พัทยาเดลีนิวส์

28 พฤศจิกายน 2555 :: 10:11:23 am 95149

เปิดศึกขุมสมบัติ กว่า 1,000 ล้าน “คมน์ อรรฆเดช”

ลูกในสายเลือด ดร.สมคิด เล่งอิ๊ว หรือ "คมน์ อรรฆเดช" 4 คน ร้องหลังพ่อเสียชีวิตธนาคารทวง และแจ้งยอดหนี้ 200 ล้าน สุดทนออกโรงโต้ ร้องขอรับสิทธิอันชอบธรรมขุมสมบัติพ่อนับพันล้าน หลังงานพระราชทานเพลิงศพ แม่เลี้ยงไม่แจง และยังขอเป็นผู้จัดการมรดกฝ่ายเดียวโดยปราศจากญาติ และลูกในสายเลือด และขอเปลี่ยนช่วงเวลาการอยู่กินเพื่อกรอบเวลาที่ดินมรดก 47 ไร่ที่เขาใหญ่ ศาลจังหวัดพระโขนงเรียก 2 ฝ่าย ไกล่เกลี่ย 30 พ.ย.55 นี้
สนใจโฆษณา

กรุงเทพฯ – วันนี้ (28 พ.ย.55) เรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจได้ทราบข่าวมาว่าได้เกิดคดีพิพาทคนดังที่ศาลจังหวัดพระโขนง กรุงเทพมหานคร เรื่องความขัดแย้งในการขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สมบัตินับ 1,000 ล้านของ ดร.สมคิด เล่งอิ๊ว หรือ คมน์ อรรฆเดช ระหว่าง นางพรพิมล มั่นฤทัย ภรรยานอกสมรส กับ บุตรสาว และบุตรชาย ในสายเลือดทั้งหมด 4 คน ของ คมน์ อรรฆเดช อดีตนายกสมาพันธ์ภาพยนต์แห่งชาติ ดารานักแสดงชื่อดัง ผู้กำกับหนัง ผู้สร้างหนัง ธุรกิจสัมปทานหนังสายใต้ทั้งหมด โรงหนังในเครือ ประธานบริษัท โคลิเซียม อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ห้างสรรพสินค้า และโครงการบ้านจัดสรร ซิตี้ ฮิลล์ เขาใหญ่ นครราชสีมา อีก 47 ไร่ รวมมูลค่าโดยประมาณแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และศาลได้นัดให้มีการไกล่เกลี่ยกันระหว่าง 2 ฝ่าย ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ก่อนที่จะนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลต่อไป ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยัง นางนุชนารถ ภิรมย์ หรือนก แพทย์หญิง หนึ่งหฤทัย ภิรมย์ หรือหนึ่ง แพทย์อายุรกรรม โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี พักอยู่บ้านเลขที่ 11/98 หมู่ที่ 9 ต.นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ปรากกฎว่าทั้ง 2 คน ได้เปิดเผยว่า เป็นบุตรสาวในสายเลือดของ ดร.สมคิด เล่งอิ๊ว หรือ คมน์ อรรฆเดชและมารดาชื่อ นางนันทวรรณ กันเกษม ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนแจ้งเกิดได้ใช้นามสกุลของอาสาว คือ นางทิพยวรรณ ภิรมย์ หรือเจง น้องสาวในสายเลือดของพ่อ เพราะในขณะนั้นพ่อกำลังโด่งดังในการเป็นนักแสดง สายบันเทิง จึงไม่อยากเปิดเผยสถานภาพที่แท้จริงว่ามีภรรยา และบุตรแล้ว และพ่อก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ด้วยเพราะ เกรงว่าความนิยมของแฟนคลับจะลดน้อยลง และยังมีน้องชายต่างมารดาอีก 2 คน ที่เจริญเติบโตมาด้วยกัน คือ นายพิทักษ์ เล่งอิ๊ว หรือ อาร์ม นายภูวเนตร เล่งอิ๊ว หรือ โอ้ ที่พ่อแจ้งใช้สนามสกุลพ่อ

นางนุชนารถ ภิรมย์ หรือ นก บุตรสาวคนโต เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องพิพาทกับ นางพรพิมล มั่นฤทัย ภรรยานอกสมรสของพ่อ เป็นเรื่องจริงตั้งแต่เดือน กันยายน 2555 เพราะทราบมาว่าหลังพ่อเสียชีวิต นางพรพิมล ได้ขอยื่นเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดของพ่อ และของตัวเองที่ร่วมสร้างกันมา และรวมถึงที่ดิน 47 ไร่ ที่เขาใหญ่ซึ่งเป็นที่ดินมรดกตกทอดอันชอบธรรมของผู้สืบทอดสกุล ที่พ่อซื้อไว้ก่อนหน้าที่จะอยู่กินกับแม่เลี้ยง โดยปราศจากญาติข้างพ่อทั้ง 7 คน และลูกในสายสายเลือดทั้ง 4 คน แม้แต่พระสมเด็จชุดเบญจภาคีที่พ่อแขวนคอยังหายไปด้วย อีกทั้งทราบว่าได้ขอยื่นต่อศาลเพื่อแก้ไขกรอบเวลาในการอยู่กินกับพ่อให้นานกว่าความเป็นจริง ทำให้ลูก ๆ ทุกคน และญาติฝ่ายพ่อจึงสงสัยว่า นางพรพิมล ไม่โปร่งใส่อย่างแน่นอน อีกทั้งตั้งแต่พ่อเสียชีวิตไม่เคยพูดถึงเรื่องทรัพย์สินแต่อย่างใด มีแต่พูดเรื่องหนี้สิน อีกทั้งยังเรียกพวกเราทั้ง 4 พี่น้องไปเพื่อขอให้เซนต์มอบให้เป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว และมีการชิงทำเรื่องร้องต่อศาลก่อนลูก ๆ เพราะกลัวลูกจะคัดค้านต่อศาล ในเบื้องต้นศาลได้พิจารณาแล้วว่าเป็นคดีที่อาจยินยอมกันได้ในกติกาและข้อตกลง จึงได้นัดไกล่เกลี่ยกันที่ศาลจังหวัดพระโขนง บางนา กรุงเทพมหานครในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555

และกล่าวอีกว่า คงไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ถ้า นางพรพิมล ไม่ยินยอมตามข้อเรียกร้องของลูกทั้ง 4 คน ก็คือ ขอเงิน 160 ล้านเพื่อมาแบ่งให้แม่เพื่อใช้ในการรักษาตัวเองที่เป็นโรคหัวใจ น้องสาว น้องชาย และน้องในสายเลือดพ่ออีก 7 คน ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร กับทรัพย์สินทั้งหมดประมาณกว่า 1,000 ล้าน สาเหตุที่รู้เพราะธนาคารได้เคยติดต่อให้กู้ได้ 1,000 ล้านในการประกอบธุรกิจ ก็แสดงว่าพ่อ และนางพรพิมลต้องมีหลักทรัพย์รวมกันทั้งหมดมากว่า 1,000 ล้านแน่นอน ที่สำคัญที่ทำให้ลูก ๆ กังขาที่สุดก็คือที่ดินบนเขาใหญ่ 47 ไร่ ซึงเป็นที่ดินของพ่อซื้อไว้ด้วยตัวเองก่อนอยู่กินกับนางพรพิมล ได้ไปทำโครงการจัดสรรบ้านและที่ดิน ซิตี้ ฮิลล์ เขาใหญ่ ขายตารางวาละ 25,000-27,000 บาท แบ่งได้ 30 แปลง บ้านพร้อมที่ดินหลังละอย่างต่ำ 8 ล้าน ถึง 15 ล้าน ขณะนี้มีดาราไปจองและซื้อกันแล้วด้วย และที่สำคัญหุ้นส่วนธุรกิจที่ทำกับพ่อไม่เคยมีญาติ ลูกข้างพ่อมีชื่อในการร่วมธุรกิจแม้แต่คนเดียว ทำให้เรื่องนี้ยาก และไม่สามารถที่จะลงเอยกันด้วยดีอย่างแน่นอน

และกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับรู้ในเรื่องธุรกิจพ่อแม้แต่น้อย แต่พอหลังจากที่พ่อเสียชีวิตได้มีใบแจ้งหนี้จากธนาคารกรุงไทย ส่งมาถึงบ้าน เพื่อให้ไปชำระหนี้ และแจ้งยอดหนี้ กว่า 200 ล้าน และยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้ลูกทุกคนไม่เข้าใจในการกระทำของ นางพรพิมล ล่าสุดทราบมาว่าได้ขายโรงหนังในภาคใต้ไปแล้ว 2 แห่ง จึงอยากให้คนซื้อทราบว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีการซื้อขายกันนั้นต่อไปอาจมีปัญหา ถ้าข้อพิพาทยังไม่ถึงที่สุด

ซึ่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 นางสาวพรพิมล มั่นฤทัย อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 368/27 ซอยพญานาค ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพระโขนง กรุงเทพมหานคร ว่า น.ส.พรพิมล มั่นฤทัย ผู้เป็นภรรยาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ของ นายสมคิด เล่งอิ๊ว หรือ คมน์ อรรฆเดช ซึ่งเป็นเจ้าของมรดก ได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยาตั้งแต่ปี 2525 นานกว่า 30 ปี ได้ประกอบธุรกิจร่วมกันโดยทำธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนต์ ห้างสรรพสินค้าในนามของบริษัทฯ หลายบริษัท ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1471/2555

ซึ่งต่อมาหลังจากที่ทาญาติโดยชอบธรรมของ นายสมคิด เล่งอิ๊ว ทราบข่าวว่า น.ส.พรพิมล มั่นฤทัย ได้ยื่นต่อศาลเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อเพียงคนเดียว โดยปราศจากทางญาติฝ่ายพ่อ จึงได้ทำเรื่องร้องต่อศาลเพื่อคัดค้าน พร้อมขอแต่งตั้งทายาทเป็นผู้จัดการมรดก 2 คน โดยกำหนดให้ นางหนึ่งฤทัย ภิรมย์ หรือหนึ่ง แพทย์หญิงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี และ นายพิทักษ์ เล่งอิ๊ว หรืออาร์ม น้องชายต่างมารดาของ คมน์ อรรฆเดช ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานอยู่กับพ่อ และนางสาว พรพิมล มั่นฤทัย มาโดยตลอด และทราบความเป็นมา เป็นไป ความเคลื่อนไหวของพ่อมาโดยตลอด ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 ณ ศาลจังหวัดพระโขนง กรุงเทพมหานคร

นางนุชนารถ ภิรมย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ นางสาว พรพิมล มั่นฤทัย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลการเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อ และแจ้งกรอบเวลาที่อยู่กินกับพ่อมาตั้งแต่ พ.ศ.2525 ซึ่งภายหลังได้มาขอแก้ใหม่เป็นได้อยู่กินกับพ่อมาตั้งแต่ พ.ศ.2519 ซึ่งผิดจากความเป็นจริง ทำให้จับได้ว่าการขอเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินที่ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา จำนวน 47 ไร่ ซึ่งพ่อเป็นผู้ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2523 และหลังโฉนดระบุว่าพ่อเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเรื่องนี้ นางพรพิมล ไม่น่ามาข้องเกี่ยว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันได้ใช้ที่ดินผืนนี้ดำเนินธุรกิจขายบ้าน ขายที่ดินไปแล้วก็ตาม ก็น่าจะให้ความเป็นธรรมกับทายาทของพ่อที่มีอยู่ 4 คน และแม่ซึ่งเป็นภรรยาของพ่อคนแรกก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับจะขอเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่มีเงื่อนงำ ไม่น่าไว้วางใจได้ ลูก ๆ ทั้ง 4 คน จึงจำเป็นต้องออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมที่ผู้สืบทอดสกุลทุกคนพึงมีพึงได้ และจะขอต่อสู้ให้ถึงที่สุดอีกด้วย

Reporter : ณัฐภูมินทร์   Photo : Internet   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com