พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
06 มิถุนายน 2550 :: 15:06:28 pm 3298

เพชฌฆาต คนสุดท้ายของประเทศไทย

ที่กรุงเทพมหานคร ดินแดนแห่งความสุข และความศิวิไล ที่ที่ใครๆ ต่างมองหารูปแบบของชีวิต ที่แตกต่างกันออกไป แต่เขาผู้นี้กลับต้องทำสิ่งที่ใครๆเรียกมันว่า “ความชั่ว “ และขัดต่อหลักศาสนาเขาผู้นี้จำเป็นต้องยิงคนจากทางข้างหลัง ไม่มีข้อยกเว้นว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายรวมจำนวนแล้วทั้งสิ้น 55 ชีวิต เขาฆ่าคนเหล่านั้นด้วยวิธีการง่ายๆเพียงแค่ลั่นกระสุนและเล็งไปที่หัวใจ ในขณะที่คนเหล่านี้ถูกปิดตาและมัดไว้กับเสาไม้

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน 2550, 19:50 น. เนื้อเรื่องโดย ริชาร์ด เอส เอริคช์ บทสัมภาษณ์ เพชฌฆาต คุณ ชโวเรช จารุบูรณ์ ซึ่งเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ เขาเรียกตัวเองและถูกเรียกว่า“เพชฌฆาต คนสุดท้าย”
คุณชโวเรช จารุบูรณ์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์
“ผม คิดว่าการประหารชีวิตในปัจจุบันมีมนุษยธรรมมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตอกตะปูลงไปที่เล็บมือ ,การทรมานด้วยวิธีอื่นๆ หรือ การเฆี่ยนด้วยแส้ ก่อนที่จะตัดหัวทิ้งไป” “สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้ว”
“พระ ทุกรูปในพุทธศาสนาจะบอกไว้ว่าการฆ่าผู้อื่นเป็นบาป แต่คำถามก็คือคุณสนุกกับการฆ่าผู้อื่นหรือไม่” คุณชโวเรช กล่าว
“สิ่ง ที่ผมเห็นก็คือนักโทษเหล่านั้นได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้าย พวกเค้าต้องถูกจำคุกเพราะกรรมชั่วที่ได้ก่อไว้”

ขณะที่สัมภาษณ์ คุณชโวเรช อายุได้ 58 ปี, เป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธเขาเรียกตัวเองและถูกเรียกว่า
“เพชฌฆาตคนสุดท้าย”
รูปประกอบ (copyright) โดย ริชาร์ด เอส เอริคช์

หลังจากสองทศวรรษ ของการเป็นเพชฌฆาต คุณชโวเรช ได้เปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าคุกในส่วนของชาวต่างชาติที่กรุงเทพฯ คือคุกบางขวาง ซึ่งเป็นคุกของเยาวชนที่มาจาก กลุ่มคนจากอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และ ภาคพื้นเอเซีย

เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีภาพยนตร์ เรื่อง “The Bangkok Hilton”ซึ่งตั้งชื่อออกมาในแนวแดกดันว่าเป็นโรงแรมที่พักชื่อนี้ ไม่ใช่ “Hilton International” โรงแรมระดับ 5-ดาว แต่ The Bangkok Hilton มีพื้นที่เพียงแค่ให้สามารถยืดตัวนอนเหยียดยาวได้เท่าช่วงตัวมนุษย์ความสูง ปรกติจะนอนได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงมีอยู่ และมีชาวต่างชาติจำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหลากหลาย ซึ่งทำให้มีผู้ต้องถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ถึงประมาณ 500 คน จาก 44 ประเทศ โดยได้รับการตัดสินในข้อหาที่แตกต่างกันไป

ที่คุกบางขวาง ยังมีผู้ต้องหาที่ได้รับโทษประหารชีวิตอยู่อีกมาก มีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติอื่น ๆ อีก เช่น ชาวพม่า จีน มาเลเซีย และ ไนจีเรีย ล้วนแล้วแต่รอคอยการถูกประหารชีวิตด้วยการใช้ยาพิษฉีดเข้าร่างกาย
การ นำวิธีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเข้าร่างกาย ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เนื่องจากมีผู้ที่ต้องถูกประหารชีวิตจำนวนถึง 4 คนในวันเดียวกัน ซึ่ง 3 คนในจำนวนนั้นถูกจับกรณีของยาบ้า 115,000 เม็ด

ผู้ถูกกักขังและรอความตายในประเทศไทยต้องได้รับความรู้สึกเหมือนกับฝัน ร้าย เพราะพวกเค้าไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไหร่จะถูกนำตัวออกจากห้องขังที่เป็น เพียงบ้านพักพิงหลังสุดท้ายก่อนที่พวกเค้าจะได้สัมผัสกับความตายบนหลัก ประหาร

เค้าเหล่านั้นต้องพยายามต่อสู้เพื่อความอยู่รอดกับคุกใน ประเทศเมืองร้อนอยู่หลายปี มันทำให้พวกเค้าเกิดอารมณ์เครียดอย่างรุนแรงกับการที่จะต้องถูกประหารชีวิต ในที่สุด อาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่มีผู้คุมเข้ามาพูดคุยด้วย และแล้วก็จะมีคนใดคนหนึ่งถูกนำออกไปจากห้องขัง

นี่คือหุ่นจำลอง แสดงให้เห็นถึงการลงโทษในประเทศไทย นักโทษที่ถูกประหารชีวิตจะต้องถูกมัดไว้กับเสาไม้กางเขน และจะถูกยิงทางด้านหลัง เพชฌฆาตจะยืนอยู่ทางด้านซ้ายของรูปภาพ โดยเล็งไปเป้าหมายที่อยู่ด้านบนของผ้าที่ขึงไว้ตรงกับแนวของหัวใจของนักโทษ
รูป ภาพโดย (copyright) ริชาร์ด เอส เอริคช์

“ก่อนที่ผมจะมาเป็น เพชฌฆาต ผมมีหน้าที่พานักโทษที่ตัองถูกประหารชีวิตในคุกบางขวาง ไปยังแดนประหาร ผมรู้สึกเศร้าหมอง และหดหู่ทุกครั้ง เมื่อประตูเปิดออก และผู้คุมคนหนึ่งก็จะชี้มาที่นักโทษประหาร แล้วพูดว่า “เอ็งนั่นแหละ”

“ผม เห็นผู้ถูกประหาร มีอาการคว้าโน่นคว้านี่อย่างไร้จุดหมาย พยายามจะยึดอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง ผมเห็นคนทุรนทุราย ผมเห็นเลือดไหลอาบหน้าของเค้า”
คุณ ชโวเรช แบ่งเวลากันทำงานกับเพชฌฆาตคนอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด 12 คน ในคุกบางขวาง โดยใช้ปืนเก็บเสียง .9 ม.ม.
“ผม ประหารชีวิตคนมาทั้งหมด 55 คน, ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง3 คน”
มัน ไม่เหมือนกับการยิงปืนไรเฟิลเพื่อประหารชีวิตในบางประเทศ ซึ่งจะยิงออกไปหลายกระบอกพร้อม ๆ กันไปที่นักโทษคนเดียว แต่ในประเทศไทยจะใช้ผู้ประหารชีวิตคนเดียวเพื่อประหารชีวิตนักโทษคนเดียว “ปืนหนึ่งกระบอกกับนักโทษหนึ่งคน” คุณชโวเรช กล่าว
“ผมต้อง ยิงเข้าที่หัวใจทางด้านหลัง กฎก็คือให้ยิงได้ถึง 15 นัด ผมก็จะยิงเข้าไปเลย ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง……โดยไม่หยุด” นักประวัติศาสตร์บางคนได้กล่าวไว้ว่า ในทวีปเอเซียจะปฏิบัติการประหารชีวิตทางด้านหลังเพื่อไม่ให้ผู้ถูกประหาร เห็นหน้าเพชฌฆาต เนื่องจากกลัวว่าผีหรือวิญญาณของผู้ถูกประหารจะกลับมาแก้แค้น การที่ให้เพชฌฆาตอยู่ด้านหลังผู้ถูกประหาร เพื่อไม่ให้ผู้ถูกประหารเห็นหน้าเพชฌฆาตเป็นหน้าสุดท้าย

เพื่อ ลดความเครียดของเพชฌฆาต จะมีผ้าขาวที่ขึงไว้ระหว่างผู้ถูกประหารชีวิตและเพชฌฆาต โดยทำสัญลักษณ์เป็นเป้าหมายที่จะต้องเล็งกระสุนปืนเพื่อให้ตรงจุดของหัวใจ ของผู้ถูกประหารที่ได้ถูกมัดไว้ในท่ายืนติดกับไม้กางเขน

     

ใน ปี พ.ศ. 2454, หนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ได้ลงเรื่องการประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะในประเทศสยาม ซึ่งขณะนั้นเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงประเทศไทย มีการบรรยายภาพว่า

“Une Execuction Capitale Au Siam”
ภาพโดย (copyright) ริชาร์ด เอส เอริคช์
ภาพวาด แสดงถึงให้เห็นถึงการลงโทษในประเทศไทย ตามคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ ให้ได้รับการทรมาน และถูกประหารชีวิตในที่สุด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ใน ศตวรรษที่ 15
คุณ ชโวเรช ได้เขียนหนังสือเรื่อง “The Last Executioner” (เพชฌฆาตคนสุดท้าย) ซึ่งออกตีพิมพ์ไปเมื่อหลายเดือนที่แล้ว
ในปัจจุบัน เขามีความสุขอยู่กับภรรยา และลูกชาย 2 คน กับลูกสาวอีก 1 คน

“ใน เมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังใช้วิธีการตัดหัวเพื่อประหารชีวิต เพชฌฆาตจะกระโดดขึ้นและฟันคอจากทางด้านหลังเช่นกัน อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ต้องการให้นักโทษเห็นหน้าและตามมาหลอกหลอนภายหลัง”

การ ประหารชีวิตโดยการตัดหัวได้ยกเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2477 รวมทั้งการตัดชิ้นเนื้อของผู้ถูกตัดหัวออกเป็นชิ้น ๆ แล้วเอาไปให้แร้งกากินเป็นอาหาร และการตัดหัวแล้วเสียบไว้กับเสาแหลมที่ปักไว้กับพื้นเพื่อประจานให้สาธารณชน รับทราบ

“ผมไม่อาจจะพูดได้ว่าผมสนับสนุนหรือต่อต้านการ ประหารชีวิต แต่ผมอยากจะบอกกับคุณว่าประเทศไทยยังมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ และผมไม่อยากที่จะเห็นใครต้องได้รับโทษอย่างนั้น”

“สิ่ง ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องไม่ฆ่าผิดคน หรือฆ่าเพื่อเป็นแพะรับบาป”

“มีนักโทษที่ต้องโทษประหารชีวิตบางคนพูดว่าเขาบริสุทธิ์ ในวันที่เขาต้องเข้าไปในห้องเพื่อถูกประหารชีวิต แต่ผมก็ไม่อาจจะรับผิดชอบหรือติดสินให้กับเขาได้”

“ผม ต้องประหารชีวิตนักโทษเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อผมอายุ 55 ปี แน่นอนผมเครียดกับการต้องฆ่าคน แต่ผมต้องพยายามมองในแง่บวก”

“ผม ต้องเตือนสติของผมอยู่เสมอว่า ผมทำไปตามหน้าที่ ผมทำไปเพราะระบบความยุติธรรมบอกให้ผมต้องทำโดยการเป็นผู้ประหารชีวิตคน ผมไม่ได้มีความสุขกับมัน แต่ผมต้องมองมันในมุมที่กว้างกว่านั้นและพยายามที่จะเข้าใจมัน”

เขา คิดว่าการฉีดยาพิษเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการที่จะต้องยิงคนทางข้างหลัง

“มัน ดูมีมนุษยธรรมมากกว่า เพราะร่างกายของผู้ถูกประหารชีวิตยังอยู่ในสภาพธรรมชาติเหมือนเดิม ไม่ได้ถูกยิงทะลุไปที่หัวใจ”
“ผมคิดว่าการประหารชีวิตเป็น ตัวอย่างที่ทำให้เกิดความกลัวที่จะก่ออาชญากรรม เหมือนกับในช่วงที่กรุงเทพฯ มีการรณรงค์ไม่ให้ทิ้งขยะ ทำให้คนไม่ทิ้งขยะตามถนน แต่หลังจากการรณรงค์จบลง คนก็กลับไปทิ้งขยะเรี่ยราดเหมือนเดิม”

“เรา จะทำได้ดีขึ้นหากมีการปราบปรามและควบคุม เราก็จะปฏิบัติได้ดีขึ้น นิสัยคนไทยต้องได้รับการควบคุมจึงจะประพฤติปฏิบัติได้ดีขึ้น”
“ พฤติกรรมที่โหดร้ายมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศไทยสูงมากใน ศตวรรษที่ 15 เมื่อมีกฎหมายกบฎที่เอื้ออำนวยให้ผู้ประหารชีวิตใช้ความรุนแรง และการทรมานทรกรรม เช่น การผ่าหัวกระโหลก แล้วหย่อนลงไปในน้ำหลอมเหล็ก เพื่อให้เนื้อสมองไหลออกมาเป็นน้ำ”

“ใส่กุญแจข้อมือและข้อ เท้า เสียบไว้กับเสาหลักเพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว แล้วใช้จุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็น” กฎหมายกบฎนี้ ได้บอกไว้ในหนังสือเรื่อง “Discovering Ayutthaya” เขียนโดยนักประวัติศาสตร์ชื่อ คุณชาญวิทย์ เกษตรสิริ อธิบายถึง กษัตริย์ราชาธิราช ที่ 2 ช่วง ปี พ.ศ. 1967 – 1981

ภาพ วาด แสดงให้เห็นถึงการลงโทษในประเทศไทย ตามคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ ให้ได้รับการทรมาน และถูกประหารชีวิตในที่สุด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในศตวรรษที่ 15

ภาพโดย (copyright) ริชาร์ด เอส เอริคช์

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : หนัง

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

เกม