พัทยาเดลีนิวส์

28 มิถุนายน 2549 :: 19:06:53 pm 3202

หนังสือจากชายแปลกหน้า

แสงแดดช่วงบ่ายยามไม่มีมวลเมฆบดบัง มันร้อนอบอ้าว ราวกับมีกองไฟ สุมอยู่รอบตัว ทำให้เหงื่อตามร่องหลังไหลย้อยซึมผ่านเสื้อเชิ้ตแขนยาวทรง สุภาพจนเปียกชื้น ควันดำจากท่อไอเสียที่แออัดเป็นแพบนท้องถนนนั่นก็เป็นตัว เสริมชั้นดี
สนใจโฆษณา

               ผมยืนหันรีหันขวางอยู่พักใหญ่ หลังลงมาจากตึกสูงระฟ้าใจกลางเมืองหลวงที่ยังคับคั่งด้วยผู้คนและรถรา การเดินออกจากห้องปรับอากาศอันเย็นฉ่ำ ลงมาเผชิญกับความร้อนของเดือนที่ขึ้นชื่อว่าร้อนที่สุดในเมืองไทยอย่าง นี้ ทำให้กลไกการปรับอุณหภูมิในร่างกายต้องทำงานหนัก ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาวชอบกล 

               การตกงานในช่วงวิกฤติน้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหางานใหม่ใด้ทันท่วงที ถึงแม้จะมีประสบการณ์ในวิชาชีพมาแล้วสี่ปีก็ตาม เพราะห้างร้านบริษัทต่างก็รัดเข็มขัดด้วยกันทั้งนั้น ผมเลยสะกดความ ‘อดทน’ ไว้ในใจ

               ผมหยุดยืนลังเลบนบาทวิถีอยู่ชั่วครู่ว่าควรกลับบ้านก่อนหรือว่าไปสมัครงาน อีกแห่งหนึ่งต่อดี ด้วยความที่ยังตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่งไม่ได้ กระเพาะ ก็เริ่มบีบอัดรบเร้าอยากทำหน้าที่ของมันด้วยว่าล่วงเลยเวลามามากแล้ว ของเหลวที่เป็นคาเฟอีนเมื่อเช้ากับแซนวิสไม่ช่วยให้มันนอนสงบนิ่งได้อีกต่อ ไป

สัญญาณไฟแดงในละแวกนั้นสลับกันทำหน้าที่สามสี่ครั้ง ผมก็มองเห็นทำเล

“ข้าวมันไก่ติดหนัง ไม่เอาเครื่องใน พิเศษหนึ่งจานครับ”

“จะรับน้ำอะไรดีคะ?” เด็กสาวอายุราวสิบห้าปีเดินเข้ามาถามด้วยสีหน้ากระตือรือร้น หลังผมหาที่นั่งได้แล้ว

“น้ำแข็งเปล่าครับ” ผมตอบโดยไม่ต้องคิด นั่นทำให้เธอหันหลังกลับแทบจะทันที 

               ผมสั่งอาหารที่สามารถทำเวลาได้แบบไม่ต้องรอนาน หลังจากเดินหาร้านอาหารอยู่พักใหญ่สายตาก็แลเห็นเพิงหมาแหงนหลบมุมตึกอยู่ ไม่ไกลจากจุดที่ผมยืนอยู่มากนัก ผมมุ่งตรงเข้ามาในร้านหลังคามุงด้วยหญ้าแฝก แห่งนี้ทันที โดยเลี่ยงร้านที่เป็นหลังคาสังกะสีที่อยู่ติดกัน

ระหว่างรอ ผมหันไปดูว่ามีหนังสือพิมพ์พออ่านฆ่าเวลาหรือไม่ เพราะต้องรอตามคิวซึ่งมีลูกค้านั่งรออยู่ก่อนแล้วสามคน ดูจากการแต่งตัวคาดว่าคงเป็นพนักงานออฟฟิตในย่านนี้ คิดในแง่ดีบางทีอาจขยันทำงานจนเลยเวลาพักเที่ยงมามากโข นั่นเป็นไปได้เท่าๆ กับว่าอาจโดนเจ้านายเรียกเข้าไปอบรมเช่นกัน 

ไม่รู้สิ…ผมก็คิดเดาไปเรื่อยเปื่อย
เมื่อไม่มีอย่างที่หวังผมเลยหยิบเอกสารในแฟ้มขึ้นมาสำรวจว่าสำเนาที่มี อยู่ยังพอสมัครงานได้อีกกี่แห่ง

แล้วเสียงหนึ่งก็แว่วเข้ามาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล

“โค้กของคุณพี่ผู้ชาย ส่วนนมเย็นสองแก้วนี่ของคุณพี่ผู้หญิงค่ะ” เสียงหวานบาดใจกระตุ้นต่อมความสนใจในตัวจนผมต้องเงยหน้าขึ้นมองจากแฟ้ม เอกสารตรงหน้า พลันได้เห็นท่าทีนอบน้อม รอยยิ้มสวยเห็นฟันขาวตามแบบฉบับของผู้ให้บริการจากเด็กสาวคนเดียวที่มารับ รายการไปจากผมเมื่อครู่ นั่นทำให้ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาในใจ   

อนิจจา เพราะแม้แต่น้ำแข็งเปล่าแก้วเดียวยังถูกแบ่งเกรดการบริการ นับประสาอะไรกับ สามล้อพกบัตรสามสิบบาทเข้าโรงพยาบาลแล้วได้มาแต่พาราเซตตามอน

เด็กสาวคนนั้นจะรู้ไหมนะว่าน้ำเปล่าแก้วเดียวยังมีคุณค่าทางโภชนาการ มากกว่าน้ำสีดำฟองซ่านั่นเสียอีก ซึ่งผมก็ไม่ค่อยนิยมเสียด้วย

               ผมผินหน้าจากภาพตรงนั้นหันมองไปนอกร้าน พลันได้เห็นสัตว์เลี้ยงซึ่งครั้งหนึ่งผมคิดว่าคงเป็นสมาชิกของครอบครัวใด ครอบครัวหนึ่งมาก่อน สี่ขา หนังเกรียนถึงขั้นขี้เรื้อน นมยานโตงเตงแทบถึงพื้นพาลูกน้อยสองตัวตระเวนตามกองขยะ นี่ไม่รู้เหมือนกันว่าโดนทิ้งเพราะความเป็นขี้เรื้อนหรือความมักง่ายของคน กันแน่ ความจริงผมไม่น่าจะคิดมากไป ในเมื่อสังคมทุกวันนี้ก็ฉาบเอาไว้เพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกกันทั้งนั้น 

ผมก้มหน้าก้มตาทานอาหารจานเดียวตรงหน้าอย่างรีบเร่ง ส่วนหนึ่งเพราะหิว อีกส่วนเพราะอยากกลับบ้านเต็มที เพราะใจอ่อนล้าเกินกว่าจะเดินทางไปสมัครงานที่อื่นอีก คงไม่ต้องพูดถึงว่าตอนที่เด็กหญิงคนนั้นยกอาหารมาเสิร์ฟตามผมสั่งจะไม่มีคำ พูดใดเล็ดลอดออกมาจากปากเธอ รวมไปถึงรอยยิ้มด้วย

ผมทานไปได้ครึ่งจาน จำต้องเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงแหบพร่าข้างโต๊ะ

“พ่อหนุ่มขอตังค์กินข้าวหน่อยเถอะ ลุงไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เช้า”

สายตาละห้อยกับน้ำเสียงอันน่าสงสารมองมาคล้ายมีหวังด้วยใจจดจ่อของลุงคน หนึ่ง ทำเอาผมแถบอยากจะถอนหายใจออกมาหนักหน่วง เอาแล้วไหมล่ะ เจอเข้าจนได้ 

ผมคิดว่าคุณๆ น่าจะเจอมาบ้างแล้วกับตัวเองในลักษณะเดียวกันนี้ ผมเองก็เคยเจอประโยคที่ว่า นี้มาบ้างเหมือนกัน แต่ส่วนมากมาจากเด็กหน้าตามอมแมมหรือไม่ก็หญิงวัยกลางคนกระเตงลูกในอ้อมอก มากกว่าจะมาเจอคุณลุงใบหน้าเหี่ยวย่นตามสังขารแลดูร่วงโรยอย่างนี้ เสื้อผ้าหรือก็สีซีดหนักไปทางเก่าคร่ำ ย่ามที่แกสะพายอยู่ก็เขรอะไปด้วยคราบ ดำด่าง เข้ากันได้ดีกับเสื้อที่แกสวมอยู่

คุณคิดเหมือนผมไหมว่าพวกเขาเหล่านี้จะเข้ามาเยือนโดยที่เราไม่ได้เรียก ร้องยามนั่งทานอาหารอยู่ ไม่มีหรอกที่เข้ามาทำในลักษณะเดียวกันนี้ระหว่าง เรายืนรอรถประจำทาง 

ถ้าผมให้เงินแกไป นั่นเท่ากับว่าแกเรียกร้องความเห็นใจได้สำเร็จ บางทีแกอาจพูดประโยคนี้มาหลายครั้งแล้วก็เป็นได้ในรอบวันนี้ บางทีจำนวนเงิน ที่นอนอุ่นในกระเป๋าแกอาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำ

ผมเริ่มคิดหนัก การทำเฉยหรือว่าบอกปฏิเสธไปอาจทำร้ายแกมากไป หากว่าสิ่งที่แกพูดเป็นความจริง หากเป็นเด็กๆ ผมจะคิดว่าหนีออกจากบ้านด้วยปัญหาสารพัดที่ยกมากล่าวอ้างให้คนฟังดูสงสารและ เห็นใจ แต่ในวัยอย่างแกคิดว่าหลงจนหาทางกลับบ้านไม่ถูกจะดีกว่าไหม?

ผมคิดถึงวันที่ยังไม่ได้งานทำเมื่อสี่ปีก่อน ตอนนั้นไม่มีเงินสักบาทจนต้อง เอาน้ำประทังชีวิต กว่าผ่านวิกฤติช่วงนั้นมาได้ก็เล่นเอาซึ้งกับคำว่า ‘หิวโหย’

ผมสบตาแก ยังได้เห็นการรอคอยด้วยใจหวังเหมือนเดิม ลมหายใจผมค่อยๆ ระบายออกมาช้าๆ เหมือนคนที่ตัดสินใจได้แล้ว

“ถ้าอย่างนั้นนั่งก่อนสิลุง เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” ผมบอก อย่างน้อยความสบายใจที่ว่าเงินที่เสียไปถูกใช้ไปกับจุดประสงค์ที่แกขอ อย่างแท้จริง 

ไม่รู้สิ…บางทีผมอาจคิดมากไป เคยมีใครบางคนบอกว่า “อย่าไปสนใจเลยว่าเงินที่เราให้ไป เขาจะเอาไปทำอะไร เราให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ตามกำลังที่เรามีก็น่าจะพอแล้ว”

ถึงจะรู้ว่าเป็นอีกมุมมองหนึ่งสำหรับการให้ แต่ผมก็ทำใจไม่ได้สักทีว่า กำลังเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้อาชีพแบบนี้มีอยู่ในสังคม ไม่นับรวมขอทานตามสะพานลอย หลังจากมีข่าวว่าเด็กๆ พวกนี้ถูกบังคับด้วยวิธีป่าเถื่อนสารพัดให้เป็นขอทาน เพื่อทำเงินให้พวกนายทุนหน้าเลือด ตั้งแต่นั้นเหรียญบาทในกระเป๋าผมก็ไม่เคยตกอยู่ในกระป๋องของเด็กคนไหนอีกเลย

“นั่งสิครับ” ผมย้ำ ในขณะที่แกลังเลกับการตัดสินใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นกระอักกระอ่วนจนเห็นได้ชัด เหลือบตามองไปรอบร้าน 

“จะดีเหรอพ่อหนุ่ม” แกพูดเป็นเสียงกระซิบคล้ายเจียมตัว “ขอยี่สิบบาทพอ แล้วลุงจะไป” แกต่อรอง แต่ผมหรือจะยอมในเมื่อใจนั้นคิดอยู่แล้วว่าจะไม่ยอมให้เงินตัวเองใช้เป็น เครื่องมือหากินของใคร
ความใจแข็งของผมมาประสบผลสำเร็จในเวลาต่อมา เมื่อแกยอมนั่งลงโดยขัดเสียมิได้ หลังจากสอบถามแล้วว่าแกอยากทานอะไรผมเลยสั่งให้

“น้องเอาเหมือนพี่อีกจาน”

“คุณจะทานเองหรือคะ?” คราวนี้เจ้าของร้านร่างใหญ่ท้วมเป็นคนถามกลับมาแทน สายตานั้นคอยชำเลืองมาทางคุณลุงบ่อยครั้ง 

ตอนแรกผมเองก็ไม่เข้าใจมากนัก แต่เมื่อคุณลุงแกกระซิบบอกผมว่า “เปลี่ยนเป็นใส่กล่องดีกว่ามั้ย” เท่านั้น ผมก็ถึงบางอ้อ

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมแกไม่ยอมนั่งตามคำเชิญ เข้าใจแล้วว่าทำไมแกทำหน้าอย่างนั้น

พลันผมนึกตำหนิตัวเอง ที่ไม่ยอมให้เงินแกไปตามคำขอ เพราะความคิดมากโดยแท้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาทันทีทันใด คราวนี้ผมหันไปสั่งใหม่ว่าเอาแบบพิเศษมาสามห่อ เอาชาเย็นมาสองถุง

เด็กสาวยิ้มแต้ ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วหายเข้าไปในหลังร้านทันที ส่วนหญิงใหญ่ร่างท้วมเจ้าของร้านก้มหน้างุดหยิบจับตัวไก่ในตู้โชว์มาสับ ฉับ ฉับ ฉับ เสียงดังแข่งกับรถบนท้องถนน

คุณลุงวัยชราจ้องมองหน้าผมด้วยความแปลกใจ ผมไม่ได้อธิบายอะไรให้แกฟัง เพียงส่งยิ้มเป็นมิตรมากกว่าเมื่อครู่ไปให้ แล้วผมก็ได้รอยยิ้มนั้นตอบกลับมาเหมือนกัน

ผมเก็บเอกสารของตัวเองใส่แฟ้ม ส่วนตัวแกผมเหลือบเห็นกอดย่ามใบเก่าคร่ำครึไว้แน่น อดคิดไม่ได้ว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง

ระหว่างรอข้าวห่อใหม่ผมเลยชวนแกคุยสอบถามความเป็นมา สรุปได้ความว่าแกมา จากจังหวัดจันทบุรีเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้ว มาตามหาหลานสาวกำพร้า ปีกว่าแล้วไม่ติดต่อหรือกลับไปบ้าน แต่แกก็ส่งเงินเข้าบัญชีมาให้ใช้ทุก เดือน ไม่รู้ว่ายังเรียนอยู่หรือว่าหายไปไหน ที่อยู่หอเก่าที่ให้ไว้ก็ย้ายออกไปเมื่อห้าเดือนก่อน

เล่ามาถึงตรงนี้ผมสังเกตว่าน้ำเสียงแกเครือ ตาแดง ผมไม่อยากคิดในทางที่ไม่ดี แต่ข่าวเด็กสาวใจแตกหลงแสงเสียง วัตถุนิยมก็มีมาก

ด้วยความที่ไม่เคยเข้าเมืองหลวงเลยในชีวิต กลับไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคน กระเป๋าสตางค์ถูกหยิบจากกระเป๋าตอนไหนไม่รู้  ทุกอย่างหายหมดไม่มีเหลือรวมทั้งสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านด้วย

“ลุงไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากต้องเที่ยวขอเขากินล่ะพ่อหนุ่ม” แกเล่าเสียงเศร้า “ป่านนี้อีแก่ที่บ้านคงรอข่าวด้วยความเป็นห่วง”

ผมเข้าใจว่า ‘อีแก่’ ที่บ้านคงหมายถึงคุณยายคู่ร่วมชีวิต แต่ก็ไม่ได้ถาม เราต่างเล่าประสบการณ์ชีวิตที่ต่างประสบมาให้กันและกันฟัง ผมเล่าจบแกก็อวยพรให้โชคดีมีชัย ผลบุญที่ทำกับความมีน้ำใจของผมคงได้งานในไม่ช้า ผมยกมาสาธุ หวังให้เป็นไปตามนั้น

เมื่อการคุยกันถูกคอมักผ่านไปเร็วเสมอ จนลืมไปเลยว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว มารู้ตัวอีกทีพร้อมกับของที่สั่งบนโต๊ะ ชาเย็นสองถุงกับข้าวพิเศษสามห่อ ผมเรียกเจ้าของร้านเก็บเงิน

เสร็จสรรพก็นั่งกินกันบนโต๊ะในนั้นนั่นแหละ ตอนแรกคุณลุงแกแปลกใจที่ผม ทำอย่างนั้น พอครั้นผมกระซิบไปว่าอยากแกล้งเจ้าของร้านค่าที่ไม่ยอมใส่จานให้ลุงตั้งแต่ แรก แกเลยหัวเราะลงเอิ๊กอ๊ากอวดฟันน้อยซี่อย่างชอบอกชอบใจ ท่ามกลางสายตาขุ่นเขียวจากสาวร่างใหญ่จากในร้าน แต่เราสองคนไม่สนใจ

หลังทานอิ่มกันสองคน ผมนั่งชั่งใจว่าจะไปส่งแกที่สถานีรถ บขส. ดีหรือไม่  ตัดสินใจแล้วว่าการเสียเงินสักก้อนเพื่อให้ลุงแกกลับถึงบ้าน ยังดีกว่ายอมทนดูให้แกเดินขอเขากินอยู่อย่างนี้ ตอนไม่รู้เรื่องราวนั้นไม่ เป็นไร ครั้นพอรู้แล้วแบบนี้ผมกลับบ้านไปก็คงนอนไม่หลับหากไม่ได้ช่วยอะไร

“ลุงกลับบ้านได้เองนะครับ”

“ได้ สบายมากพ่อหนุ่ม” แกบอกเสียงใส ไม่เหมือนครั้งแรกที่คุยกัน “หากไม่ได้พ่อหนุ่มช่วย ลุงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่หรือว่าจะหาทางกลับบ้านไปเจอ ‘อีแก่’ ได้อย่างไร”

ผมคิดอยู่หลายตลบในที่สุดก็ตัดสินใจ เงินในกระเป๋าที่ต้องใช้อย่างประหยัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ห้าร้อยบาทผมให้ แกเป็นค่ารถไปถึงจันทบุรีบ้านเกิด เกินดีกว่าขาด เพื่อไปหา ‘อีแก่’ ของแก ส่วนอีกสองร้อยผมให้เป็นค่าแท็กซี่ จะให้แกโหนรถเมล์ในสภาพแบบนี้ คิดเห็นภาพแล้วไม่อยากให้แกเผชิญกับสภาวะแบบ นั้น 

ก่อนจากกัน แกล้วงลงไปในย่ามเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผมบอกว่า “ลุงไม่มีอะไรจะให้ถึงน้ำใจอันดีงามของพ่อหนุ่ม นอกจากสิ่งนี้กับคำอวยพรให้โชคดีในการงาน”

ผมรับจากมือแก แล้วโบกมือลาในช่วงเวลาที่ดวงตะวันยังแผดกล้าเหมือนเดิม 
แท็กซี่พาผู้โดยสารไปแล้ว ถึงคราวที่ผมต้องโหนรถเมล์กลับบ้านบ้าง แต่ก่อนไปข้าวอีกห่อหนึ่งในมือผมวางไว้ให้กับครอบครัวสามชีวิตข้างถนน ใต้ร่มเงาไม้ข้างทาง ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่ผมทำแบบนี้ แต่ความสบายใจก็ช่วยให้ผมมีพลังก้าวเดินในเมืองอันวุ่นวายแห่งนี้ต่อไป

ผมกลับถึงบ้านพลบค่ำพอดี จัดการธุระส่วนตัวเสร็จหวังจะเข้านอนแต่หัววันเพื่อเอาแรงไปสมัครอีกในวัน พรุ่ง แต่แล้วสายตาผมก็เหลือบเห็นหนังสือเล่มนั้นเข้าพอดี ผมหยิบมาเปิดอ่าน หน้าปกเปรอะเปื้อนด้วยคราบสกปรก ดีหน่อยที่เนื้อความข้างในยังพออ่านได้ หนังสือเขียนถึง ‘การใช้ชีวิตที่พอเพียง’ ตามแนวพระราชดำหริ

ผมอ่านแล้วจินตนาการตามว่า สักวันผมจะใช้ชีวิตแบบนี้บ้าง ตอนนี้ของหาเงินทำทุกสักก้อนก่อน ผมเปิดอ่านจนถึงหน้าสุดท้ายด้วยความปราบ ปลื้มที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกร ผมคิดว่าถ้าทุกคนได้อ่านและสนองพระราชดำหริ สักครึ่งประเทศบ้านเมืองเราคงไม่วุ่นวายถึงขนาดนี้ 

ผมเปิดมาถึงกระดาษแผ่นสุดท้ายซึ่งว่างเปล่าจากตัวอักษรตีพิมพ์ แต่มีตัวอักษรจากลายมือยึกยือพออ่านได้ว่า

‘ฟ้าสูงเสียดฟ้า แผ่นดินต่ำเท่าตาเห็น ฝนตกพรำก็ยังเชื่อมโยงถึงกัน’

หมายความว่าอย่างไรกัน?

ผมคิดจนเผลอหลับไป สะดุ้งตื่นตอนเช้ากับความฝันค่อนข้างแปลก ภาพที่ผมกับคุณลุงนั่งคุยกัน รวมไปถึงตอนที่ลุงคนนั้นยื่นหนังสือให้ผมมันกระจ่างชัด หรือว่าผมคิดมากไป 

“คิดให้ดีสิพ่อหนุ่ม ” ในฝันแกพูดประโยคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า หรือว่าแกต้องการบอกใบ้อะไรผมสักอย่าง?
ผมคิดอยู่ที่ประโยคที่ว่านั้นแทบตลอดเวลา อาบน้ำ กินข้าว แต่งตัว จนออกจากบ้านสมัครงานเสร็จอีกหนึ่งแห่ง จนแล้วจนรอดผมก็ยังคิดไม่ออก เดินผ่านหน้าธนาคารเพื่อรอรถเมล์ที่ป้ายข้างทาง พลันเห็นคนขายล็อตเตอรี่วางขายเรียงหน้าสลอนป้องปากเรียกลูกค้ามิได้ขาด 

ฉับพลันความคิดก็แวบเข้ามา หรือว่า….! โอ…ใช่ แน่แล้วบางทีแกอาจมาเข้าฝันเพื่อให้ลาภผมก็เป็นได้ ว่าแต่จะตีเป็นตัวเลขได้อย่างไร นี่สิปัญหาใหญ่ 

ผมรีบเดินมานั่งลงที่ป้ายรถเมล์ หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านประโยคปริศนาซ้ำๆ แล้วพยายามตีเป็นตัวเลข เอามั่วๆ ก็แล้วกัน คนเรามันอยู่ที่ดวง

ไม่นานตัวเลขสามตัวก็ลอยเด่นใสปิ้งออกมา ผมเดินไปซื้อเลขท้ายตามที่คิดได้ทันที แล้วก็ดวงดีเมื่อได้ตรงเผงพอดี ผมเดินท่องเก้าห้าศูนย์กลับบ้าน คิดสะระตะกับจำนวนเงินที่อาจจะถูกในไม่กี่วันข้างหน้า 

สองวันต่อมาโทรศัพท์ดังระงม หลังวางสายผมยิ้มแก้มแทบปริเมื่อเขาเรียกให้ไปสัมภาษณ์งาน บางทีช่วงนี้อาจมีโชคลาภก็เป็นได้ ผมคิดด้วยความเบิกบาน

แสงแดดในช่วงบ่ายยังคงแผดกล้าเหมือนเดิม ผมทรุดลงนั่งแทบหมดแรงตรงใต้ร่มเงาไม่ใหญ่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง หลังลงมาจากสัมภาษณ์งานแล้วก็ไม่อยากไปไหนต่อ แม้แต่ขึ้นรถกลับบ้าน 

แล้วเสียงหนึ่งก็แว่วเข้ามาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล

“อีแก่ ข้าบอกแล้วไงว่าช่วงนี้ไม่ต้องไปเก็บขยะขายให้เหนื่อย ข้าเลี้ยงแกเอง”

“ชิชะ ไอ้แก่ ตั้งแต่ได้ลาภก้อนใหญ่มาเมื่อสามวันก่อนนี่แกก็พูดแต่ประโยคนี้…แล้วหมด ยังล่ะนั่น”

“ยัง…ยังอีกหลายร้อย”

“แกนี่น่า มีนิทานชีวิตเรียกความสงสารได้เรื่อย ข้าล่ะนับถือ”

ลมหายใจผมแทบขาดห้วงโดยไม่ต้องหาที่มาของต้นเสียง ผมลุกขึ้นยืนแล้วกัด ฟันลุกขึ้นเดินจากที่นั่นมาด้วยมิอาจทนฟังความจริงได้อีกต่อไป น้ำตาไหลซึม กับเมืองหลวงแห่งนี้ สองมือล้วงกระเป๋า แทบขย้ำล็อตเตอรี่ให้เป็นผุยผง

ผมคิดถึงบ้านนอก คิดถึงหนังสือเล่มนั้นกับ ‘ชีวิตที่พอเพียง’ 

ผมจะไม่ลืมว่าซื้อหนังสือเล่มนี้มา เจ็ดร้อยบาท.

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ผู้หญิง

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com