10-12 วัน จะมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามตัว ตาแดง อาจมีอาการทางปอดและสมองได้ ควรรีบไปพบแพทย์ หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ และต้องแจ้งประวัติการไปเที่ยวป่าให้แพทย์ทราบด้วย

 

สำหรับโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ เกิดจากเชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium )มี 5 ชนิด ที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนิดพี.ฟัลซิพารัม ( P.falciparum ) ซึ่งเป็นชนิดที่รุนแรง และ พี.ไวแว็ก (P.vivax ) มีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาการป่วยคือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ พบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี ทุกกลุ่มอายุ โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 10-35 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2 เท่า เชื้อทั้ง 2 ชนิดจะมีลักษณะของอาการไข้ต่างกัน หากเป็นเชื้อฟัลซิปารัม จะจับไข้ทุก 36-48 ชั่วโมงหรือทุกวันก็ได้ และอาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงเช่น มาลาเรียขึ้นสมอง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เหลืองซีด ปัสสาวะสีดำ ไตล้มเหลว ปอดบวมน้ำ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ส่วนเชื้อไวแว็กซ์ จับไข้ทุก 48 ชั่วโมงหรือจับไข้วันเว้นวัน หากหลังเข้าป่าประมาณ 10-14 วันและมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ขอให้รีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเข้าป่าให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อให้การรักษาที่รวดเร็ว

ที่มา : สำนักสารนิเทศ

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ข่าวในประเทศ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com