พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
20 สิงหาคม 2552 :: 11:08:37 am 5796

สองธนาคารยักษ์ใหญ่ เสวนา “เสริมเกราะ” รับมือเศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย ผนึก ธ.ไทยพาณิชย์ เสวนาโต๊ะกลม “เสริมเกราะ” ผู้ประกอบการภาคตะวันออก รับมือเศรษฐกิจ ประเมินผล ธุรกิจส่งออกดีขึ้น แต่การท่องเที่ยว ยังวิกฤต

พัทยา – วานนี้ (19 ส.ค. 52) ที่ห้องประชุมโรงแรม เดอะซายน์ โอเต็ล พัทยา จ.ชลบุรี ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ได้จัดการ เสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อเรื่อง “แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ และ แนวทางการบริการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” โดย นายไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ นางสุชาดา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นประธานเปิดงาน โดยมี กลุ่มผู้ประกอบการ SME นักธุรกิจ ในกลุ่มภาคตะวันออกประมาณ 200 คน ร่วมเสวนาในครั้งนี้ 

สำหรับการเสวนา ในหัวข้อ “แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ และ แนวทางการบริการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” เป็นผลมาจากการภายใต้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ได้ทรุดตัวลงในปลายปี 2551 อันเนื่องมาจากวิกฤตของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมทั้วโลกได้รับผลการกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม จนถึงครึ่งแรกของปีนี้ ดังนั้นเพื่อให้ ผู้ประกอบการ SME เตรียมความพร้อมและเข้าใจ ในสถานการณ์ในครึ่งปีหลัง รวมถึงได้รับความข้อมูลเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย และ แนวทางการรับมือและป้องกันการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างผลกำไรในธุรกิจ 

นายไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาธนาคารมีนโยบายมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจและการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือของปี 2552 นี้ ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ ธนาคารจึงได้ร่วมกับ ธปท. จัดสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ รวมถึงการให้ข้อมูลล่าสุดภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจรองรับได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในภาคตะวันออก ที่มีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สร้างรายได้ให้ประเทศได้อย่างมหาศาล” 

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกว่า” เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีที่เศรษฐกิจโลกหดตัวจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินโลก ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงก่อให้เกิดความผันผวนของค่าเงิน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก ในระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและปล่อยสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่ออกมาเริ่มแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจคงต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะกลับคืนเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับภาวะเศรษฐกิจของไทย ขณะนี้มีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ดี การส่งออกสินค้าและบริการไปต่างประเทศปรับตัวดีขึ้น แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกยังจะขยายตัวต่ำกว่าแนวโน้มในอดีตจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังคงมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น SMEs ที่ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการวางแผนธุรกิจ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น 

 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทย และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกว่า “วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ส่งผลมายังเศรษฐกิจไทยใน 2 ภาคหลักๆ คือ ภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว โดยที่ยอดการส่งออกได้ลดลงจากจุดสูงสุดมายังจุดต่ำสุดประมาณ 40% ทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมมีการหดตัวสูงเป็นประวัติการณ์ยิ่งกว่าเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โดยอยู่ที่ประมาณ 20% แต่สัญญาณที่ดีก็คือ ตัวชี้วัดต่างๆ ของเศรษฐกิจโลก แสดงให้เห็นว่า น่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมจะเริ่มดีขึ้น ซึ่งมองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะถึงจุดต่ำสุดเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และจะค่อยๆ ดีขึ้น เบ็ดเสร็จแล้ว ส่งผลทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้จะหดตัวประมาณ 4-4.5% และจะกลับมาขยายตัวประมาณ 3.5-4% ในปี 2553 

 

โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่ยังเหลืออยู่สำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่งไม่ใช่การส่งออก แต่เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว จะเห็นได้จากการหดตัวหนักเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ และแนวโน้มการฟื้นตัวจะช้าตามสภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะยุโรป ที่จะฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงความไม่สงบทางด้านการเมืองที่ผ่านมาของไทยเอง ทั้งนี้ การท่องเที่ยวที่หดตัวลงมีผลสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย เนื่องจาก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และการค้าปลีก มีการจ้างงานโดย SME ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคการผลิตมาก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80-90% เมื่อเทียบการจ้างงานโดย SME ในกลุ่มการผลิตอุตสาหกรรม ที่มีจ้างงานรวมไม่ถึง 30%” 

นายณัฐวุฒิ สัจจพุทธวงค์ นักเศรษฐศาสตร์การเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “สำหรับด้านทิศทางค่าเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินนั้น พบว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทของไทยเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินสกุลอื่น ๆ อีกหลายสกุล อันเป็นผลมาจากการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีเงินทุน อย่างไรก็ตามแนวโน้มในอนาคตยังคงคาดว่าจะมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามายังประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งตลาดเงินยังคงมีความเปราะบางและผันผวนอยู่ค่อนข้างมาก อาจจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต ผู้ประกอบการควรจะให้ความสนใจต่อการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นเพื่อป้องกันมิให้รายรับและผลกำไรของธุรกิจผันผวนไปตามสภาพตลาดการเงิน”

Reporter : จิรวัฒน์   Photo : จิรวัฒน์   Category : ข่าวธุรกิจ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com