พัทยาเดลีนิวส์

02 กุมภาพันธ์ 2555 :: 12:02:38 pm 78904

อวสาน ‘ทับลาน’ เมืองทะเลหมอก สวิสเซอร์แลนด์แดนอีสาน

พลวัตความขัดแย้งบนขุมทรัพย์ ม่านบังตาที่ซ่อนเร้น ฝังลึก "อุทยานแห่งชาติทับลาน" สู่กาลอวสาน..เมืองแห่งทะเลหมอก สวิสเซอร์แลนด์แห่งแดนอีสาน ... ใครแพ้ ใครชนะ
สนใจโฆษณา

เปิดม่านบังตา ที่ซ่อนเร้น ฝังลึก เมืองทะเลในหมอก อุทยานแห่งชาติทับลาน เพียงลมปาก “จะเนรมิตให้วังน้ำเขียวเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งแดนอีสาน” ก่อเกิดศัตรูความขัดแย้ง ระหว่างมนุษย์ กับทรัพยากรธรรมชาติ บานปลายสู่พลวัตความขัดแย้งของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล และประชาชน สุดท้ายประเทศไทยที่ได้รับความพ่ายแพ้อย่างเป็นรูปธรรม

กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่า อุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ทะเลในหมอก เส้นรุ้งที่ 14 องศา 05 ลิปดา ถึง 14 องศา 33 ลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ 101 องศา 50 ลิปดา ถึง 102 องศา 40 ลิปดาตะวันออก รวมเนื้อที่ประมาณ 2,235.8 ตร.กิโลเมตร หรือ 1,397,375 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ จรดอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา ทิศตะวันออก จรดอำเภอปะคำ และอำเภอละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ทิศตะวันตก จรดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และทิศใต้ จรดอุทยานแห่งชาติปางสีดา ครอบคลุมเขตปกครองของ 2 จังหวัด 5 อำเภอ 13 ตำบล มีวาระซ่อนเร้นขัดแย้งมาก่อนปี พ.ศ.2540

 

ต่อเมื่อรัฐบาลยุค พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติรัฐมนตรีวังน้ำเขียว เปิดแถลงข่าว “จะเนรมิตให้วังน้ำเขียวเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งแดนอีสาน” ในปี พ.ศ.2540 ก่อให้เกิดความขัดแย้งฉุกเฉิน ฉับพลัน ระหว่างมนุษย์ กับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร และผืนแผ่นดินทีเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของทะเลในหมอก และได้เพิ่มความขัดแย้งเป็นทวีคูณต่อเมื่อมติคณะรัฐมนตรีให้เร่งพิสูจน์ การครอบครอง เพื่อดำเนินการรับรองสิทธิทำกิน โดยมอบหมายให้กรมป่าไม้ดำเนินการเพิกถอนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือผ่อนผันการใช้ประโยชน์ ด้วยการให้รับรองสิทธิ พิเศษ อีกทั้งมีการเร่งรัดให้ตัดถนนเร่งรัดพัฒนาชนบท เป็นถนนลาดยางสาย 2028 บ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว-บ้านหนองคุ้ย อ.ปากช่อง ระยะทาง 25.5 กม. ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา คณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร มีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01

 

ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ก็ไม่ได้ให้ความสนใจปล่อยให้มนุษย์ ทำร้ายธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต ป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร ในเขตป่าสงวนพื้นที่อุทยาน อย่างต่อเนื่อง และขยายวงกว้างมากขึ้น โดยปราศจากระงับข้อพิพาท และการเจรจาต่อรอง ไม่มีการสร้างสันติภาพ ในเมื่อกฎหมายเกือบทุกฉบับเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุมัติ ขอใบอนุญาตต่าง ๆ เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ป่าสงวน หรือพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และป่าไม้ การปฏิรูปที่ดินทำกินของเกษตรกร จึงทำให้เกิดตัวแสดงหรือคู่ขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น นายทุนต้องการเข้าแสวงหาผลประโยชน์กับทรัพยากรธรรมชาติ โดยการแสดงออกเป็นพฤติกรรมแผ้วถางป่า ตัดไม้ ทำลายป่าไป และก่อสร้างอาคารพักอาศัย ทำให้ป่าเขียวกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ในทางตรงกันข้าม น่าจะมีนัยยะซ่อนเร้นความขัดแย้ง เพื่อรอเวลาการเชื่อมโยงเพื่อเปลี่ยนคู่ขัดแย้งที่ลงตัวมาจนถึงยุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ธรรมชาติ เป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างถาวร ยากที่จะเยียวยาและแก้ไข

 

จนเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2554 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสต่อปวงชนชาวไทยเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงห่วงใยปัญหาป่าไม้ถูกทำลาย ทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมทำให้เกิด แนวคิด ปัญญา ในการปฏิบัติ และเพิ่มความเข้มข้นในการขจัดปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เป็นการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี เพราะจะทำให้ความขัดแย้งที่ซุกซ่อน มีนัยยะเกิดความเข้มข้นขึ้น ผลักดันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงพฤติกรรมออกมาด้วยการนำบันทึก เรื่องเสร็จที่ 791/2548 ของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตีความไว้ระหว่างที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ซึ่งตีความไว้ว่า ที่ดิน ส.ป.ก 4-01 ไม่ใช่เป็นการได้มาในกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่น แต่เป็นที่ดินตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และเป็นของรัฐ และเอกสารดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เพียงแต่ให้สิทธิแก่เกษตรเข้าทำประโยชน์เท่านั้น จึงเป็นหนทางเดียวที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ยึดกฤษฎีกาฉบับนี้ มาสร้างความขัดแย้งให้สูงขึ้นถือเป็นการเปลี่ยนตัวแสดงใหม่ระหว่าง ป่าไม้ กับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวปราศจากป่าไม้ธรรมชาติ คงเหลือแต่พื้นที่รกร้าง ว่างเปล่า

 

เมื่อวิเคราะห์จากสภาพปัญหาเกี่ยวกับการรักษาผืนป่า และพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นความขัดแย้งจากฐานแนวคิดเรื่องนโยบาย รูปแบบการตัดสินนโยบาย จะเห็นได้ว่าอดีตที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีวังน้ำเขียวได้ ให้ความหวังไว้ว่า “จะเนรมิตให้วังน้ำเขียวเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งแดนอีสาน” ให้ดำเนินการจัดการที่ดินว่างเปล่าและให้ออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 กับเกษตรกร และอีกเรื่องที่อาจวาระซ่อนเร้น มีนัยยะ ให้ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้บุกรุก แต่ในทางตรงกันข้ามมีการบุกรุกป่าเข้มข้นไปกว่าเดิม ดั้งนั้นความขัดแย้งเป็นพลวัตขยายวงกว้างเป็นผลมาจาก นโยบายที่ขัดแย้ง ไม่ได้เยียวยาปัญหา ทำให้เกษตรกร หวั่นวิตกในความไม่แน่นอนของนโยบายจึงให้เช่า เปลี่ยนมือ ขายที่ดินในราคาถูกให้กับเจ้าของรีสอร์ท นายทุน นักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และข้าราชการ ทำให้พื้นที่ป่าสงวนกลายเป็นป่ารกร้าง ว่างเปล่า ประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่กับผู้ใดในประเทศ ในภาวะวิกฤต ที่ประเทศไทยต้องผ่านพ้นไปให้ได้ในขณะนี้

 

ถึงแม้ว่า ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน หรือทะเลในหมอก สวรรค์แห่งสวิสเซอร์แลนด์แดนอีสาน จะสู่กาลอวสาน แต่สิ่งที่ซ่อนเร้น ฝังลึกของความขัดแย้งเป็นพลวัตยังไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ อันจะนำไปสู่ความรุนแรง แก้แค้น ระหว่างเกมการเมือง นายทุนอิทธิพล เจ้าของผู้ประกอบการที่พักตากอากาศ รีสอร์ทที่ได้ทุ่มทุนมหาศาลในการกว้านซื้อที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง สุดท้ายก็ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจสู่การยุติ หลีกเลี่ยง เพื่อชะลอความรุนแรงลงได้ รัฐคงต้องใช้วิธีการประนีประนอม และการขอความร่วมมือ โดยใช้กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยการเจรจาต่อรองเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง ไปสู่ความราบรื่นเพื่อให้เกิดความปรองดอง ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้งผืนป่าธรรมชาติ ประชาชน และประเทศชาติ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกเจ้าของที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ไม่ว่าจะอยู่ในเขตอุทยาน หรือเขตป่าไม้ หาประชุมหารือเพื่อหาทางออก โดยใช้ พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ.2535 ซึ่งรับผิดชอบโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความหมายให้เช่าที่ดิน ปลูกสวนป่า เพื่อการค้า แต่อาศัยมาตรา 7 วรรคสาม ว่าด้วย ไม้และป่าตามวรรคสองให้ตกเป็นของแผ่นดิน จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นไม้หวงห้าม คือกรณีไม้หวงห้าม และใช้ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 20 เรื่อง ป่าสงวนแห่งชาติแห่งใดมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม อธิบดีมีอำนาจอนุมัติให้เช่าทำสวนป่าได้ ซึ่งระยะเวลา และมีใบอนุญาต ถ้าไม่เข่นนั้นก็มีแต่คำว่า แพ้ – แพ้ ด้วยกันทั้งสิ้น

และยังมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 บุคคลซึ่งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติให้เป็นไปตามอธิบดีกำหนด อนุมัติโดยรัฐมนตรี และยังนำมาตรา 15 คณะกรรมการมีหน้าที่การกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ การขยายหรือการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติได้ และใช้ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2508 อีกทั้งใช้กลยุทธ์แก้ไขความขัดแย้งแบบเด็ดขาด ให้ผู้ประกอบการรีสอร์ททั้งหมด ปรับปรุงพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่มีอยู่ในความรับผิดชอบให้เป็น “”บ้านเล็กในป่าใหญ่” ปลูกต้นไม้ยืนต้น ไม้ประจำถิ่น ไม้อนุรักษ์ รวมถึงการปลูกจิตสำนึกให้เจ้าของรีสอร์ท โดยภาครัฐต้องจัดทำโครงการร่วมกับ ทั้งผู้ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อน เพื่อรักษาป่าให้เกิดความสมดุล ตามจำนวนเปอร์เซนต์ของป่า เพื่อคืนความเขียวชอุ่ม ชุ่มน้ำให้กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน และ อีกทั้งห้ามทำการดัดแปลง หรือทำการก่อสร้างอาคารที่พักเพิ่มเติม สุดท้ายให้มีการชำระภาษีที่สูงกว่าค่าธรรมเนียมที่ยังมีการเอื้อประโยชน์ต่อกัน แล้วนำเงินรายได้ไปรักษาป่าที่อื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ความขัดแย้งแบบรัฐชนะ ประชาชนชนะ ประเทศไทยชนะ ถ้ามีการผ่าฝืนกฎ ระเบียบ กติกา ข้อตกลงให้รัฐแสดงแสนยานุภาพใช้อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ เข้าดำเนินการอย่างเฉียบขาด อันจะก่อให้เกิดสันติภาพ สามารถทำให้คนและป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข แบบ บ้านเล็กในป่าใหญ่ จะทำให้เกิดการฟื้นฟูผืนป่าอย่างยั่งยืน ถาวรอย่างแน่นอน ประเทศชาติได้ประโยชน์มากกว่านี้

Reporter : ณัฐภูมินทร์   Photo : ณัฐภูมินทร์   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com