พัทยาเดลีนิวส์

11 ธันวาคม 2553 :: 10:12:17 am 47250

เคาะการเมือง! เบนเป้าตามก้น พึ่งประชานิยม เอาตัวรอด

สถานการณ์การเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ นอกจากมีคิวรอเสียวไส้ เตรียมรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง การรอคิวซักฟอกของฝ่ายค้านที่จ้องชำแหละแผลทุจริตให้ต้องลุ้นระทึกแล้ว ยังต้องเร่งวางยุทธศาสตร์ ขับเคี่ยวกับขั้วการเมืองต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อม เข้าสู่สมรภูมิการเลือกตั้งใหญ่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณ ต้นปี 2554 หลังจากที่หลายพรรคการเมือง เริ่มส่งคนลงพื้นที่ เร่ขายฝันหาเสียง ตุนคะแนนไว้ล่วงหน้า
สนใจโฆษณา

ประชานิยม หมายถึง นโยบาย ที่สนับสนุนคนยากจนเพื่อมุ่งหวังความนิยม โดยไม่จำเป็นต้องมีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับเสมอไป และไม่จำเป็นต้องเป็ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของประเทศนั้นด้วย ประชานิยมมีความหลากหลายในรูปแบบที่ปรากฏ แต่มีลักษณะร่วมกันตรงที่เป็นนโยบายที่มุ่งเอาอกเอาใจประชาชน แต่ผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ กลับตกแก่ผู้นำที่เอานโยบายประชานิยมไปใช้ มากกว่าตัวประชาชนเองโดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า

ประชานิยม (Populism) เป็นอุดมการณ์และแนวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในรัสเซีย (ที่เรียกกันว่า ขบวนการนารอดนิก) อุดมการณ์ ทางการเมืองแบบประชานิยม ที่อิงกับฐาน ชาวนา จนจัดได้ว่าเป็นอุดมการณ์ และแนวทางทางการเมืองที่แพร่หลายที่สุดในโลกที่สาม ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ไม่ว่าจะในจีนแดงสมัยเหมาเจ๋อตง (การปฏิวัติวัฒนธรรม, แนว ทางมวลชน) หรือแถบละตินอเมริกา ซึ่งผลของแนวทางๆการเมือง แบบประชานิยมนี้ไม่ว่าจะนำไปใช้ในภูมิภาคไหน ล้วนมีจุดจบเหมือนกันคือ ความล้มเหลวทั้งในทางการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจ

ประชานิยม (populist) หรือ อาจตีความหมายได้อย่างง่ายๆว่า เป็นการบริหารงานโดยเน้นถึงความนิยมของประชาชนต่อนโยบายเป็นสำคัญ กล่าวอย่างชาวบ้านก็คือ เพื่อสนองความต้องการของประชาชนนั้นเอง โดยแนวนโยบายประชานิยม แม้จะเป็นการทำให้ประชาชนพอใจอย่างนโยบายของรัฐบาล เช่น ตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หรือล่าสุดคือ คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร และอาจจะมีโครงการโทรศัพท์มือถือเอื้ออาทร ฯลฯ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในช่วงเวลานั้นๆ โดยอาจจะขับเคลื่อนนโยบายโดยบุคคลกลุ่มเดียว หรือหลายกลุ่มเพื่อสร้างความพอใจให้ประชาชนก็ได้ แต่ถ้าพิจารณาออกไปในมุมกว้าง การตอบสนองดังกล่าวอาจเป็นผลดีในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว อาจจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากการใช้งบประมาณมากเกินความจำเป็น โดยเน้นแต่ความพอใจของประชาชนแต่ อย่างเดียว ดังเช่นกรณีเหตุการณ์ในประเทศอาเจติน่า

นโยบาย ประชานิยมต่อให้เป็นการเคลื่อนไหว จากประชาชนคนชั้นล่างเองก็ยังล้มเหลวมา แล้ว ยิ่งถ้าเป็นการจัดตั้งจากรัฐ หรือเป็นแค่การจัดสวัสดิการจากรัฐบาลที่มี เหตุผลทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐเข้าไปช่วยใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเพิ่มอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศและ มีเหตุผลทางการเมือง เพื่อเรียกร้องคะแนนเสียงอย่างต่อเนื่อง ของรัฐบาลด้วยแล้วยิ่งล้มเหลวหนัก ขึ้นและสร้างปัญหาหนักหน่วงตามมาอีกมากมาย

เริ่มจากพรรคภูมิใจไทยที่อัดแคมเปญซื้อใจหัวคะแนนในพื้นที่ โดยให้ “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เซ็นลงนามระเบียบกระทรวงมหาดไทย เพิ่มเงินเดือนให้สมาชิกองค์การบริหารส่วน ตำบล (อบต.) ท่วมท้นกว่าเท่าตัว โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 หวังมัดใจผู้นำท้องถิ่นล่วงหน้า ก่อนที่สังเวียนเลือกตั้งใหญ่จะเริ่มขึ้น

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นอาการกระวนกระวายใจของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี หัวหน้าใหญ่ค่ายประชาธิปัตย์ ต้องรีบเบรกเกมอัดฉีดงบก้อนโตให้ อบต.ของพรรคภูมิใจไทย เพราะผู้นำท้องถิ่นถือเป็นหัวคะแนนชั้นดี ในการสร้างความได้เปรียบและเพิ่ม ฐานเสียงให้พรรคการเมือง การปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยแย่งซีนเพิ่มค่าตอบแทน อบต.ปาดหน้าแคมเปญใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เล็งกดปุ่มขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนทั่วประเทศในเดือนเม.ย.2554 จึงเป็นการแย่งชิ้นปลามันที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมไม่ได้ ทำให้ “อภิสิทธิ์” ต้องรีบสั่งการในที่ประชุมครม.ให้ รมว.มหาดไทย ไปทบทวนบัญชีอัตราบัญชีเงินเดือนของอบต.ใหม่

เล่นบทหักดิบ สกัดการประเคนงบให้ อบต. ฉีกหน้าโครงการภูมิใจไทยซ้ำแล้ว ซ้ำอีก โดยมีเป้าหมายต้องการยกยอดการขึ้นค่าตอบแทน อบต.ให้ไปเริ่มพร้อมกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั่วประเทศ ในเดือน เม.ย. 2554 หวังฮุบเป็นผลงานของตัวเองคนเดียว ตามบทถนัดของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ ยังจ่อทำสงครามประชานิยมต่อสู้กับพรรคภูมิใจ ไทย พรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง โดยเตรียมประกาศขายฝันครั้งใหญ่ ในวันที่ 17 ธ.ค. นี้ เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทย วางอภิมหาโปรเจค ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ล่อใจชาวรากหญ้าทุกกลุ่มอาชีพ อาทิ คนขับรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย คนทำงานกลางคืน เกษตรกร

สั่ง ปูพรมมาตรการลด แลก แจก แถม ทั้งการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ปราบส่วยวินมอเตอร์ไซด์และแท็กซี่มิเตอร์ การหาแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้า การเข้าถึงระบบสินเชื่อของแรงงานนอกระบบ การขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ การลดต้นทุนน้ำมันและแก๊สหุงต้ม และลากยาวมาตรการใช้น้ำ-ไฟฟ้าฟรี

เบน เป้าหมายจากกลุ่มชนชั้นกลาง มาซื้อใจชาวรากหญ้าที่ส่วนใหญ่ไม่ชอบขี้หน้า “อภิสิทธิ์” มาเป็นฐานเสียงให้ตัวเอง หันมาลอกตำราประชานิยมจากต้นตำรับ “ทักษิณ ชินวัตร” มาเป็นแผนการตลาด เร่ขายฝัน หวังดันก้น “อภิสิทธิ์” ขึ้นเป็นนายกฯรอบสอง กลืนน้ำลายตัวเองที่เคยรุมถล่มโครงการประชานิยม สมัยพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล

แนวทาง เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงก็ ยังเป็นข้อความที่ยังอยู่แต่ในหน้ากระดาษ หรือเป็นนโยบายที่เป็นนามธรรมอันสวยหรูของรัฐบาล หรือส่วนราชการต่างๆ เหมือนเดิม หากไปถามชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้นำชุมชนในต่างจังหวัดแล้ว โดยส่วนใหญ่เขาเข้าใจว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงนั้นมีประโยชน์ และใช้ได้จริงอย่างไรในสังคมไทย แต่เขาขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ การสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน การดำเนินโครงการที่มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่า เป็นแค่นโยบายหาเสียง ซึ่งทำแบบ “ไฟไหม้ฟาง” สุดท้ายก็ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ ประชาชนก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้อยู่เช่นเดิม

ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุด คือ รัฐบาลต้องอาศัยกลไกของระบบราชการไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ในการเข้าถึงประชาชน เพื่อเข้าไปรับรู้ความต้องการที่แท้จริง ของประชาชนในแต่ละชุมชนหรือท้องถิ่น เสียที อย่าดูถูกว่า ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง จะหยิบยืมอะไรให้เขาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ควรจะให้ความสำคัญกับการรับรู้ความต้องการของประชาชน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่จริงจังและต่อเนื่อง มากกว่าใช้วิธีทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงในการชนะการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีผลงานที่ชัดเจนที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง หากท่านทำให้ประชาชนพอใจในผลงานท่าน ท่านก็ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอย่างแน่นอน โดยอาจจะไม่ต้องเสียเงินหาเสียงอย่างมากมาย เหมือนอย่างที่เป็นมาในอดีตและคง อยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลจะต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีก่อน ดั่งคำที่ว่า “หัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” นั่นเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะหนีไม่พ้นเดินตามก้น “ทักษิณ” เพื่อเอาตัวรอดในการเลือกตั้ง

เรียบเรียง  สิทธิศักดิื

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com