พัทยาเดลีนิวส์

11 มีนาคม 2554 :: 15:03:42 pm 57820

เทือกปลุกผี -ด่าแดง “คอมมิวนิสต์ “

"อดิศร เพียงเกษ" โผล่มอบตัวที่ดีเอสไอ สู้คดี ก่อการร้าย หลังหลบหนีไป 9 เดือน "ธิดา" เข้าให้ข้อมูลวุฒิสภา ย้ำอยุติธรรม ตั้งข้อหามั่ว หลัก ฐานไม่ชัด ชี้มีแรงงาน 24 ล้านคนเป็นเสื้อแดง ให้จับตาผู้นำเหล่าทัพไหว้ศาลหลักเมือง คล้ายก่อนรัฐประหาร 2549 ด้านกองทัพประเมินแดงไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ชุมนุม 12 มี.ค. ด้านนักกฎหมายชี้ชูป้ายไล่มาร์ค ถ้าไม่หยาบคาย ถือว่าไม่ผิด มีทำกันทั่วโลก
สนใจโฆษณา

เอ็กซ์โปกร่อย-รปภ.มาร์คเข้ม

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 10 มี.ค. ที่ศูนย์ แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานไทยแลนด์ เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2011 โดยมีนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารภาคเอกชน และผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ร่วมงาน เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึงบริเวณงาน ปรากฏว่าผู้แทนภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของบูธร้านค้า ไม่สามารถเข้ามายังบริเวณสถานที่จัดงานภายในได้ เนื่องจากตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยของนายกฯ ตรวจตราการเข้าออกงานอย่างเข้มงวด หากไม่มีบัตรเชิญ หรือสติ๊กเกอร์อนุญาตของงาน ก็จะไม่สามารถเข้ามายังภายในงานได้

นอกจากนี้ ผู้ที่จะเข้ามาภายในงานต้องไปเข้าคิวลงทะเบียน และถูกตรวจค้นกระเป๋าอย่างละเอียด ทำให้ภายในงานมีเพียงสื่อมวลชน ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจำนวนมาก และเจ้าของร้านค้าเพียงไม่กี่ร้าน ที่เดินทางมาถึงก่อนเท่านั้น ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่าเหมือนจัดงานสัมมนาตำรวจมากกว่างานแสดงสินค้า อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหน้าที่ตรวจอย่างเข้มงวด เนื่องจากที่ผ่านมาเวลาที่นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปไหน ก็จะมีคนชูป้าย และตะโกนขับไล่ หรือดักปาสิ่งของใส่นายอภิสิทธิ์

“เทือก” พัลวัน “เดินมาหาลูกปืน”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อ้างเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุนายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่าผู้เสียชีวิตในเหตุ การณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 เพราะเดินเข้ามาหาลูกกระสุนปืนเองว่า จะพูดกับสื่อที่ทำเนียบรัฐ บาลที่เดียว และวันละครั้งเท่านั้น ไม่พูดพร่ำ เพรื่อ เข้าใจว่าคนที่ระบุต้องการบิดเบือน คาดว่าช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สื่อถามประเด็นที่มีคนกล่าวหาว่ามีการฆ่าประชาชน 91 ศพ และชี้แจงไปว่าไม่ได้ทำ ไม่มีเรื่องที่จะให้ตำรวจและทหารไปสลาย หรือถือปืนไล่ยิงประชาชน ข้อเท็จจริงผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งเพราะเข้ามาโจมตีสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ตั้งป้อมและด่านไว้ เจ้าหน้าที่ต้องป้องกันด่านและตัวเอง จำได้ว่าคำพูดเป็นเช่นนี้ แต่ไปใส่คำใหม่ คนบ้าอย่างตนจะพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ไม่มีทาง

“ผมเข้าใจดีเพราะทั้งหมดนี้มาจากนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่รับ จ้างทำงานให้เขาอยู่แล้ว และพูดจาให้ร้ายประ เทศไทยและรัฐบาลไทยมาหลายครั้ง เป็นคนที่เราไม่ให้เข้าประเทศอยู่แล้ว” รองนายกฯ กล่าว

โชว์ภาพแฉกลับมือเผาห้าง

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา มีคนนำคลิปที่มีผู้เผยแพร่ทางสื่ออิเล็ก ทรอนิกส์ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ไล่ยิงคนภายในห้างเซ็นทรัล เวิลด์ เพื่อให้ออกจากห้าง จะได้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนทำ และโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะการนำมาเผยแพร่นี้ เข้าใจว่าเขาเริ่มกระบวนการปูพื้นก่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหมโรงชักนำความรู้สึกของประชาชนก่อนถึงวันอภิปราย ตนจะนำรูปภาพของจริงไปแสดงว่า คนที่ลงมือเผาห้างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่งตัวอย่างไร ใช้อะไรเผา และใครทำอะไรอยู่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ เพราะไม่ใช่แค่เผาห้าง แต่สถานที่อื่นทั้งธนาคารและอาคารต่างๆ เป็นไปตามคำสั่งของแกนนำที่สั่งให้เผาบ้านเผาเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะให้ฝ่ายค้านเปิดเผยคลิปเผาห้างต่อสาธารณชน นายสุเทพ กล่าวว่า อยากให้มีอะไรให้เอามาเปิด ไม่ต้องยั้งมือ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตรวจสอบ ที่มีตัว แทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลงกันว่าจะให้เปิดหรือไม่ เพราะถ้าไม่ระวังก็จะเผยแพร่ไม่เหมาะสม ไปกระทบกับคนอื่น หากตกลงกันได้อย่างไรก็พร้อมดำเนินการ

ลั่นจะเอา”ชายชุดดำ”มาให้ดู

ต่อข้อถามว่าทำไมคิดว่าฝ่ายค้านดิสเครดิต เพราะมีอดีตทหารบางคนที่ไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย อาจให้ข้อมูลส่วนนี้ก็ได้ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบแหล่งข้อมูลเขา แต่เข้าใจว่าวงการข้าราชการยังมีคนที่เคยได้ดิบได้ดี ที่เขาชุบเลี้ยง และบางคนยังอยู่ในตำแหน่งสำคัญลงไปถึงระดับเล็ก เช่น ระดับรองผบ.ตร.เป็นต้น เพราะเวลาที่ใช้อะไรก็ไม่ทำ ใช้ไปปราบยาเสพติดก็เฉย เห็นชัดเจน แต่ตำรวจส่วนใหญ่คือตำรวจของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเริ่มทำงานกันมากแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะตีแผ่ได้หรือไม่ว่าชายชุดดำเป็นใคร นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่าตีแผ่ได้ คอยดูก็แล้วกัน จะเอามาให้ดูว่าหน้าตาเป็นอย่างไร จะแสดงให้ดูด้วยว่าจับตัวได้กี่คน เมื่อถามว่าถ้ากลุ่มแนวร่วมประชาธิป ไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไม่ยอม รับว่าเป็นคนของเขาจะทำอย่างไร นายสุเทพ ย้อนว่า “เขาจะยอมรับได้อย่างไร ขนาดมันบอกว่าเอาน้ำมันมาคนละลิตร แล้วเผามันเลย ผมรับผิดชอบเอง พูดออกทีวีทั้งประเทศ แต่วันนี้มันบอกว่าไม่ได้พูด” รองนายกฯ กล่าว

ฉะแดงจัดตั้งแบบคอมมิวนิสต์

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะยื่นถอนประกัน 7 แกนนำนปช. นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบ การให้ประกันเป็นดุลพินิจของศาล โดยศาลมีเงื่อนไขการประกันตัว เช่น ต้องไม่ก่อความวุ่นวาย ถ้าปฏิบัติตามนั้นคงไปคัดค้านและขอถอนไม่ได้ แต่ถ้าทำผิดเงื่อนไข เช่น ศาลห้ามไม่ให้ขึ้นเวทีไปปลุกระดมประชาชน แต่ไปขึ้น อย่างนี้ก็มีเหตุผลถอนประกัน

ต่อข้อถามว่าตำรวจยอมรับว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จนไปถึงวันที่ 19 พ.ค.2554 จะมีมวลชนมากกว่าทุกครั้ง เป็นเพราะอะไร นายสุเทพ กล่าวว่า การจัดตั้งของเขาดีได้ผล ยุทธวิธีที่แกนนำคนเสื้อแดงใช้ เหมือนสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำในอดีต เพียงแต่สมัยก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำ ต้องแอบทำอยู่ใต้ดิน เพราะมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์คอยป้องกันเอาไว้ แต่วันนี้คอมมิวนิสต์ส่วนนั้นกลับเข้ามานั่งในวอร์รูมวาง แผนดำเนินการ มีจุดมุ่งหมายเดิม เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย อย่างที่เคยคิดตอนเป็นคอมมิวนิสต์

อ้างปลุกระดม-ล้างสมอง

“วันนี้ใช้อิทธิพลและเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำกันอย่างเปิดเผย เพราะกฎหมายคอมมิวนิสต์ไม่มี เข้าไปปลุกระดมตามหมู่บ้านเพื่อต่อสู้เพื่อล้มอำมาตย์ เปิดโรงเรียนคนเสื้อแดง เนื้อหาที่เปิดสอน 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 99 เปอร์เซ็นต์ เหมือนที่คอมมิวนิสต์เคยอบรมเลย ทำให้เขาระดมคนได้มาก ใหม่ๆ อาจจะจ้างมาวันละ 500-1,000 บาท แต่มาฟังพูดติดต่อกันมา 2-3 เดือน จนเข้าสมองไปเอง ไม่ต้องจ้างแล้ว บางส่วนเป็นอย่างนั้น” นายสุเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ว่าพรรคซีกไหนก็ทำแบบเดียวกันหมด อดีตสมาชิกพรรคคอมมิว นิสต์แห่งประเทศไทย ก็กลับใจมานั่งเป็นรัฐ มนตรีในรัฐบาลหลายคน แสดงว่าไม่ได้พยายามสลายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเลย นายสุเทพ กล่าวว่า ถูกต้อง เดิมคนที่เคยต่อสู้ในป่ากับพรรคคอมมิว นิสต์ เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ออกคำสั่งที่ 66/23 ก็ออกมาจากป่าแยกสายกันไป พวกหนึ่งยังยืนยันจะทำแนวทางเดิม อีกพวกกลับมาสู่ระบบปกติ คนดีๆ เยอะที่ออกจากป่ามาทำเรื่องดีๆ ให้บ้านเมือง บางคนไปเป็นเอ็นจีโอ หรือลงสมัครส.ส. ส่วนคนที่ยังยืน ยันจะทำตามแนวความคิดเดิม ก็ยังไปสุมหัวกันอยู่ พวกนี้บางคนเคยเป็นรัฐมนตรีด้วย

“อดิศร” โผล่มอบตัวดีเอสไอ

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวง ยุติธรรม นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ และ และนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคม ทนายความแห่งประเทศไทย นำตัว นายอดิศร เพียงเกษ อดีตส.ส.และอดีตรมต. หนึ่งในแกนนำนปช. ที่หลบหนีคดีก่อการร้าย มานานกว่า 9 เดือน เข้ามอบตัวต่อ พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง หัวหน้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง โดยนายอดิศรให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก่อนยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 600,000 บาท ขอประกันตัวออกไปสู้คดี

นายอดิศร กล่าวภายหลังมอบตัวว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มคลี่คลายไปสู่ความปรองดอง เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติและประชาชน จึงประสานดีเอสไอขอเข้ามามอบตัว เดิมไม่อยากให้เป็นข่าว อยากมามอบตัวเงียบๆ แต่ไม่เจอกับนักข่าวนาน ก็ขอคุยสักนิด การมอบตัววันนี้ทางดีเอสไอให้เกียรติมาก อธิบดีดีเอสไอจัดกาแฟมาให้ดื่ม และสอบสวนตามกฎหมาย โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จะขอยื่นคำให้การเป็นเอกสาร และนำพยานเข้าให้การ เนื่องจากถูกแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้าย และข้อหาอื่นๆ ทั้งที่ยุติการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.2553 ก่อนหลบไปช่วงหนึ่ง แต่เมื่อถูกตั้งข้อกล่าวหา ก็แก้ไป เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปได้ โดยดีเอสไอได้นัดให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 28 มี.ค.

แต่งเพลงออกอัลบั้มนักข่าวญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่าเตรียมนำหลักฐานใดมาต่อสู้คดีบ้าง นายอดิศร กล่าวว่า จะยื่นขอความเป็นธรรมจากอัยการและศาล ว่าออกหมายจับโดย มิชอบ เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ตอนที่ถูกออกหมายจับ ก็ไม่มีโอกาสได้พูด หรือแม้กระทั่งไอ จึงขอใช้สิทธิพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และขอความเป็นธรรม เรียนหนังสือจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงพอจะทราบหลักกระ บวนการตามกฎหมาย ต้องฟังพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ต้องหาด้วย แต่ที่พูดไม่ใช่การท้ารบ

“แม้ผมจะมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา แต่ที่ไม่ได้เข้ามอบตัวก่อนหน้านี้ เพราะไม่มีใครอยากอยู่ในคุกฟรีตั้ง 9 เดือน จากการสอบถามเพื่อนฝูงที่ถูกคุมขัง เขาบอกว่าพี่อย่ามาเลย มันลำบาก และต้องขอบคุณสำหรับเวลา 9 เดือน ที่ทำให้มีเวลาแต่งเพลง โดยอัลบั้มใหม่จะออกเร็วๆ นี้ ตั้งชื่อชุดเสียดาย มีเพลงหนึ่งชื่อ ฮิโระ มูราโมโตะ เป็นชื่อของนักข่าวญี่ปุ่น ยังหาคนร้องไม่ได้เลย ผมคงต้องร้องเอง และอาจจะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย ก่อนหน้านี้แต่งไว้ 14 เพลง ชื่ออัลบั้มดอกไม้แดงเข้มแข็งไว้” นายอดิศร กล่าว

เผยกบดานอยู่ในกรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีคนตาย 91 ศพ ทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชน ทำไมเลือกแต่งเพลงถึงนักข่าวญี่ปุ่นคนเดียว แกนนำนปช. กล่าวว่า นักข่าวคนอื่นตนไม่รู้จัก รู้จักคนนี้คนเดียว และชื่อของเขามีคำลงท้ายว่าโตะๆ โมะๆ มันง่ายดี เมื่อถามว่า 9 เดือนที่ผ่านมาหลบหนีไปที่ไหนบ้าง นายอดิศร กล่าวว่า อยู่ในกรุงเทพฯ และทางอีสาน ในกรุงเทพฯ 10 ปีก็หากันไม่เจอ ไม่ได้หนีออกไปต่างประเทศ ที่มีข่าวว่าหลบไปอยู่เวียดนาม จริงๆ อยากไป แต่ไม่ได้ไป

ต่อข้อถามว่าได้ติดต่อกับแกนนำคนอื่นที่ยังหลบหนีหรือไม่ นายอดิศร กล่าวว่า ไม่ได้ติดต่อกัน ส่วนแกนนำที่ถูกคุมขังในเรือนจำนั้น ได้ติดตามข่าวสารมาตลอด ถามว่าในคุกต้มยำให้กินหรือเปล่า ส่วนที่ตนไม่เข้ามอบตัว เพราะคงไม่ดีที่จะต้องเข้ามาติดคุก คุกน่าจะมีไว้ขังอาชญากร ไม่ใช่นักโทษการเมือง

ชูปรองดอง-ถอยคนละก้าว

“ผมอยากฝากไปถึงแกนนำที่ยังหลบหนีอยู่ว่า ทุกคนควรเข้ามามอบตัวได้แล้ว อย่าหลงว่าตัวเองจะอยู่ได้นาน อยู่นานแล้วจะเป็นเหมือนผมคือผอม ตอนนี้บ้านเมืองดีขึ้นแล้ว ขอให้ถอยคนละก้าว ไม่ใช่ถอยเพราะกลัว แต่ถอยเพื่อให้จับมือกัน ผมเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะปรองดองกันได้ การเมืองเป็นเรื่องความคิดและความเชื่อ จากเหตุ การณ์ 6 ต.ค.2519 หนีเข้าป่า แต่ก็ออกมาแล้วก็ยังคุยกันได้ ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ ไม่ว่าจะต่อสู้กันอย่างไร ก็ยังจับมือคุยกันเหมือนเดิม เรื่องความสัมพันธ์ และการปรองดอง มันเป็นแนว ทางที่ต้องทอดยาว ต้องฟื้นฟู” นายอดิศร กล่าว

ต่อข้อถามว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมกับเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค.ด้วยหรือไม่ นายอดิศร กล่าวติดตลกว่า จะไปวันที่ 13 มี.ค. ตอนนี้ขออยู่เงียบๆ สักพักก่อน อยากให้บ้านเมืองเดินไปสู่ทางปรองดอง แก้ไขปัญหาใดสิ่งใดที่หนัก ก็ทำให้มันไม่หนัก ขอยืนยันอีกครั้งว่ามาที่นี่ตอนแรก ก็หวั่นว่าจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อมาแล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีสมเกียรติ อธิบดีดีเอสไอก็มาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ

สภารับหลักการ”พ.ร.บ.ชุมนุม”

ที่รัฐสภา นายสามารถ แก้วมีชัย รองประ ธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมสภา เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่เลื่อนลงมติในวาระรับหลักการจากคืนวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากตรวจสอบองค์ ประชุมไม่ครบ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 229 ต่อ 85 และไม่ลงคะแนน 7 เสียง จากนั้นที่ประชุมจึงเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 36 คน อย่างไรก็ตาม นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุว่าพรรคเพื่อไทยไม่ขอเข้าร่วมตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้มีแนวโน้มเป็นเผด็จการ เอาไว้จัดการกับผู้ชุมนุมที่มาต่อต้านรัฐบาล และยังมีเนื้อหาก้าวล่วงเอาสถาบันศาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง นอกจากนี้ กรรมาธิการสัดส่วนของรัฐบาลก็เป็นตำรวจทั้งนั้น แสดงถึงความคิดเป็นเผด็จการ จนตอนนี้เขาเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า กฎหมายฉบับสุเทพกันหมดแล้ว

ก่อนที่ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การไม่เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.ที่ไม่ทำหน้าที่ ดังนั้น ข้อบังคับจึงไม่มีปัญหา ขอให้เสนอว่าพรรคเพื่อไทยขอไม่ร่วมเป็นกรรมา ธิการ และให้มีจำนวนกรรมาธิการคงอยู่เท่าที่มีคือ 24 คน จากนั้นที่ประชุมอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยต่างเห็นว่าไม่ควรยกเว้นข้อบังคับ ในที่สุดที่ประชุมจึงตั้งกรรมาธิการ จำนวน 24 คน พิจารณาให้เสร็จภายใน 7 วัน

“ธิดา”เข้าให้ข้อมูลวุฒิสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วย นอกจากนี้ ที่รัฐสภา ยังมีการประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา โดยมีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานประชุมเพื่อพิจารณารับฟังข้อเท็จจริง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2553 โดยเชิญนางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. มาชี้แจง

นางธิดา กล่าวว่า การทำงานของตนเอง ไม่คำนึงถึงใครเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท. ทักษิณ แกนนำ หรือคนเสื้อแดง แต่คำนึงประโยชน์ของประชาชน ขอยืนยันว่าสัมพันธ ภาพระหว่างคนในที่ชุมนุม กับคนที่อยู่ราชประ สงค์ ผู้สื่อข่าวเป็นพยานได้ว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่มีอาวุธ ถูกจ้างมาหรือไม่ กระจกของห้างร้านไม่มีรอยขูดแม้แต่น้อยตลอด 3 เดือน แต่การตั้งข้อหาเกลื่อนไปหมด ทั้งที่มีแค่ผู้เชี่ยวชาญมาดูรูกระสุน แล้วบอกว่าเป็นอาก้านั้น มันไม่มีอะไรชัดเจน เหมือนกรณีหน้าสภา ที่คนโดนแก๊สน้ำตาแล้วบอกว่า ขาขาดมือขาด ฉะนั้น ตำรวจต้องทำความชัดเจนก่อน แต่นี่ไม่ทำแล้วยังตั้งข้อหา

ยันตั้งข้อหามั่ว-หลักฐานไม่ชัด

นางธิดา กล่าวต่อว่า จุดนี้ชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหาตั้งแต่แรกสุด คือตั้งข้อหาไม่ถูกต้อง หลักฐานพยานก็ไม่ชัดเจน หรืออย่างคดีเผาศาลากลางจังหวัด แค่มีรูปยืนๆ อยู่ ณ ที่นั้น แต่หลักฐานอื่นไม่มี หรือการตั้งข้อหาก่อการร้ายกับแกนนำ ที่เกินความเป็นจริง นี่คือปัญหาความไม่ยุติธรรมที่เกิดกับประชาชน เป็นกระบวนการลงโทษคน ไม่ใช่ใช้การพิสูจน์เพื่อลงโทษคน และที่หลายคนกล่าวหาว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา นปช. สู้เพื่อทักษิณ ถามว่าถ้าใครจะเอาชีวิตไปเสี่ยงตาย ต้องใช้เงินจ้างเท่าไหร่ ดังนั้นสติปัญญาของสังคม สื่อ และนักวิชาการ หากยังไม่ตื่นขึ้น สังคมไทยก็คงจบลง วันนี้คนเสื้อแดงมากขึ้นเรื่อยๆ เขามาสู้ประเด็นความยุติธรรม เพราะผู้ปกครองมองเห็นคนไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ความยุติธรรมไม่เท่าเทียมกัน สำแดงออกมาทางคดีความ

“ดิฉันไปหน้าศาลฎีกา มีเสา 6 ต้น หนึ่งนั้นคือ ความเสมอภาค และความยุติธรรมที่เราเรียกร้อง ถามว่าที่มีคนไปล้อมทำเนียบ ตอนนี้ รัฐ บาลกล้าใช้กฎหมายกับเขาหรือไม่ ถ้าเป็นคนเสื้อแดงจะโดนอะไร นี่อยุติธรรมชัดเจน ฉะนั้น คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เกินเลยไปจากหลักประชา ธิปไตย และขอฝากไปถึงกรรมการชุด น.พ. ประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุน ด้วย เราไม่ต้องการแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะปัญหาเฉพาะหน้าคือความยุติธรรม ส่วนเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน” นางธิดา กล่าว

ชี้แรงงาน 24 ล้านคนเป็นเสื้อแดง

รักษาการประธานนปช. กล่าวอีกว่า การใช้การทหารมาแก้การเมือง ทำให้คนตายจำนวนมาก ไม่ใช่วิสัยของอารยประเทศ คนเสื้อแดงชุมนุมทางการเมือง ต่อสู้เพื่อยกเลิกกติกาทั้งหลายที่ไม่เป็นธรรม ให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ตำรวจ กอ.รมน. นักวิจัย เข้าพื้นที่ชุมนุมได้ แต่ที่การ์ดต้องจับบางคน เพราะพกอาวุธเข้าที่ชุมนุม จึงยืนยันว่าเจตนาการชุมนุมเพื่อให้ประเทศมีประชาธิปไตยก้าวหน้า มองเห็นคนเท่าเทียมกัน ได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน แต่ปรากฏว่ากลับโดนสไนเปอร์ยิง อ้างว่าป้องกันตนเอง ทั้งที่ยิงมาจากระยะไกล ถามว่าเป็นการป้องกันตัวเองตรงไหน

“ก่อนวันที่ 19 พ.ค. แกนนำคุยกับตัวแทนรัฐบาลหลายรอบ แต่เห็นว่าไม่ไหวแล้ว จึงเชิญส.ว.เข้าไปช่วยคุยด้วย น่าจะเป็นทางออกที่ดี และแกนนำพร้อมจะรับข้อเสนอของส.ว.ทุกประการ แต่ปรากฏว่า ส.ว.ไม่ได้รับเกียรติจากรัฐบาล รัฐบาลแค่เล่นละครคุยด้วย แต่ไม่เห็นวุฒิสภาในสายตา และตารางวันเวลาสลายชุมนุม ยังเหมือนเดิม มีการตายรอบนอกพื้นที่มากกว่ารอบในพื้นที่ เช่น ที่วัดปทุมวนาราม พยาบาลโดนยิง หรือนักข่าวโดนยิง คำถามคือเจตนายิงเพื่อไม่ให้ถ่ายรูป ไม่ให้เข้าไปช่วยทางการแพทย์หรือไม่ ป่าเถื่อนมาก ตอนแรกความเชื่อยังบด บังความจริงในการรับรู้ของสังคม เวลาต่อมา ความจริงเริ่มเผยทีละน้อย จึงมีคนมาร่วมเสื้อแดงมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายที่ใช้กำลังจัดการประชา ชน แม้มีนักวิชาการ หรืออภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งหนุนหลัง แต่แทบไม่มีประชาชนหนุนอยู่อีกแล้ว ตอนนี้บอกได้เลยว่า 24 ล้านคนที่เป็นแรงงานนอกระบบ เป็นคนเสื้อแดงเกือบหมด” รักษาการประธานนปช.กล่าว

จับตาทหารไหว้ศาลหลักเมือง

นางธิดา กล่าวอีกว่า ณ วันนี้ มีสัญญาณ ที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะผู้นำเหล่าทัพ เพิ่งไปสักการะศาลหลักเมืองใหญ่โต คล้ายตอนก่อนรัฐประหารปี 2549 มาก วันนี้ขนาดพรรคประ ชาธิปัตย์ยังเริ่มที่จะโดนลอยแพจากกลุ่มจารีตนิยมเดิมแล้ว แล้วพรรคอื่นจะไปเหลืออะไร ถ้ามีรัฐประหารแล้วไม่ยอมกัน คงยิงกันมากเหมือนลิเบีย วันนี้คนเสื้อแดงคงต้องเริ่มซ้อมต่อต้านรัฐประหารแล้ว การไม่ต่อต้านรัฐประ หารเป็นเรื่องน่าอับอาย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีความพยายามไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง ซึ่งถ้ามีเลือกตั้ง คงมีกลไกบางอย่างเข้าไปแทรกแซง เช่น หาว่าเป็นพวกล้มสถาบัน การเมืองมีมือที่มองไม่เห็นผลักดัน ซึ่งเป็นคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ พูดถึงคนที่ประชาชนไม่รู้ แต่มีบทบาททางการเมือง เหมือนคำว่าประชาธิปไตยที่พูดไม่ได้ ซึ่งฝรั่งเรียกบ้านเราแบบนี้

“บางครั้งเกิดการขับเคลื่อนบางอย่าง ที่ไม่ได้มาจากความประสงค์ของผู้บริหาร จึงกลายเป็นมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ทางปรากฏการณ์ แต่ในทางหลักการ ก็คือระบอบอำมาตยาธิปไตย ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย รัฐบาลนี้เป็นประ ชาธิปไตยเสื้อกั๊ก คือแขนข้างหนึ่งที่ทะลุออกมาคือกองทัพ อีกข้างคือตุลาการภิวัฒน์ มีส.ว. สรรหา ค้ำยัน เสื้อกั๊กเป็นรูเหมือนกับมีประชา ธิปไตยเพียงนิดเดียว ขณะที่เสื้อแดงก็จะพยา ยามสู้ให้ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งให้ได้ แต่ถ้าแพ้ก็ยอมรับ แต่นปช.ก็จะยังอยู่ ชนชั้นกลางและปัญญาชนก็มีผลกับการชนะหรือไม่ชนะด้วย เพราะถ้าออกมาร่วมสู้ ก็จะมีพลังมากขึ้น แต่เกรงว่า จะไม่ออกมา เพราะมีตำแหน่งแห่งที่ในสังคมแล้ว” นางธิดา กล่าว

การันตีหลักฐานตู่ของจริง

รักษาการประธาน นปช.กล่าวต่อว่า ใน อนาคตที่ผู้ชุมนุมออกมาร่วมมากขึ้น การนำมวลชนจะคุมกลุ่มต่างๆ ที่ต่างกันได้หรือไม่นั้น นปช.ยืนยันการเอาชนะโดยยึดสันติวิธี อย่างไป จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ไปถามบางกลุ่มที่มีฮาร์ดคอร์ว่า จะเอาฮาร์ดคอร์แค่พันคน หรือเอาทั้งสังคมมาสนับสนุน ตรงนี้ชัดเจนว่า ถ้าชอบธรรมสังคมจะอยู่ด้วย และจะชนะอย่างยั่งยืน จึงพยายามกล่อมพวกฮาร์ดคอร์ทั้งหลายให้เปลี่ยนใจ

นางธิดา กล่าวว่า นอกจากนี้ เรื่องหลักฐานต่างๆ การสลายชุมนุมที่นายจตุพร เพิ่งออกมาเปิดเผย และเตรียมพูดในสภา ขอยืนยันว่าของจริง การที่รัฐบาลทหาร พยายามจะใช้ยุทธวิธีบอกว่า ตัดต่อ หรือบอกว่า นายจตุพร เชื่อไม่ได้ มันได้ผลเพียงกลุ่มหนึ่ง แต่จะสร้างความไม่พอใจกับคนอีกจำนวนมากที่เห็นด้วยตาตนเอง โดยเฉพาะเหตุวัดปทุมฯ ที่คนเป็นพันๆ คนเห็น แต่ถ้าทหารไม่ยอมรับ ก็คงออกมารัฐประหารแล้วนิรโทษกรรมตนเอง ถามว่านี่คือคนดีประเภทไหน ที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ เหมือนร่างพ.ร.บ.ชุมนุมที่รัฐบาลพยายามจะออก ในอนาคตถ้ามีประชาธิปไตย ไม่ขัด แต่ตอนนี้ไม่มีกฎหมายนี้ จึงเป็นเครื่องมือที่ไม่ชอบธรรม จะให้ไปขออนุ ญาต ถามว่าคนที่ถืออำนาจมาโดยถูกต้องหรือไม่

ทหารประเมินแดงมา 5 หมื่น

วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เข้าร่วมประชุมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ., พล.ท. ศิริชัย ดิษฐกุล รองเสธ.ทบ., พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ท.อักษรา เกิดผล ผู้ช่วยเสธ.ทบ. รวมทั้งหน่วยข่าวกรองทางทหาร โดยในที่ประชุม กรมฝ่ายเสนาธิการได้รายงาน และประเมินภาพรวมให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบ โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ในวันที่ 12 มี.ค. โดยทางกองทัพคาดว่าน่าจะมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน และแกนนำที่ได้รับปล่อยตัวจะขึ้นร่วมปราศรัยด้วย เพราะมีกลุ่มคนเสื้อแดงต้อง การมาพบกับแกนนำเหล่านี้

ตั้งวอร์รูม-สั่งพร้อมในที่ตั้ง

ข่าวแจ้งอีกว่า นอกจากนี้ กอ.รมน.มอบหมายให้กองทัพบก ตั้งวอร์รูมขึ้นมาติดตามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด มอบให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็นผู้ควบคุม และดูแลเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีกรมฝ่ายเสนาธิการเข้าทำหน้าที่ ตลอดทั้งวันที่ 12 มี.ค. นอกจากนี้ ยังสั่งการให้แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการหน่วยทหารทุกหน่วยในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกองพลที่ 1 รักษาพระองค์, กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์, กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์, กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์, มณฑลทหารบกที่ 11, กองพันสารวัตรทหารบก, และกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 1 เตรียมพร้อมในหน่วยที่ตั้งตลอด 24 ช.ม. หากมีเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง รวมทั้งภายในบก.ทบ. ให้จัดกำลังพล สุนัขทหาร และยุทโธปกรณ์ รถน้ำ รถดับเพลิง รถเครื่องขยายเสียง เข้ามาประจำการด้วย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นด้วยว่า การออกมาให้ข่าวของนายจตุพร กรณีเผาห้างเซ็นทรัล เวิลด์ รวมถึงหลายเหตุการณ์ที่มักจะโยงทหารเข้าไปพัวพัน โดยนายจตุพรต้องการที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ รวมทั้งการกล่าวปราศรัยในทุกกรณีที่จะโยงว่ารัฐ บาลเอาใจทหารในเรื่องงบประมาณ ทั้งยังให้กองทัพจับตาการพูดพาดพิงสถาบัน โดยสั่งให้กองทัพจะต้องตอบโต้ที่ชัดเจน

ชี้ชูป้าย”ดีแต่พูด”ไม่หยาบคาย

ขณะเดียวกัน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสภาทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีชูป้ายขับไล่นายกฯ ว่า หากไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย หรือคำที่รุนแรงไม่ถือว่ามีความผิด โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำประเทศ โดยหลักสากลแล้วต้องยอมเจ็บปวดได้บ้าง การชูป้ายประท้วงนายกฯ เพราะเกิดจากความอัดอั้นของญาติผู้เสียชีวิต ที่รู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้อง การระบายออก และเพียงใช้คำว่า “ดีแต่พูด” หรือ “มือเปื้อนเลือด” ไม่ถือว่ารุนแรงเกินไป เพราะไม่ได้ระบุว่าคือตัวนายกฯ แต่เป็นเพียงเรื่องที่รู้กัน และไม่ได้ชี้ชัดขนาดขึ้นป้ายว่า “นายกฯ ฆ่าประชาชน” ที่อาจมีความผิดเรื่องดูหมิ่นได้ แต่เป็นเพียงความผิดลหุโทษเท่านั้น

ส่วน นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การชูป้ายประท้วงนายกฯ ไม่ถือว่ามีความผิด เพราะมีผู้กระทำกันทั่วโลก แต่ต้องดูว่าป้ายนั้นมีข้อความหมิ่นประมาทหรือไม่ ไม่ใช่เพียงการชูป้ายประท้วงนายกฯ แล้วจะมีความผิดทุกครั้ง ส่วนตัวแล้วเพียงการชูป้ายคำว่า “ดีแต่พูด” ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท เพราะไม่ได้เขียนข้อ ความด่าพ่อล่อแม่ หรือกล่าวหาว่าเขาโกง การชูป้ายประท้วงในการชุมนุม หรือเดินขบวนใหญ่ๆ ที่ผ่านมายังรุนแรง และน่ากลัวมากกว่าหลายเท่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามการชูป้ายประ ท้วงโดยตรง แต่อาจใช้กฎหมายอื่นประกอบ เช่น หากไปชูป้ายประท้วงแล้วเกิดกีดขวางการจราจร หรือใช้เครื่องเสียง อาจถูกดำเนินคดีฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญ ที่เป็นเพียงกฎหมายประกอบ ไม่ใช่กฎหมายหลัก


หัวหน้าการ์ด นปช.เข้ามอบตัว DSI พร้อม วิสาและไพจิตร

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นำตัว นายอารี ไกรนรา หัวหน้าการ์ด นปช. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีสนับสนุนการก่อการร้าย พร้อมด้วย นายวิสา คัญทัพ และนางไพจิตร อักษรณรงค์ แนวร่วม นปช. รับทราบข้อกล่าวหาในคดียุยง ปลุกปั่น มี พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง หัวหน้าพนักงานสอบสอบดีเอสไอ เป็นผู้รับมอบตัว และสอบปากคำ นานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามยุยง ปลุกปั่น และห้ามออกนอกประเทศ

นายอารี กล่าวภายหลังว่า การมามอบตัวในวันนี้เป็นความตั้งใจของตนเองตั้งแต่ต้นที่จะเข้ามอบตัวภายหลังมีการยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาฐานสนับสนุนการก่อการร้าย พร้อมเตรียมส่งสำนวนสั่งฟ้องต่ออัยการในวันที่ 28 มี.ค. นี้ ซึ่งตนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามยุยง ปลุกปั่น และห้ามออกนอกประเทศ

นายอารี กล่าวต่อว่า ส่วนการชุมนุมใหญ่ของนปช.ในวันเสาร์ที่ 12 มี.ค.บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นั้นตนก็จะเดินทางไปเข้าร่วมการชุมนุมด้วยแน่นอนหากไม่เป็นการผิดเงื่อนไขการปล่อยตัว อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่หลบหนีไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ และไม่ได้ติดต่อกับแกนนำคนอื่นเลย

ขณะที่ นายวิสาและนางไพจิตร อักษรณรงค์ ยืนยันว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มนปช. ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ โดยนายวิสา กล่าวว่า ตนเองเป็นคนมีเพื่อนเยอะและผ่านเหตุการณ์ความยากลำบากมาหลายครั้งจึงไม่มีปัญหา โดยระหว่างที่หลบหนีได้แต่งเพลงไว้หลายเพลงส่วนจะขึ้นร้องบนเวทีหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์ก่อน ตนเห็นว่าการเข้ามามอบตัวนในขณะที่เหตุการณ์เริ่มคลี่คลายมากขึ้นก็ถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี และเชื่อว่าหากสังคมเปิดพื้นให้มีความเป็นธรรมสำหรับคนเสื้อแดง และคนกลุ่มอื่นก็จะสามารถสร้างความปรองดองได้ สิ่งที่ต้องการก็คือพื้นที่ความเป็นธรรมเท่านั้น ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.จะนำไปสู่การปะทะกันอีกหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่สามารถตอบได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนอยากเน้นมากที่สุดคือสังคมต้องเปิดให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น

ด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช. กล่าวว่า ทีมทนายจะร้องขอความเป็นธรรมในชั้นพนักงานอัยการ ส่วนแกนนำนปช.ที่ยังหลบหนีขณะนี้ได้ทยอยติดต่อขอรับทราบข้อกล่าวหาแล้วรวมถึงนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แต่ยังไม่ระบุว่าจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนวันใด

พ.ต.ท.ถวัลย์ กล่าวว่า หลังจากนายอารี ไกรนรา หัวหน้าการ์ด นปช.เดินทางมาพบก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาฐานสนับสนุนการก่อการร้ายเพียงข้อหาเดียว ซึ่งเบื้องต้นนายอารีให้การปฏิเสธ โดยในวันจันทร์ที่ 14 มี.ค. นี้ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แนวร่วมนปช. ได้ติดต่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีก่อการร้ายเช่นกัน ส่วนนายอริสมันต์ ยังไม่มีการติดต่อเข้ามาว่าจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

ขณะนี้ ยังมีผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายที่ต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากดีเอสไออีก 10 คน สำหรับนายสำเริง ประจำเรือ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับนายอารี นายวิสา และนางไพจิตร เพื่อขอทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน จากการตรวจสอบนายสำเริงอยู่ในกลุ่ม 4 คน ซึ่งอัยการคดีพิเศษที่มาร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย มีความเห็นแย้งจึงยังไม่ตั้งข้อกล่าวหา โดยนอกจากนายสำเริงแล้ว ยังมีนางกนกพร ศิริพรรณาภิรักษ์ พ.ต.ต. เสงี่ยม สำราญรัตน์ และจ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ

ที่มา : ข่าวสด

Photo : Internet   Category : ข่าวการเมือง

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com