พัทยาเดลีนิวส์

16 มิถุนายน 2554 :: 16:06:12 pm 66520

อีกแล้ว!!แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหลอกผู้เฒ่า โอนเงินล้าน

รอง ผบช.ก. เตือนระวังโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกให้โอนเงิน พร้อมพัฒนารูปแบบลวงว่าจับคนในครอบครัวเป็นตัวประกัน ก่อนเรียกเงินค่าไถ่ ขณะธนาคารยันไม่มีนโยบายโทรหาลูกค้าสอบถามข้อมูลการเงิน
สนใจโฆษณา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้แม้จะมีข่าวสาร กรณีมีประชาชนตกเป็นเหยื่อถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์หลอกตุ๋นเงินไปก็มาก หรือทางธนาคาร เจ้าหน้าที่รัฐออกสื่อประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนไปก็ไม่น้อย แต่ล่าสุดยังมีประชาชนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อพวกแก๊งเหล่านี้อยู่ ทั้งการใช้การโทรหลอกในรูปแบบเดิม และรูปแบบใหม่ๆ

โดยเหยื่อรายล่าสุด เป็นชายวัย 60 ปีเพิ่งเกษียณอายุราชการมาได้เพียง 2 เดือน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกทางโทรศัพท์ให้โอนเงิน กว่าล้านบาท ที่สะสมไว้หลังได้บำเหน็จ บำนาญมา ซึ่งหวังนำมาใช้ในบั้นปลายของชีวิตไปจนหมด โดยแก๊งนี้แกล้งทำทีเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ที่บอกกับผู้เสียหายว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่เกือบ 4 หมื่นบาท ก่อนที่จะโอนโทรศัพท์ไปหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายเป็นชายที่อ้างตัวว่าเป็นพันตำรวจโท จากดีเอสไอ ซึ่งระบุว่าเงินในบัญชีของเหยื่อเป็นเงินที่ถูกฟอก และมีความผิด ขณะเดียวกัน ก็พยามหลอกถามเหยื่อเกี่ยวกับจำนวนเงินในแต่ละบัญชี โดยอาศัยช่วงที่เหยื่อกำลังตกใจ

จากนั้นคนร้ายได้ใช้คำพูดหลอกล่อให้ผู้เสียหายไปกดเงิน โดยใช้เมนูหน้าจอภาษาอังกฤษเพื่อให้เหยื่อสับสน โดยหลอกให้เหยื่อกดโอนเงินจำนวน 99,999 บาท จำนวนสองครั้ง และกำชับให้เหยื่อทำลายสลิปต์เงิน เนื่องจากเป็นรหัสลับของทางราชการ ซ้ำกันนี้ คนร้ายยังออกอุบายให้เหยื่อ เตรียมข้อมูลไปเบิกเงินสดจากธนาคารอีก 1 ล้านบาท โดยย้ำไม่ให้บอกใคร และจะติดตามดูพฤติกรรมของเหยื่อตลอดผ่านกล้องวงจรปิด

เหยื่อรายนี้หลงเชื่อ และได้ขับรถไปถอนเงินสดจำนวน 1 ล้านบาทจากธนาคารแห่งหนึ่ง และถูกสั่งให้นำเงินเหล่านั้นไปโอนเข้าบัญชีผ่านเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติ โดยให้เหยื่อโอนเงินตามหมายเลขบัญชีทั้งสิ้น 3 ชื่อบัญชี ครั้งละ 100,000-200,000 บาทจนจำนวนเงินครบล้านบาท

ขณะเดียวกันคนร้ายที่ทราบว่าเหยื่อยังมีเงินสดอยู่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา จึงออกอุบายให้เหยื่อไปทำธุรกรรมต่อที่สาขาบางกอกน้อย แต่หลานสาวของเหยื่อที่ทราบเรื่องราวจึงทำการสั่งระงับเงินในบัญชีธนาคารจำนวน 5 แสนบาทไว้ได้ ทำให้คนร้ายไหวตัวทัน ก่อนจบการสนทนาตลอด 4 ชั่วโมงครึ่งว่าจะไปพบเหยื่อที่บ้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน กรกฎาคมปีที่ 2553 ก็เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว จนเป็นข่าวโด่งดังออกสื่อทุกแขนง เพราะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ คือ นักร้องสาวชื่อดังซีแนม AF1 โดนหลอกในลักษณะเดียวกันว่าเธอเป็นหนี้บัตรเครดิต หากไม่ระงับ หรือโดอนเงินจะทำให้เกิดหนี้ต่อไป ซึ่งเธอได้หลงเชื่อโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มโดย ใช้เมนูภาษอังกฤษด้วยความรีบเร่งและร้อนรนเช่นกัน และ ได้โอนไปให้คอลเซนเตอร์ไป 160,000 บาท มาเอะใจอีกทีหลังสูเงินไปแล้ว

ทางด้าน พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ได้เปิดเผยข้อมูลในการระดมกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์พร้อมกัน 7 ประเทศ โดยระบุว่า มีต้องหาทั้งสิ้น 692 คน เป็นชาวไต้หวัน 471 คน, จีน 214 คน, เวียดนาม 1 คน, เขมร 1 คน, เกาหลีใต้ 2 คน และไทย 3 คน ทั้งนี้คนร้ายในประเทศไทย จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร และบอกว่ามีหนี้บัตรเครดิต เสร็จแล้วจะโอนสายไปยังผู้ที่อ้างตนว่าเป็นตำรวจและบอกว่าเงินของเหยื่อเป็นเงินที่ถูกฟอก ซึ่งเหยื่อที่หลงกลเชื่อ ก็จะโอนเงินให้ทางเอทีเอ็ม โดยอ้างว่าเป็นบัญชีกลางของทางราชการ

ขณะที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็มีกลยุทธใหม่ ๆ เพราะกลยุทธ์แบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล โดยวิธีใหม่นั้น เป็นการเรียกค่าไถ่ ซึ่งคนร้ายจะโทรศัพท์เข้าบ้านในช่วงเวลากลางวัน เพื่อให้ผู้สูงอายุที่บ้านรับสาย แล้วอ้างว่า ลูกหลานและญาติ ถูกจับไปเป็นตัวประกัน เพราะไปค้ำประกันให้คนอื่น จากนั้นก็ทำเสียงเหมือนว่ามีการทำร้ายร่างกาย ทำให้เหยื่อเกิดความกลัว ต้องโอนเงินให้คนร้ายในที่สุด

ด้าน นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากที่ได้มีกลุ่มมิจฉาชีพออกหลอกลวงประชาชนหลายรูปแบบ โดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งอ้างเป็นพนักงานธนาคารหรือบัตรเครดิตต่างๆ โดยมีเป้าหมายลวงถามข้อมูลส่วนตัวและการเงิน และหลอกให้ทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็มเมนูภาษาอังกฤษ โดยประชาชนไม่ทราบว่าเป็นรายการโอนเงิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดกลุ่มมิจฉาชีพ ได้แอบอ้างเป็นธนาคารขนาดใหญ่รวมถึงธนาคารกสิกรไทย ใช้โทรศัพท์ทั้งที่เป็นระบบอัตโนมัติและบุคคลสุ่มโทรไปยังประชาชนทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องทราบว่าเป็นลูกค้าของธนาคารนั้น ๆ หรือไม่ และมีการสร้างเรื่องให้เหยื่อตกใจหรือเกิดความคาดหวังในรางวัลและเงินคืนต่าง ๆ เช่น แจ้งว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต, มีรายการใช้บัตรเครดิตผิดปกติเกิดขึ้น, ได้รับเงินคืนภาษี หรือถูกรางวัล เป็นต้น

ทั้งนี้ ทุกธนาคารจะไม่มีนโยบายในการโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลด้านการเงินจากลูกค้า โดยเฉพาะไม่มีการโทรศัพท์แจ้งให้ลูกค้าไปทำรายการด้วยตนเองผ่านเครื่องเอทีเอ็มแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากลูกค้าได้รับโทรศัพท์แล้วมีข้อสงสัย โทรศัพท์สอบถามจากหน่วยงานต้นเรื่องหรือธนาคารก่อนดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพเหล่านั้น

ส่วนในประเทศอื่นๆแถบบ้านเรา ก็โดนแก๊งค์มิจฉาชีพเหล่านี้หลอกไปไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งเมื่อ 4 วันก่อน ทางการจีน ได้เช่าเครื่องบินเหมาลำนำตัวผู้สงสัยชาวจีน 77 คนจากอินโดนีเซีย เดินทางกลับถึงกรุงปักกิ่ง มาดำเนินคดี ขณะที่อีกเที่ยวบินหนึ่งได้นำตัวผู้ต้องสงสัยอีกกว่า 60 คนที่ถูกจับกุมในกัมพูชาก็เดินทางถึงเมืองเซียะเหมิน ซึ่งผู้ต้องสงสัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมด 598 คน ซึ่งพัวพันกับการฉ้อโกงเงินด้วยการใช้วิธีโทรศัพท์ หรือผ่านอินเตอร์เน็ต หลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีหรือซื้อสินค้า และพบว่าขบวนการดังกล่าวมีเครือข่ายอยู่ทั่วเอเชีย

ซึ่งการกวาดล้างครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจจีนและไต้หวัน ที่ร่วมกันสืบสวนมานานถึง 3 เดือน และประสานการจับกุมถึง 160 จุด นับเป็นการกวาดล้างอาชญากรรมครั้งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นชาวไต้หวันถึง 411 คน เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 180 คน และมีคนไทยรวมอยู่ด้วย 3 คน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมาในรูปแบบไหน อยากให้ประชาชนระมัดระวัง และไม่ให้หลงเชื่อโอนเงินให้ผู้อื่นง่าย ๆ อีกทั้ง อย่าให้เลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลส่วนตัวกับโทรศัพท์ที่ไม่น่าไว้วางใจเด็ดขาด

Reporter : พันธ์ทิพย์ คุณารัตนกุล   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

จิฐิพร

kira

ดอย