พัทยาเดลีนิวส์

20 กรกฎาคม 2552 :: 22:07:34 pm 1717

หยุดการตื่นตระหนก

โครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มูลนิธิกระจกเงา ขอส่งบทความล่าสุดของ นพ ประเสริญ ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งได้แสดงความกล้าหาญในการสื่อสารสถานการณ์ปัญหาไข้หวัดใหญ่ฯ2009 ผ่านบทความในมติชนวันนี้
สนใจโฆษณา

ทางโครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนเห็นว่า สถานการณ์หวัดฯ2009 ที่ทั้งองค์การอนามัยโลก WHO และ รัฐบาลไทย ต่างได้แสดงความชัดเจนและยอมรับแล้วว่า ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายได้ ต่อจากนี้ไป วิธีการบริหารจัดการต่อสถานการณ์นี้ คือ หัวใจของการเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ จึงขออนุญาตนำบทความชิ้นนี้ โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

เวลาเกิดหายนะภัย เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว สิ่งที่ต้องไปถึงเหยื่อก่อนคืออาหารและน้ำเครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคจึงจะหยุดการตื่นตระหนกได้ เวลาเกิดโรคระบาด จะให้ประชาชนหยุดตื่นตระหนกต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อเขาป่วยโรงพยาบาลจะมีหมอและยารักษาเขาได้

ถ้าเรามีหมอและยา พร้อม ให้บอกประชาชนชัดๆ ว่าเราพร้อม หยุดการตายจึงจะหยุดอาการตื่นตระหนกได้ ไม่แน่ใจนักว่านายแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ หนังสือพิมพ์ และประชาชนได้รับข้อมูลตรงกัน

ที่ทราบมาจากนักระบาดวิทยา ของกระทรวงสาธารณสุข และทวนสอบกับนักไวรัสวิทยาจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ยืนยันตรงกันว่าจะมีผู้ติดเชื้อ 15 ล้านคนในประเทศไทย

ในจำนวนนี้ รักษาเองในชุมชน 11 ล้านคน เป็นผู้ป่วยนอก 3.5 ล้านคน นอนโรงพยาบาล 700,000 คน ปอดอักเสบ 130,000 คน และตาย 1,200 คน

เมื่อ ทราบข้อมูลนี้ในครั้งแรก ไม่มั่นใจว่าควรบอกเรื่องนี้แก่คนอื่น จนกระทั่งพบว่ามติชนรายวันก็รายงานเรื่องคนตาย 1,200 คน เช่นกัน จึงรู้ว่าไม่มีอะไรน่าปิดบัง และไม่มีใครปิดบังอะไรได้

ประกอบ กับโรงพยาบาลต่างๆ เริ่มมาตรการตรวจผู้ป่วยไข้หวัดแบบตรวจไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมายและไม่มียุทธศาสตร์ จึงว่าสาธารณชนควรรู้ข้อมูลที่ชัดเจน ไม่เพียงสาธารณชนควรรู้แต่นายแพทย์ระดับปฏิบัติการควรรู้ด้วย ยิ่งกว่านี้คือผู้บริหารโรงพยาบาลต่างๆ ควรรับรู้ เพื่อจะได้กำหนดเป้าหมายและวางแผนยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง

ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอให้ถกเถียงและพิจารณา

1.ประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อสิบห้าล้านคน ป่วยหนักหนึ่งแสนสามหมื่นคน และตายพันสองร้อยคน เหล่านี้เป็นการประมาณการในระยะเวลาสามปีนับจากนี้ ถ้าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดในสามปีจริง ระบบสุขภาพ โรงพยาบาล นายแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกระดับจนถึงเวรเปลประจำโรงพยาบาลต่างๆ สามารถรับมือได้ ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่และด้วยจริยธรรมวิชาชีพที่ดีที่สุด

แต่ ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วและกินเวลาน้อยกว่าสามปี ระบบสุขภาพจะรับมือไม่ไหว และบุคลากรในระบบสุขภาพคือคุณหมอ นางพยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกระดับและเวรเปลจะล้มป่วยตามๆ กัน

2.เป็นหน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และประชาชนทุกคนที่จะชะลอให้เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสามปีตามการ คาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก นั่นคือภายในสามปีไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จะโจมตีประชากรโลกหนึ่งในสามและจึงจุดสมดุลตามธรรมชาติ

ประชาชนสามารถช่วยได้ถ้ารัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขสื่อสารความจริงที่ชัดเจน มีเอกภาพ มีสติ และไว้วางใจประชาชน

หาก ประชาชนรู้ข้อมูลตามที่เป็นจริง เห็นตัวเลขตามที่เป็นจริง ประชาชนจะให้ความร่วมมือในการปิดโรงเรียน ปิดโรงเรียนกวดวิชา ปิดคอนเสิร์ต ปิดโรงหนัง ปิดห้างสรรพสินค้า รวมทั้งปิดธนาคารและธุรกรรมการเงิน เพื่อให้การแพร่เชื้อชะลอตัวจากปัจจุบัน ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เกิดจากการปิดทุกอย่างด้วยตัวเอง

3.รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ควรพูดให้ชัดว่าเชื้อไวรัสนี้ไม่ติดต่อทางอากาศ แต่ติดต่อทางละอองฝอยที่เกิดจากการไอจาม ละอองฝอยนั้นสามารถตกอยู่ตามโต๊ะ ราวบันได ปุ่มลิฟต์ และสถานที่ต่างๆ นานสองชั่วโมง นานกว่านั้นในห้องแอร์ เมื่อเราไปสัมผัสละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสแล้วเอาไปขยี้ตา แคะจมูก หรือป้ายปาก ก็จะนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ การไอจามใส่หน้ากันตรงๆ อย่างที่นักเรียนชอบท้ากันนั้นยิ่งอันตรายมากขึ้น

การสวมหน้ากากมี ประโยชน์คือทำให้ละอองฝอยที่ไอจามออกมาลดความเร็วลงและตกพื้นเกือบจะทันที ดังนั้น ที่เราช่วยกันเองได้จึงมีสองวิธีคือ ไม่ไอจามใส่หน้ากันและไม่เอามือที่ยังไม่ล้างมาสัมผัสใบหน้าตัวเอง คนปกติไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากยกเว้นจะเข้าไปในเขตที่แออัด

4.โรงพยาบาลต่างๆ ควรรู้ว่าเราหยุดการติดเชื้อไม่ได้ และเราหยุดการเจ็บป่วยไม่ได้ด้วย เป้าหมายของโรงพยาบาลมีข้อเดียวคือลดการตาย ลดการตายเป็นความสามารถของแพทย์ที่คนอื่นทำไม่ได้ เป็นคุณค่าแห่งวิชาชีพที่น่าภูมิใจสูงสุด การตายเพียงหนึ่งคนก็รับไม่ได้เพราะหนึ่งคนนั้นคือคนรักของคนหลายคนเสมอ แน่ นอนว่าอย่างไรเราก็อาจจะต้องมีคนตาย 1,200 คนจริงๆ ถ้ารัฐยังไม่ตัดสินใจชะลอการแพร่เชื้อเสียที แต่ในฐานะของวิชาชีพและด้วยจริยธรรมวิชาชีพซึ่งเป็นเรื่องดีที่สุดเรื่อง หนึ่งของความเป็นมนุษย์ เราควรวางยุทธศาสตร์และเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะลดการตายลงให้ต่ำกว่าคำทำนาย

ดัง นั้น จังหวัดต่างๆ ควรทำนายได้ว่าด้วยฐานประชากรที่ตัวเองมี สัดส่วนอายุของประชากร และจำนวนกลุ่มเสี่ยงคือเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา คนอ้วนเกินร้อยกิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 40 รวมทั้งผู้ป่วยเรื้อรังที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ละจังหวัดทำนายคนตายไว้เท่าไร แล้ววางยุทธศาสตร์ป้องกันคนตาย

ขั้นแรก คือ ป้องกันอายุรแพทย์และกุมารแพทย์ที่มีฝีมือรักษาโรคปอดอักเสบและสภาวะหายใจ ล้มเหลวเฉียบพลันไว้ก่อน รวมทั้งทีมพยาบาลผู้ช่วยที่มีฝีมือ เพราะนี่คือกลุ่มบุคคลที่มีค่าสูงสุดสามารถช่วยชีวิตคน 1,200 คนนั้นได้ ไม่ส่งอายุรแพทย์และกุมารแพทย์ที่มีฝีมือและทีมพยาบาลที่มีฝีมือเหล่านี้ไป ทำงานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยเปล่าประโยชน์ พูดง่ายๆ ว่าเสียของ

ขั้นสอง คือ ทำนายการป่วยของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ที่โรงพยาบาลต้องเผชิญ จากนั้นให้วางแผนป้องกัน สำรองยาให้พร้อม และวางอัตรากำลังสำรอง รวมทั้งคำนวณหาจำนวนบุคลากรที่น้อยที่สุดที่ยังคงรักษาสภาพการทำงานของโรง พยาบาลได้ เหล่านี้เป็นการประกันให้แก่ประชาชนว่าโรงพยาบาลจะเป็นปราการด่านสุดท้ายให้ แก่ทุกคน วางใจเราได้

เมื่อ วางกำลังและจัดทัพโรงพยาบาลพร้อมแล้ว จึงถึงคราวที่วิชาชีพต่างๆ และเจ้าหน้าที่ทุกคนจะช่วยกันดูแลผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้ามาอย่างดีที่สุด โดยมีเป้าหมายว่าจะลดการตายไม่ให้ถึงเป้าที่ทำนายไว้

วิธีคือแพทย์ ที่ดูผู้ป่วยต้องแม่นยำในการเริ่มต้นให้ยา Tamiflu การให้ยาช้าไม่มีประโยชน์ ความเกรงกลัวเชื้อดื้อยาหรือความเกรงกลัวฤทธิ์ข้างเคียงของยาไม่ใช่การ ตัดสินใจที่เหมาะสมในภาวการณ์แบบนี้ ดังนั้น แพทย์ที่ไม่มีความชำนาญในการตัดสินใจเริ่มรักษาจึงไม่มีประโยชน์มากนัก

โรง พยาบาลควรเปิดเผยให้แพทย์ทุกคนทราบว่ามียา Tamiflu ในโรงพยาบาลพอสำหรับผู้ป่วยกี่คน แล้วจัดระบบการเข้าถึงยาและการสั่งจ่ายยาอย่างมีธรรมาภิบาลดีที่สุด โดยทั่วไปเมื่อทุกคนรู้ข้อมูลทั่วกัน จะเสียสละ จะช่วยบริหารจัดการยา และหยุดยั้งการตายที่ไม่จำเป็น

การ ระบาดของ H1N1 เมื่อปี 1918 ซึ่งคร่าชีวิตคน 40 ล้านคน มีอัตราการแพร่เชื้อและอัตราการตายสูงกว่าการระบาดครั้งนี้มาก ดังนั้น ถ้าข้อมูลชัด ให้แพทย์ระดับปฏิบัติการและประชาชนรู้ชัด ทุกฝ่ายจะสามารถช่วยกันชะลอการแพร่เชื้อ แบ่งปันยาตามกลุ่มเสี่ยง และตัดสินใจรักษาเร็วที่สุด ลดจำนวนคนตายให้ต่ำกว่าคำทำนาย

ตำรวจเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องถูกป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นกรณีพิเศษเพราะสังคมที่ตำรวจป่วยจำนวนมากจะตั้งอยู่ไม่ได้

ประชาชนควรได้รับคำแนะอย่างจริงใจให้สำรองอาหารและน้ำในกรณีที่ต้องปิดการติดต่อทุกรูปแบบหนึ่งถึงสองสัปดาห์

นัก วิชาการมีฝีมือควรพูดความจริงตามที่เป็นจริง มิใช่พูดในสิ่งที่นักการเมืองหรือผู้บริหารต้องการได้ยิน วอร์รูมที่ดีต้องมีนักจัดการและนักวิชาการที่มีจริยธรรมนั่งอยู่ด้วย คนที่ไม่จำเป็นไม่ต้องเข้าวอร์รูมการจัดการไม่ควรมีการคุมเชิงอำนาจระหว่าง ฝ่ายต่างๆ

วิกฤตนี้เราผ่านได้ ถ้าไว้วางใจกัน

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สุขภาพ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com