พัทยาเดลีนิวส์

17 กรกฎาคม 2557 :: 06:07:21 am 138918

เจ้าของ โรงแรม วิ่งโร่เข้ามอบตัวกับตำรวจพัทยา

หลังถูกออกหมายจับกรณีต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซ้ำยังดื้อแพ่งเดินหน้าสร้างต่อหน้าตาเฉยไม่สนกฎหมาย ด้านผู้ว่าฯ เมืองชลพอรู้ข่าวเจ้าของ โรงแรม ไปวิ่งเต้นนักการเมืองมาบีบให้อนุมัติก่อสร้างต่อ ถึงกับฟิวส์ขาดทุบโต๊ะดังเปรี้ยงแสดงความไม่พอใจ พร้อมตรวจสอบขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินธุรกิจ หากพบมีการกระทำผิดกฎหมาย จะได้ชงเรื่องถอนสัญชาติส่งกลับประเทศบ้านเกิดทันที
สนใจโฆษณา

พัทยา-วานนี้ (16 ก.ค.57) เมื่อเวลา 18.00 น. นายอลงกรณ์ แซ่หวัง อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 512 ซอยลาดพร้าว 112 (เอี่ยมสมบูรณ์) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร นักธุรกิจพันล้านเจ้าของ โรงแรม ชื่อดังหลายแห่งในเมืองพัทยา พร้อมทนายความ เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.ภ.2 และ พ.ต.อ.สุภธีร์ บุญครอง รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี รรท.ผกก.สภ.เมืองพัทยา หลังตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ จ.274/2557 ในความผิดฐาน ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานท้องถิ่น , ฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับ รื้อถอน การดัดแปลงอาคาร และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร โดยมีนายคมสัน เอกชัย ผวจ.ชลบุรี นายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยา เดินทางมาติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี

 

ทั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เมืองพัทยาได้มีคำสั่งให้สถานประกอบการ โรงแรม บูติค พาราไดซ์ ตั้งอยู่เลขที่ 12 กลางซอยวี.ซี. พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ให้ทำการรื้อถอนอาคารที่ต่อเติมบริเวณชั้นบนอาคาร ค.ส.ล. จาก 3 ชั้น เป็น 7 ชั้น ขนาดประมาณ 22×12 เมตร รวม 3 คูหา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ทางผู้บริหารเมืองพัทยาจึงออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง และออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 ในเวลาต่อมา พร้อมมอบหมายให้นิติกรเมืองพัทยา เป็นผู้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อส่งฟ้องร้องต่อชั้นศาลให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

ต่อมาวันที่ 26 พ.ย.56 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ นอภ.บางละมุง นายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยา และนายวีระวัฒน์ ค้าขาย รองนายกเมืองพัทยา ได้เดินทางไปตรวจสอบอย่างต่อเนื่องว่าได้ทำตามคำสั่งของศาลที่ให้ทำการรื้อถอนหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเจ้าของ โรงแรม ยังดื้อแพ่งไม่ยอมรื้อถอน ซ้ำยังดำเนินการก่อสร้างต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา เข้าทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปแล้วบางส่วน พร้อมสั่งปิดการใช้อาคารเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการปรับปรุงแล้วเสร็จ แต่ภายหลังพบว่า โรงแรม ดังกล่าวยังเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแต่อย่างใด

 

โรงแรม โรงแรม

 

โดยในระหว่างสอบปากคำนายอลงกรณ์ อยู่นั้น นายคมสัน เอกชัย ผวจ.ชลบุรี เกิดอาการฟิวส์ขาดทุบโต๊ะเสียงดังลั่น เพราะไม่พอใจที่มีข่าวว่านายอลงกรณ์ หนุ่มนักธุรกิจเชื้อสายจีนแผ่นดินใหญ่รายนี้ พยายามวิ่งเต้นขอให้นักการเมืองคนหนึ่งมาช่วยบีบให้มีการอนุมัติต่อเติมก่อสร้างอาคารต่อไป ทำให้บรรยากาศในช่วงนั้นเป็นไปอย่างตึงเครียด ก่อนที่ผู้ว่าฯชลบุรีจะประกาศออกมาว่า จะทำการตรวจสอบการทำธุรกิจของนายอลงกรณ์ ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจากการเช็คประวัติทราบว่านายอลงกรณ์ เป็นชาวจีนโดยกำเนิด แต่ภายหลังได้ขอสัญชาติไทย จึงสามารถทำธุรกิจในประเทศได้เฉกเช่นคนไทยทั่วไป จนปัจจุบันได้เป็นผู้บริหาร โรงแรม ระดับ 3 ดาวในเมืองพัทยาหลายแห่ง ซึ่งกรณีนี้จะได้มีการนำกฎหมาย พ.ร.บ.การฟอกเงินมาใช้ตรวจสอบด้วย หากพบความไม่ชอบมาพากล และมีหลักฐานยืนยันว่ากระทำผิดกฎหมายจริง ก็จะชงเรื่องเพื่อถอดถอนสัญชาติไทยก่อนส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด

 

นายคมสัน เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานนับปี และก่อนหน้านี้นายอลงกรณ์ ได้ขออนุญาตทำการปรับปรุงตกแต่งภายในอาคาร ที่ โรงแรม ในเครืออีกแห่งหนึ่ง ในซอยหลังวัดชัยมงคล ซึ่งจากเดิมมีความสูงรวม 7 ชั้น แต่ต่อมาผู้บริหาร โรงแรม มีการลักลอบต่อเติมอาคารขึ้นไปเป็น 11-13 ชั้น โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน และสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักอาศัย แต่กลับไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาทักท้วงและดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามขั้นตอน

 

โดยส่วนตัวก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามีข้อติดขัดอะไร หรือเป็นการประวิงเวลาเพื่อเกื้อหนุนกันระหว่างผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนจึงต้องลงมากำกับดูแลด้วยตัวเองเพื่อให้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ก็อาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัย จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักการช่างเมืองพัทยา, นิติกรเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ติดตามความคืบหน้าของการรื้อถอน การปิดตัวอาคาร และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากนี้จะมีการรวบรวมหลักฐานดำเนินการฟ้องผู้บริหาร โรงแรม ดังกล่าวต่อศาลอีกจำนวน 10 คดี และหากพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิกเฉยปล่อยปละละเลยไม่ยอมแก้ปัญหา หรือเอื้ออำนวยรู้เห็นเป็นใจกับผู้ประกอบการ ก็จะได้มีมาตรการลงโทษทางวินัยอย่างเฉียบขาดต่อไป

Reporter : ธีระรักษ์ สุทธาธิวงษ์   Photo : ธีระรักษ์ สุทธาธิวงษ์   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com