พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
29 เมษายน 2553 :: 12:04:14 pm 16419

เปิดใจเหยี่ยวข่าวสาว จรรยาบรรณ หน้าที่ ความเป็นจริง

จากสถานการณ์การเมืองไทยในตอนนี้ ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อทุกๆ ชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการ หรือแม้แต่ “นักข่าว” ผู้เป็นสื่อกลางในการนำเสนอ ถ่ายทอด ข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้ได้รับรู้ ในฐานะ ผู้สื่อข่าว

แต่ความแตกต่างทางความคิดและจุดยืน กลายเป็นการแบ่งแยกข้าง แบ่งแยกฝ่าย แบ่งแยกสี  รุกลามและรุนแรงมากขึ้น แม้กระทั่งสื่อที่ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงในภาคสนาม ยังได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ ถูกแทรกแซงจนขาดอิสระในการนำเสนอข่าว

วันนี้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้ลงบทสัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวหญิง 2 คน ที่ออกมาเปิดใจบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน คือ น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร และ น.ส. ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว 3 มิติ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก ทั้งต่ออาชีพ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และครอบครัว จึงขอหยิบยกมานำเสนอในแง่มุมของนักข่าว กรณี น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ที่ขอยุติการจัดรายการ “ลับ ลวง พราง” หลังมีคำสั่งจากผู้ใหญ่ในหน่วยความมั่นคง ห้ามสัมภาษณ์”ทหารแตงโม”ที่ฝักใฝ่เสื้อแดง รวมถึงกรณี น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว 3 มิติ ที่โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ถึงเหตุการณ์ตำรวจถูกทหารเอาปืนจ่อหัวในคืนความวุ่นวายที่สีลม วันที่ 22 เม.ย. จนเป็นเหตุให้ต้องถูกโยกไปทำข่าวสายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับข่าวการชุมนุม

วาสนา นาน่วม ผู้ดำเนินรายการ “ลับ ลวง พราง”

ในฐานะสื่อเราระมัดระวังการทำงานท่ามกลางสถานการณ์ที่อ่อนไหว มีความขัดแย้งของสีต่างๆ อยู่แล้ว รายการเราจะวิเคราะห์ข้อมูลด้านทหาร การเมืองเชิงลึก สัมภาษณ์ทหารทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าทหารในกองทัพ ทหารเหลือง ทหารแดง พยายามให้เกิดความสมดุลในการทำรายการอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมงมาตลอด 2 ปี ผู้ฟังรายการมีทั้งเหลืองทั้งแดง วันไหนสัมภาษณ์ออกไปทางเหลือง ผู้ฟังสีแดงจะเข้ามาตำหนิ พอเราคุยออกแดงหน่อย คนฟังเสื้อเหลืองก็ระดมมา ทั้งที่พยายามทำให้สมดุลแล้ว

เข้าใจสถานการณ์ แต่เนื้อหารายการสัมภาษณ์ทุกฝ่าย จะได้รู้เขารู้เรา ว่าทหารแดงทหารเหลืองคิดอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชนวงนอก เราอยู่สายทหาร รู้วงใน ทำรายการก็อยากให้คนเข้าใจ รู้เรื่องทหารด้วย การชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. พูดคุยกับพี่หมู (นายพชร สารพิมพา ผอ.สถานีวิทยุกระจายเสียง อสมท เอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์) ซึ่งจัดรายการด้วยกัน ว่าต้องระวังคำพูด ไม่ให้มีการยั่วยุ รวมทั้งเลือกเชิญทหาร ช่วงแรกที่มีม็อบ ตกลงกันว่าจะงดสัมภาษณ์ไปก่อน ไม่ว่าสีไหน สถานการณ์คลี่คลายค่อยกลับมาสัมภาษณ์สองฝ่ายเหมือนเดิม

ปัญหาคือ หนังสือพิมพ์จะจับประเด็นไปเป็นข่าว ผู้ใหญ่ในรัฐบาลปกติไม่ได้ฟังรายการว่าเราทำสมดุลทุกฝ่าย พออ่านหนังสือพิมพ์เห็นว่ามีแต่แดง ก็ไม่แฮปปี้ จะมีเตือนบ้าง พี่หมูเข้าใจ ไม่เคยกดดัน จะอะลุ้มอล่วยปรับให้พอเหมาะ ล่าสุดมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลสะกิดอย่าสัมภาษณ์แดงเลย มีการตำหนิผู้ใหญ่ใน อสมท เราสงสารพี่หมูและผู้บริหาร อสมท ที่โดนบี้หลายครั้ง เดือดร้อนเพราะเรา จึงขอยุติการจัดรายการ อีกเหตุผลหนึ่งคือ สถานการณ์วันที่ 10 เม.ย. เจ็บปวดกับเหตุการณ์มากเพราะมีการสูญเสียหลายฝ่าย ฟังข้างทหาร เห็นว่าทหารระดับล่างต้องมาตาย ประชาชนมาตาย เราเคยบอกว่าทหารก็เป็นลูกหลาน คนจะมองว่าเราทำแต่เรื่องทหาร พูดไปก็เสียกับเสีย สถานการณ์ไปไกลแล้ว เราถูกมองว่าเห็นใจทหาร ไม่เห็นใจแดงหรือ

ครั้งสุดท้ายที่เราสัมภาษณ์ทหารบูรพาพยัคฆ์บาดเจ็บที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ทหารก็พูดกับม็อบไม่ดีว่ามาทำร้าย มากระทำทหาร เราก็ถูกว่าอีกว่าสัมภาษณ์แต่ทหาร เจ็บปวดที่ทหารและเสื้อแดงตาย ประเทศเป็นอย่างนี้ เป็นอีกเหตุผลที่ไม่อยากจัดรายการแล้ว เมื่อไม่ให้คุยกับทหารแตงโม เราจะปรับให้ออกเหลืองๆ ก็ไม่ใช่เนื้อหาหลักของรายการ รายการแบบนี้มีเยอะแล้ว ไม่อยากให้เดือดร้อนใคร แต่รู้จากคนอื่นว่าพี่หมูโดนด่า เรามีส่วนทำให้แกโดนตำหนิ เลยขอถอย ยุติการจัดรายการ ส่งเอสเอ็มเอสให้พี่หมูว่าขอโทษ อึดอัดเลยขอยุติการจัดรายการก่อน หรือหาใครมาจัดรายการได้ เราพร้อมจะเลิกเพราะรู้สึกไม่อิสระ ทำไม่ได้เต็มที่ พี่หมูก็โทร.กลับ แต่เราไม่รับสาย ไม่อยากคุย ไม่อยากคิดแล้ว

วันนี้ต้องเห็นใจสื่อวางตัวลำบาก พูดบวกกับรัฐบาลก็หาว่าเชียร์เหลือง พูดบวกกับแดงก็บอกว่าเชียร์แดง พูดบวกกับทหารก็บอกเป็นอำมาตย์ คนฟังต้องใจกว้าง นักข่าวทำงานลำบากพอสมควร มีคำถามป้ายสีให้นักข่าวมีสี สื่อไม่น้อยหลายคนอาจยังยึดติดสี เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินการเป็นข่าว อยากให้นักข่าวสังเกตตัวเองว่ามีสีไหม ถ้าเปิดเว็บไซต์ทุกเว็บทุกสีแล้วไม่มีอคติ แค่อยากรู้ว่ามีข้อมูลอะไรบ้างก็หลุดพ้นตรงนี้แล้ว นักข่าวต้องไม่มีความรู้สึกร่วม ต้องฟังทุกสีทุกฝ่าย แต่คิดว่านักข่าวส่วนใหญ่ก้าวข้ามผ่านความเป็นสี แม้การทำงานวันนี้ลำบากแต่ต้องชี้ให้เห็นตามสถานการณ์ ไม่ต้องมีธงว่าเชียร์ใคร ต้องดูตามข้อเท็จจริงตอนนี้ทุกองค์กรสื่อมีปัญหาเพราะการแบ่งสี ไม่ว่าในครอบครัว ในบ้าน หรือในออฟฟิศ แต่เชื่อว่ามืออาชีพของคนทำข่าว ข้อมูลข่าวมันหลงในฝั่งฝ่ายพวกสีไม่นาน อยู่ที่การเปิดใจกว้าง เราจะก้าวข้ามผ่านไปได้

เราทำข่าวสายทหาร ต้องคุยกับทหารได้หมดไม่ว่าเหลืองแดง แหล่งข่าวมีทุกสี ต้องรู้ทุกฝ่ายสมดุลให้ได้ เรื่องส่วนตัวเป็นอย่างไร แต่ข่าวต้องเป็นกลาง วันนี้นักข่าวไปไหนต้องระวังตัวเองให้มาก ในแดงหรือเหลืองมีทั้งคนเกลียดคนชอบ ล่าสุดที่เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) ในม็อบ ต้องพรางตัวใส่หมวก หลบๆ ไป เราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น เราอยู่สายทหาร ไม่มีผลประโยชน์กับใครพวกไหนทั้งนั้น จึงอยู่มาได้เกือบ 20 ปี ทำงานวันนี้เพราะบ้าข่าว นักข่าววันนี้ต้องอดทน ต้องเปิดใจกว้าง โดนด่าก็ต้องทำใจ ไม่เอาคำด่ามาเป็นอารมณ์ เราโดนด่ามากจากทุกสี จนบางทีขำว่าตกลงเราเป็นใคร แต่ก็หลุดพ้นมาแล้ว

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว 3 มิติ

หลังเหตุระเบิดที่สีลม (22 เม.ย.) เกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มเสื้อหลากสีกับกลุ่มเสื้อแดง เวลา 23.30 น. ตำรวจเคลียร์พื้นที่ผลักดันกลุ่มเสื้อหลากสีออกไป เราติดตามไปสังเกตการณ์ พอตำรวจผลักดันไปจนพ้นแนวที่ทหารรักษาการณ์ก็เดินกลับโรงแรมดุสิตธานี เจอน้องนักข่าวช่องหนึ่งบอกว่ามีตำรวจถูกเอาปืนจ่อหัว จึงชวนไปคุยด้วย เจอตำรวจ 10 กว่านายยืนอยู่ เขาก็เล่าให้ฟัง เล่าเสร็จก็ถามว่าน้องจะเอาข่าวไปออกได้หรือ สื่อไทยไม่ลงหรอกเรื่องพวกนี้ ยิ่งทีวียิ่งไม่กล้าออก เขาชินแล้วกับการถูกกระทำแบบนี้

เราออกไม่ได้อยู่แล้ว จึงบอกว่างั้นหนูส่งทวิตเตอร์นะ เขาก็บอกว่าถ้ากล้าก็เอา เราไม่ได้คิดเรื่องกล้าไม่กล้า แต่คิดว่าเป็นเรื่องจริง เพราะตำรวจยืนยันชัดเจน มีคนโดนกันหลายคน ถ่ายภาพได้ด้วย ทวีตข้อความเสร็จก็มีการทวีตตอบโต้กันในลักษณะที่ไม่เชื่อ จึงทวีตอย่างต่อเนื่องในเชิงตัดพ้อว่าสงสารสังคม เรารายงานข้อเท็จจริงกลับไม่มีใครเชื่อ

จากนั้นมีคนแจ้งว่ามีคนเอาข้อความในทวิตเตอร์เราไปโพสต์ต่อ ว่าเราไปบอกว่าทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงเอ็ม 79 ที่สีลม เราก็ตกใจ รีบทวีตไปว่าไม่เกี่ยว แต่พอเช้าขึ้นมานปช.เอาข้อความเราไปแถลงบนเวที เอาข้อความมาส่วนหนึ่งเท่านั้น หลังข้อความถูกขยายผล มีผลกระทบตามมาเยอะ ตั้งแต่ผลกระทบต่อช่อง 3 ต่อเพื่อนร่วมงาน เพราะมันสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม ว่าข้อความเราทำให้เกิดผลกระทบต่อฝ่ายความมั่นคง อาจทำให้ช่อง 3 ถูกมองว่าเป็นเสื้อแดง

ส่วนตัวก็กระทบโดยตรง มีการนำเอาไปเขียนวิเคราะห์พาดพิงในสื่อบางฉบับ เอาเหตุการณ์ตอนทำงานอยู่ไอทีวีมาเชื่อมโยงว่าเราเป็นสื่อสีแดง ในทวิตเตอร์ก็มีข้อความด่าทอว่าเราเคยทำงานกับทักษิณ เคยอยู่ไอทีวี ร้องไห้ตอนไอทีวีปิด นี่แหละคือพวกสีแดง เสียใจและท้อที่ต้องตกเป็นเหยื่อทางการเมืองอีกครั้ง ถูกไม่ให้ทำข่าว ก็โอเค เป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบ ไม่อยากให้ใครมาเดือดร้อนกับเรา สถานี ผู้ร่วมงานก็ต้องไม่เดือดร้อนด้วย ผลกระทบกับครอบครัวก็มี มีแม่ มีน้อง มีหลาน มีคนที่บ้านที่สงขลา ซึ่งความคิดทางการเมืองของคนใต้ค่อนข้างรุนแรง เมื่อถูกวิพากษ์ว่าเป็นนักข่าวมีสี ที่บ้านค่อนข้างเครียด

เรื่องถูกแบนไม่รู้จะพูดยังไง แต่บางอย่างไม่สามารถสื่อสารออกสาธารณะได้ ต้องเคารพองค์กรและอะไรหลายๆ อย่าง แต่เหตุผลที่ยอมรับได้คือเรื่องความปลอดภัย อาจไม่ปลอดภัยไม่ว่าอยู่ในเสื้อแดง เสื้อหลากสี หรือกลุ่มไหน ก็ขอให้อย่าไปทำข่าวสถานการณ์การชุมนุมช่วงนี้ ความคิดของเราคือทวิตเตอร์เป็นโลกส่วนตัวในอินเตอร์เน็ต ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข่าว 3 มิติ เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพสื่อให้คงไว้ได้ ไม่น่าจะเสียหายอะไรมากกับการที่เรามีมุมเล็กๆ ไว้ภาคภูมิใจกับการทำงานวิชาชีพ ส่วนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ก็คิดว่าไม่ได้ร้ายแรงอะไร ต้องยอมรับว่านอกจากทีวีปัจจุบันถูกแทรกแซง ยังไม่ค่อยกล้าพูดออกไปภายนอกว่าถูกแทรกแซง กลายเป็นวัฒนธรรมของสื่อปัจจุบัน ใครก็แล้วแต่ที่แสดงความคิดเห็นตรงข้ามกับฝ่ายหนึ่ง ต้องถูกถีบไปอยู่กับอีกฝ่าย

ตอนนี้สังคมเราขาดซึ่งเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง จนบางคนยอมรับการแทรกแซงต่อการทำหน้าที่ ยอมถูกเซ็นเซอร์ เชื่อว่านักข่าวทีวีทุกคนยังยืนหยัดจะทำหน้าที่อย่างอิสระ แต่ทุกวันนี้เราเจ็บปวดมากพอแล้วที่ไม่สามารถให้ความจริงต่อสังคมได้ทั้งหมด แต่อย่าให้เราต้องทำขาวให้เป็นดำ หรือทำเรื่องจริงให้เป็นเรื่องไม่จริง ที่พูดออกไปแบบนี้ไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง สมาคมวิชาชีพสื่อมองไม่เห็นปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเลยหรือ อยากให้องค์กรสื่อออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของคนในวิชาชีพสื่อบ้าง ขณะที่สื่อเองควรย้อนดูตัวเอง ไม่ใช่ตั้งป้อมใส่ร้ายหรือมองกันเป็นศัตรูระหว่างสื่อกันเอง ทำไมไม่หันมามองความจริงร่วมกันว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วช่วยกันทำให้ประเทศผ่านวิกฤต ที่ผ่านมาไม่มีคนของสมาคมวิชาชีพติดต่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นเลย แม้กระทั่งสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์เราก็ไม่เคยมีใครโทร.มาถามข้อเท็จจริงต้องย้อนกลับไปว่าพวกคุณเองก็ทำข่าวภายใต้พื้นฐานที่ไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้พูดคุยกับเราด้วยซ้ำไป แล้วมันยุติธรรมกับเราหรือไม่ เอาเราไปวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่เคยถามข้อเท็จจริงว่าเป็นยังไง พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าวก็ไม่เคยถาม แต่เอาไปวิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ

หลังจากชัดเจนว่าข้อความที่เราโพสต์เป็นเรื่องจริง อย่างน้อยสังคมก็ยังมีความเป็นธรรมกับเราบ้าง ให้เห็นว่าที่เราสื่อสารเป็นเรื่องจริง ไม่ได้แต่งเรื่องขึ้น ที่มีกำลังใจอยากทำงานต่อไปคือกลุ่มในพันทิปที่เอาข้อความเราไปโพสต์ต่อ ได้ตั้งกระทู้ขอโทษที่นำข้อความไปไม่ทั้งหมด จนทำให้สังคมกล่าวหาในการทำหน้าที่ ขอบคุณทุกคนที่เห็นถึงความตั้งใจ ความบริสุทธิ์ใจ ที่เราไม่ได้คิดร้ายต่อใคร หลังจากที่ความจริงเปิดเผย หลายๆ ฝ่ายเข้าใจมากขึ้น เริ่มมีกำลังใจแล้ว ยังทำหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป

ที่มา : ข่าวสด

Photo : Internet   Category : สังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

sunthree