พัทยาเดลีนิวส์

11 พฤษภาคม 2555 :: 11:05:15 am 82024

ห้ามขายข้าวแกง เกิน 35 บ. ชง รบ.สั่งคุมราคา

ชาวบ้านเฮรัฐบาลสั่งตรึงขึ้นค่าไฟ 1 เดือน กฟผ.แบกภาระเพิ่ม 4 พันล้านบาท พณ.ออกมาตรการควบคุมราคาอาหารปรุงสำเร็จจำพวกแกงถุง-ข้าวราดแกง เพิ่มเติมในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เตรียมชงเข้าครม.สัปดาห์หน้า เล็งใช้ในบางพื้นที่ยกเว้นร้านหาบเร่แผงลอย เนื่องจากราคาขายอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว แต่ถ้าได้รับร้องเรียนจะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการทันที
สนใจโฆษณา

กรุงเทพฯ – วานนี้ (10 พ.ค. 55) เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กระทรวงพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ว่า ที่ประชุมมีมติเพิ่มอาหารปรุงสำเร็จ เข้าอยู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ส่งผลให้บัญชีสินค้าและบริการควบคุม จาก 42 รายการ เป็น 43 รายการ ซึ่งคาดว่าจะมีผลภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอาหารปรุงสำเร็จ โดยมีนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณารายละเอียดความชัดเจน เป้าหมาย และเพดานราคา หลังจากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุม กกร.อีกครั้ง

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ถือเป็นมาตรการหนักที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ เนื่องจากที่ผ่านมา ได้ขอความร่วมมือและประกาศราคาแนะนำมาก่อนหน้านี้ แต่ราคาอาหารสำเร็จรูป ยังไม่ลดลงตามราคาวัตถุดิบ ซึ่งในภาพรวม ราคาวัตถุดิบยังไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก รวมทั้งที่ผ่านมา ยังมีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ว่าผู้ค้ามีการเอาเปรียบประชาชน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะไม่ครอบ คลุมร้านค้าหาบเร่แผงลอย เนื่องจากมีการจำหน่ายราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์ที่กรมการค้าภายในกำหนดอยู่แล้ว แต่หากพื้นที่ใดได้รับการร้องเรียนว่าขายอาหารแพงกว่าส่วนราชการกำหนด ก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าไปดูแลทันที และในวันที่ 11 พ.ค. นายกรัฐมนตรีจะมีการประชุมหารือกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมหาทางแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรต่อไป

สำหรับพื้นที่ที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ จังหวัดที่มีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท สำหรับรายการสินค้า 10 เมนูที่อยู่ในข่ายควบคุม ได้แก่ ข้าวไข่เจียว ผัดซีอิ๊ว ข้าวไข่พะโล้ ข้าวขาหมู ข้าวกะเพราหมู-ไก่ ข้าวผัดหมู-ไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมู-ไก่-ลูกชิ้นปลา ราดหน้า ขนมจีนน้ำยา-แกงไก่ และข้าวราดแกงกับข้าว 1 อย่าง ซึ่งกำหนดราคาแนะนำให้ขาย 25-35 บาท ยกเว้นข้าวไข่เจียว ที่ให้ขาย 15-20 บาท แล้วแต่สถานที่ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ในการประชุม กกร.ครั้งต่อไปจะพิจารณาการคิดค่าเช่าสถานที่ให้อยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายการสินค้าและบริการควบคุมตามประกาศ กกร. ปัจจุบันมี 42 รายการประกอบด้วย กระดาษลูกฟูก, กระดาษพิมพ์และเขียน, กระดาษเหนียว, กระเทียม, กาแฟผงสำเร็จรูป, ก๊าซปิโตรเลียมเหลว, ข้าวเปลือก, ข้าวสาร, ข้าวโพด, ครีมเทียมข้นหวาน นมข้น นมคืนรูป นมแปลงไขมัน, เครื่องแบบนักเรียน, แชมพู, นมผง นมสด, นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โยเกิร์ต, น้ำตาลทราย, น้ำมันเชื้อเพลิง, น้ำมัน และไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ทั้งที่บริโภคได้หรือไม่ได้, น้ำยาซักฟอก, แบตเตอรี่รถยนต์, ปุ๋ย, ปูนซีเมนต์ แป้งสาลี, ผงซักฟอก, ผลิตภัณฑ์ล้างจาน, ผ้าอนามัย, มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์, เม็ดพลาสติก, ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์, ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือโรคพืช, ยารักษาโรค, เยื่อกระดาษ, รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก, สบู่, สายไฟฟ้า, สุกร เนื้อสุกร, หัวอาหารสัตว์ อาหารสัตว์, เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น เหล็กเส้น, อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป), อาหารในภาชนะที่ปิดสนิท, การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า, ไข่ไก่, และบริการรับฝากคลังสินค้า

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ กล่าวว่า ที่ประชุม กกพ.เห็นชอบให้ตรึงจัดเก็บค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ออกไปอีก 1 เดือน โดยในเดือน พ.ค.2555 ประชาชนจะยังไม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. จึงจะเริ่มมีการปรับค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นอีก 30 สตางค์ต่อหน่วยอีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามมติ กกพ.ที่เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2555 ที่ผ่านมา

“จากมติกกพ.ที่เห็นชอบให้ปรับค่าเอฟทีในเดือนพ.ค.-ส.ค. เพิ่มขึ้นอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ก็ได้มีการเปิดประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ พบว่ามีผู้มาแสดงความเห็น 353 ราย โดยเห็นด้วยให้ปรับขึ้นเอฟทีประมาณ 15% ไม่เห็นด้วย 28% และเสนอข้อคิดเห็นอีก 46% ขณะเดียวกันในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ก็มีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามาก กกพ.จึงต้องการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนจึงชะลอการปรับขึ้นค่าเอฟทีออกไปอีก 1 เดือน” นายดิเรกกล่าว

ทั้งนี้ ตามโครงสร้างค่าเอฟทีในงวดพ.ค.-ส.ค. จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก 57.45 สตางค์ต่อหน่วย แต่ได้ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยรับภาระ 19.05 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนลดจากการขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้าระหว่างวันที่ 8-18 เม.ย.2555 อีก 2.64 สตางค์ต่อหน่วย และเงินที่เหลือจากการลงทุน 3 การไฟฟ้าวงเงิน 3,200 ล้านบาท มาลดเอฟทีได้ประมาณ 5.76 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้การปรับเอฟทีรอบใหม่จึงรวมอยู่ที่ 0.30 บาทต่อหน่วย

นายดิเรกกล่าวอีกว่า การตรึงค่าเอฟทีออกไปอีก 1 เดือน เป็นภาระที่กฟผ.ต้องเข้ามาชดเชยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับการตรึงค่าเอฟทีของกฟผ.ที่ 19.05 สตางค์ต่อหน่วย อีก 10,200 ล้านบาท จะรวมเป็นภาระที่กฟผ.ต้องเข้ามาอุดหนุนค่าไฟในงวด พ.ค.-ส.ค. รวม 14,200 ล้านบาท โดยภาระ ดังกล่าวจะนำไปสมทบการพิจารณาปรับค่าเอฟทีในงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.2555 ต่อไป

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการกฟผ. กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวแล้วไม่ต้องการให้รัฐทำเช่นนี้บ่อยๆ เพราะการแทรกแซงจะเสียกลไกและหลักการทำงาน ซึ่งเมื่อพิจารณามาแล้ว กฟผ.คง จะต้องแบกรับภาระเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท ดังนั้น ก็คงจะต้องทำให้กฟผ.ไปจัดสรรเงินกู้มาเพิ่มเติม

วันเดียวกัน ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ไปเจรจากับร้านโมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ เพื่อขอพื้นที่บางส่วนในการนำสินค้าราคาหน้าโรงงานมาวางจำหน่ายให้แก่ประชาชนในโครงการ “สินค้าราคาหน้าโรงงาน ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน” ของกระทรวงอุตสาหกรรม เบื้องต้น มีโรงงานจำนวนมากพร้อมที่จะกันสินค้าส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมโครงการ

“กระทรวงจะไม่ไปของบประมาณของรัฐบาลเพิ่ม ในการหาจัดหาพื้นที่ต่างๆ ในการวางจำหน่ายสินค้า แต่จะใช้ระบบกลไกตลาดที่มีอยู่ โดยเฉพาะร้านโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ร้านโชห่วย ซึ่งสินค้าที่จะมาวางจำหน่ายก็จะถูกกว่าราคาตลาดในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น บะหมี่สำเร็จรูปปกติราคา 6 บาทต่อซอง แต่ราคาที่จะนำมาจำหน่ายอาจเหลือ 5 บาทต่อซอง เป็นต้น จากนั้นก็จะติดชื่อบริษัทที่เข้าร่วมสนับสนุนบนตัวสินค้าด้วย” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าขณะนี้สินค้าบางประเภทปรับราคาสูงเกินต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น กาแฟเย็นของบางร้านมีประชาชนบางร้องเรียนว่าได้ปรับเพิ่ม 10-20% จากปกติที่เคยขาย 40 บาทต่อแก้ว เพิ่มเป็น 50 บาท เป็นต้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวกระทรวงก็รับไม่ได้ เพราะเอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ซึ่งหากผู้ประกอบการปรับเพิ่มในระดับ 5% ก็พอรับได้ เนื่องจากเป็นระดับใกล้เคียงกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระดับ 3-4%

ส่วนกรณีที่ต้นทุนการผลิตสินค้าที่เพิ่มจากค่าจ้างขั้นต่ำ ราคาน้ำมัน และค่าไฟฟ้า ที่เพิ่มสูงนั้น ตนได้มอบนโยบายเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม ออกไปให้คำปรึกษาโรงงานระดับเอสเอ็มอีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า โดยเฉพาะโรงงานที่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมา

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกระทรวงพาณิชย์เตรียมประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) โดยอาจมีการเพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุม ว่า การควบคุมราคาที่สุดก็จะฝืนความเป็นจริง เพราะคนที่ประกอบธุรกิจจะให้เขาขาดทุน ก็คงเป็นไปไม่ได้ ตนอยากให้กระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนคุยกับเรื่องโครงสร้างต้นทุน ว่ามาจากราคาน้ำมันเท่าไร มาจากค่าแรงเท่าไร จากนั้นค่อยไปดูว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้มากกว่าการเพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุม

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อ้างว่าต้นทุนการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย อย่างค่าแรงขั้นต่ำ ที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ก็ไม่ถึงร้อยละ 1 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ตนก็งงๆ อยู่ เพราะอย่างบริษัทผู้ผลิตชุดชั้นในซาบีน่ายังประกาศขึ้นราคาสินค้า ร้อยละ 5-6 โดยอ้างว่าเพราะค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ที่สื่อบางฉบับอ้างว่า ราคาไข่ไก่และหมูถูกลง ตนดูตารางของกระทรวงพาณิชย์แล้ว ก็มีเฉพาะ 2 อย่างนี้ที่ถูกลง ส่วนอย่างอื่นแพงขึ้นหมด ดังนั้น เวลานี้ควรจะเอาความจริงมาพูดให้หมด ส่วนที่อีสานโพลระบุว่าชาวบ้านต้องการให้รัฐบาลทบทวนนโยบาย น่าจะทำให้เลิกคิดได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์สะกดจิตให้ชาวบ้านคิดว่าของแพง แต่เป็นเพราะของแพงจริงๆ

ที่มา : ข่าวสด

Category : ข่าวในประเทศ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com