พัทยาเดลีนิวส์

26 กันยายน 2549 :: 16:09:26 pm 10220

เพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลร่วมสายโลหิต

การร่วมเพศ ระหว่างบุคคล ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ทางสายโลหิต หรืออินเซสท์ เป็นความผิดปกติทางจิต และเป็นความผิดตามกฎหมาย สถาบันทางกฎหมายหลายแห่ง ยังถือว่าการร่วมเพศกับเด็กซึ่งตนขอมาเลี้ยงหรือลูกเลี้ยงเป็นความผิดด้วย
สนใจโฆษณา

การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลร่วมสายโลหิตเป็นเรื่องที่เล่ากันมาตั้งแต่ สมัยโบราณ จนถึงสมัยปัจจุบัน ในตำนานกรีกก็เคยกล่าวถึงพฤติกรรมแบบนี้ในพวกเทพเจ้า เช่น เทพเจ้าอีดิปุส (Oedipus) กับพระมารดา และในคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างล็อท (Lot) กับซาโลเม่ (Salome) คำว่า อินเซสท์ มาจากภาษาละตินว่า “อินเซสตุ้ม” (incestum) แปลว่า ไม่บริสุทธิ์หรือต่ำ เพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลร่วมสายโลหิตเป็นของต้องห้ามในทุกวัฒนธรรม มีผู้ศึกษา 250 วัฒนธรรมไม่พบว่าสังคมไหนยอมรับการมีความสัมพันธ์ทางเพศหรือการแต่งงาน ระหว่างพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย หรือพี่กับน้อง แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมนี้ได้รับการยกเว้น ในราชวงศ์กษัตริย์บางราชวงศ์ และระหว่างพิธีทางศาสนาของคนบางเผ่าซึ่งไร้การศึกษา 

            ปัจจุบัน ยังไม่ทราบอุบัติการที่แน่นอนของโรคนี้ เนื่องจากมีการพยายามปิดบังแต่พบว่ามักเกิดในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมต่ำ มากกว่าครอบครัวที่มีฐานะปานกลางหรือสูง ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหานี้เป็นที่รังเกียจของสังคมมาก ฉะนั้นจึงเป็นเสมือนเครื่องช่วยเหนี่ยวรั้งใจของคนที่อยู่ในระดับสังคมสูง หรือเพราะคนพวกนี้เมื่อมีความต้องการทางเพศสามารถหาคนอื่นมาทดแทนได้ รวมทั้งอาจเป็นเพราะครอบครัวของคนเหล่านี้พยายามปกปิดปัญหาไว้ 

            ความ สัมพันธ์ทางเพศระหว่างบุคคลร่วมสายโลหิตที่พบบ่อยคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว หรือพี่กับน้องความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชายพบน้อยที่สุด และความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องในวัยรุ่นจะน้อยถ้ามีการเล่นเพศกันในวัย เด็ก 

            คนที่มีพฤติกรรมทางเพศชนิดนี้กับเด็กมัก มาจากครอบครัวที่สกปรก หมกมุ่นในเรื่องเพศ ดื่มสุราจัด และมักจะตกงานทำให้มีเวลาว่างอยู่กับเด็กๆ มาก ในกรณีพ่อกับลูกสาว ลูกสาวมักจะเต็มใจร่วมมือ มีน้อยมาก (ไม่ถึงร้อยละ 10) ที่ขัดขืน พ่อแม่ก็มักมีความเป็นรักร่วมเพศในจิตไร้สำนึก และอาจมีลักษณะหวาดระแวงอยู่ด้วย สำหรับกรณีแม่กับลูกชาย คนหนึ่งคนใดมักจะมีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรง คือเป็นโรคจิต 

            สาเหตุ เชื่อกันว่า การอยู่ในเมืองหรือการอยู่กันอย่างหนาแน่น อัดแอ เป็นสาเหตุของการเกิดปัญหานี้ แต่จากการศึกษาไม่พบว่าเป็นเช่นนั้น กลับพบว่าปัจจัยเกี่ยวกับสถานการณ์หรือจิตใจมีความสำคัญกว่า 

            ฟรอยด์ เชื่อว่า ความต้องการร่วมเพศกับบุคคลที่ใกล้ชิดทางสายโลหิตเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา บุคลิกภาพ ในระหว่างอายุ 3-6 ปี คือ เด็กจะติดพ่อหรือแม่ที่เป็นเพศตรงกันข้าม และแข่งขันกับพ่อแม่ที่เป็นเพศเดียวกัน แต่ความรู้สึกนี้จะถูกกดไว้ในจิตไร้สำนึกในระหว่างอายุ 7-11 ปี และเกิดขึ้นมาใหม่ในวัยรุ่น แต่ก็ถูกกดไว้อีกก่อนจะเปลี่ยนไปสู่เพศตรงกันข้ามที่เป็นบุคคลภายนอกครอบ ครัว แต่ในรายที่ป่วยขบวนการนี้เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ และเด็กยังมีความต้องการทางเพศกับพ่อแม่ ในขณะที่พ่อแม่ก็ขาดความพยายามบังคับจิตใจจึงเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์นี้ ขึ้น

ลักษณะของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ระหว่างบิดา กับลูกสาว บิดา 

            การศึกษาส่วนใหญ่ พบว่า พ่อมักจะมาจากครอบครัวที่ยุ่งเหยิง พ่อแม่แยกทางกัน ขาดความมั่นคง และได้รับความอบอุ่นทางอารมณ์น้อย ฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษามักต่ำ 

            บุคลิกภาพ ของพ่อพวกนี้ที่พบบ่อยมี 3 แบบคือ แบบเก็บตัว ทำให้ขาดการติดต่อกับโลกภายนอก แบบอันธพาล คือ ขาดคุณธรรม ไม่เลือกว่าใครเป็นใครจะมองเห็นผู้หญิงทุกคนเป็นคู่ร่วมเพศไปหมด หรือแบบไม่บรรลุนิติภาวะคือ ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ใหญ่ ระดับสติปัญญาของพ่อพวกนี้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยและไม่มีอาการวิกลจริต แต่มีความลำบากในการสร้างเอกลักษณ์ของความเป็นชายชาตรี มีลักษณะหวาดระแวง และมักใช้กลไกของจิตใจชนิดให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง 

            พฤติกรรม นี้มักเริ่มเมื่อพ่ออายุประมาณ 40 ปี กับลูกสาวคนโต แล้วลามไปยังลูกคนต่อๆ ไป สาเหตุที่พบพ่อในวัยนี้อาจเป็นเพราะเมื่อลูกสาวเข้าวัยแตกสาว พ่อก็มักจะอายุประมาณนี้ นอกจากนั้นชีวิตแต่งงานของพ่อในระยะนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การตายจาก การแยกหรือหย่ากับภรรยา ตลอดจนความตึงเครียดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการงาน 

            โดย ทั่วไปพฤติกรรมนี้จะเกิดอยู่นานพอควร จนกว่าลูกสาวจะแต่งงานหรือแยกบ้านไป หรือจนกว่าจะถูกสมาชิกอื่นในครอบครัวขัดขวาง การศึกษาเกือบทั้งหมดสรุปได้ว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดในครอบครัวที่สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน และปัจจัยที่ทำให้เกิดคือ การปรับตัวไม่ได้ดีทางเพศ ความบาดหมางระหว่างสามีภรรยา หรือการขาดความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยา 

            พ่อ ส่วนใหญ่รู้สึกผิดจากการกระทำของตนน้อยมาก หรือถ้าจะรู้สึกก็ไม่ได้เกิดจากสำนึกของตนเอง แต่เพราะความละอายหรือความเสียหน้าที่คนอื่นล่วงรู้ถึงพฤติกรรมนี้ และเพื่อแก้ไขความรู้สึกในทางไม่ดีของสังคมที่มีต่อตน เขามักจะให้เหตุผลของการกระทำว่าเขาทำเพราะเป็นหน้าที่ของพ่อที่จะต้องสอน ลูกสาว ให้มีความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง อันเป็นการป้องกันอันตรายที่จะได้รับจากชายอื่น 

            การแยก พ่อออกจากลูกสาวเป็นการช่วยให้พฤติกรรมนี้หยุดไปได้ชั่วคราว แต่ไม่มีหลักฐานว่า เมื่อพ่อกลับมาใหม่พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ มารดา 

            น่าแปลกที่ภรรยาของพ่อพวกนี้มักจะรู้เรื่องราว ที่เกิดขึ้น และยังอาจสมรู้ร่วมคิดกับสามี เกือบทุกรายสนับสนุนความสัมพันธ์นี้โดยการทอดทิ้ง ทำให้สามีคับข้องใจเรื่องเพศ หรือสมรู้ร่วมคิดกับสามี เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วภรรยาจะแสดงปฏิกิริยา 2 อย่างคือ ทนปัญหาได้โดยแสดงการประท้วงเพียงเล็กน้อย หรือปฏิเสธไม่รับรู้พฤติกรรมนี้โดยสิ้นเชิง 

            บุคลิกภาพ ของแม่มักเป็นแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะและเหมือนทารก คือ สมยอม ยึดติดและต้องพึ่งพ่อแม่ของตน มักแต่งงานเมื่ออายุยังน้อยเกินไปกับชายซึ่งมีบทบาทเป็นผู้นำ และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ 

            การที่แม่สมยอม และขาดอิทธิพลในบ้าน ทำให้ลูกไม่ได้รับการคุ้มครองให้พ้นอันตรายจากพ่อ และทำให้เด็กขาดการพัฒนาทางบุคลิกภาพอย่างพอเพียงที่จะต่อต้านการกระทำอัน นี้ ยิ่งกว่านั้นแม่ยังดูเหมือนจะสนับสนุนให้ลูกเป็นผู้ใหญ่เร็วเกินไป โดยมอบหมายให้ลูกทำหน้าที่ของแม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ทางเพศกับพ่อด้วย ลูกสาว 

            แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปจะเห็นใจลูกสาวและเคียด แค้นชิงชังพ่อ แต่ก็มีสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าลูกสาวอาจจะมีบทบาทในการเกิดหรือเป็นคนเริ่ม พฤติกรรมนี้ มีผู้สงสัยว่าลูกสาวจะถูกบังคับให้ร่วมเพศกับพ่อจริงหรือ เพราะพฤติกรรมนี้มักจะดำเนินอยู่เป็นระยะเวลานานพอสมควรโดยที่ลูกสาวก็ ยินยอมให้พ่อทำ ไม่บ่นหรือขัดขืน 

            มีความเห็นแย้งกันว่า ลูกสาวเหล่านี้รู้สึกผิดหรือไม่ บางรายพบว่า เธอจะถือการร่วมเพศกับพ่อเป็นการแสดงความรักของพ่อทำให้เธอไม่ค่อยรู้สึกผิด และถ้าจะมีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นก็มักไม่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับพ่อ แต่เนื่องจากความลับที่เปิดเผยทำให้บ้านแตก สังคมตราหน้า หรือจากความรู้สึกก้าวร้าวและความรู้สึกอยากแก้แค้นที่เธอมีต่อแม่ 

            อย่าง ไรก็ดี แม้จะสรุปไม่ได้ถึงความรู้สึกของลูกสาวต่อพฤติกรรมนี้ แต่ก็พบว่าลูกสาวมักจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดโดยพยายามบอกว่าตน ไม่มีความสุขจากการร่วมเพศกับพ่อเลย 

            เนื่องจากกฎหมาย มักจะสนใจเฉพาะพ่อ และปกป้องลูกสาวไม่ให้ได้รับความอัปยศอดสูยิ่งขึ้น เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับบุคลิกภาพของเด็กสาวเหล่านี้น้อย อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของนักวิจัยหลายคนพบว่า ระดับสติปัญญาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว แต่ถ้าระดับสติปัญญาต่ำอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหานี้ได้มากกว่า และทำให้พฤติกรรมที่เกิดขึ้นแล้วเกิดอยู่นาน 

            เรายังไม่ ทราบผลที่เกิดกับเด็กสาวซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบิดาอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า ถ้าพฤติกรรมนี้เกิดก่อนที่เด็กจะเข้าวัยรุ่น มักจะไม่ค่อยมีผลต่อจิตใจเด็ก แต่ถ้าเกิดในวัยรุ่นจะสร้างปัญหาทางจิตใจให้มากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในวัยนี้มีความรู้สึกผิดชอบรุนแรงกว่า รู้ว่าอะไรปกติอะไรไม่ปกติในสังคมมากกว่า และอยู่ในระยะที่กำลังพัฒนาด้านภาพพจน์ของตัวเองและเอกลักษณ์ทางเพศ อาการที่พบได้ในเด็กพวกนี้คือ อารมณ์เศร้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดไปทั่วทั้งตัว นอนไม่ค่อยหลับ การเรียนเลวลง และสำส่อนทางเพศ 

   การรักษา 

   1. วิธีจิตบำบัดแบบประคับประคอง (Supportive psychotherapy) หรือ จิตบำบัดอย่างลึก (Intensive psychotherapy)

   2. อธิบายปัญหากับพ่อแม่โดยไม่ตำหนิหรือกล่าวโทษเขา อธิบายให้เข้าใจถึงพัฒนาการ ทางบุคลิกภาพของเด็กในเรื่องเพศโดยย่อว่า ในวัย 3-5 ปีและในวัยรุ่นเด็กมีความต้องการใกล้ชิดกับพ่อแม่ที่เป็นเพศตรงกันข้ามมาก เพื่อให้พ่อแม่มองเห็นปัญหาขึ้นมาเอง และเห็นความจำเป็นที่จะต้องป้องกันการเกิดปัญหานี้ขึ้นมาอีก

   3. การรักษาพ่อตามลำพังทำได้ยาก เพราะพ่อพวกนี้มักมีความคิดเกี่ยวกับบทบาทของตนต่อลูกสาวที่แปลกกว่าคนทั่ว ไป และมักไม่ยอมรับหรือหาเหตุผลเข้าข้างการกระทำของตน การแยกพ่อจากเด็กเป็นการ

ขัดขวางพฤติกรรมนี้ได้เพียงชั่ว คราวเท่านั้น ตัวอย่างผู้ป่วย 

            ผู้ป่วยหญิง โสด อายุ 24 ปี การศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ยังไม่มีอาชีพที่แน่นอน มีประวัติการร่วมเพศกับบิดาตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึงปัจจุบัน 

            ผู้ ป่วยเป็นบุตรคนเล็กในจำนวน 2 คน พี่สาวแก่กว่าผู้ป่วยปีเดียว ความเป็นอยู่ระหว่างผู้ป่วยและพี่สาวต่างกันมาก พี่สาวนั้นทั้งยาย มารดา และบิดารัก ยายถึงกับเลี้ยงเอง ให้นอนด้วย และยกสมบัติให้ ส่วนผู้ป่วยยายเกลียดเพราะหน้าผู้ป่วยเหมือนมารดาเลี้ยงของยาย บิดามารดาก็ไม่ค่อยรัก ใช้ให้ทำงานบ้านและให้อะไรๆ น้อยกว่าพี่สาวเสมอ เมื่อแรกคลอดมารดาก็ไม่ได้เลี้ยงเอง ส่งไปอยู่สถานพยาบาลตั้งแต่อายุ 2 เดือนจนอายุ 11 เดือน จึงเอากลับเพราะผู้ป่วยผอมมาก กลับมายายก็ดุและตีบ่อยๆ จนพี่เลี้ยงต้องคอยกัน และกลางคืนต้องนอนกับพี่เลี้ยง พี่สาวเรียนเก่งมาก แต่ผู้ป่วยมีความสามารถเรียนได้เพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 

            มารดา อายุ 60 ปี เป็นลูกขุนนางเก่า ฐานะดี เป็นลูกสาวคนโต และมีน้องชาย 1 คน การศึกษาระดับมัธยมปีที่ 8 (ม.8) อาชีพครู เป็นคนรูปร่างอ้วน เตี้ย และหน้าตาไม่สวย ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็นต้องพึ่งคนอื่นโดยเฉพาะสามีตลอดเวลา เพราะถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาก และถูกเข้มงวดกวดขันในเรื่องเพศและเรื่องเพื่อนชายตั้งแต่เด็ก ทั้งยังกลัวสามีด้วย ส่วนบิดาเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี อายุ 53 ปี อ่อนกว่าภรรยา 7 ปี ฐานะเดิมค่อนข้างยากจน แต่เป็นคนทะเยอทะยาน เกลียดความจน และมีทัศนคติว่าจะต้องแต่งงานกับคนรวย ปกติเป็นคนปากหวานและเจ้าชู้ หลังแต่งงานแม่ยายรักมาก 3 ปี หลังแต่งงานมีภรรยาน้อยและมีลูกด้วยกันอีก 3 คนทำให้ชีวิตสมรสเปลี่ยนไป เพราะทะเลาะกับภรรยาบ่อยขึ้น และต้องแบ่งเวลากันระหว่าง 2 บ้าน 

            ผู้ ป่วยเคยสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 13 ปี มีความต้องการทางเพศค่อนข้างสูง แต่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายมาก่อน อายุ 15 ปี ได้เห็นบิดากอด ถอดเสื้อผ้า พร้อมทั้งลูบคลำเต้านมและอวัยวะเพศของพี่สาวทั้งยังขอร่วมเพศด้วย แต่พี่สาวของผู้ป่วยปฏิเสธ เมื่อพ่ออ้อนวอนพี่สาวผู้ป่วยไม่สำเร็จก็หันมาหาผู้ป่วย อ้างว่าถ้าไม่ได้ระบายอารมณ์เพศจะไม่มีแรงทำงาน และเป็นการสอนเพศศึกษาให้ผู้ป่วยเพื่อจะได้เข้าใจเวลาแต่งงานกับชายคนอื่น ผู้ป่วยเล่าว่า บิดาพยายามจนสำเร็จ โดยผู้ป่วยไม่ได้ขัดขืนอย่างจริงจังเพราะสงสารบิดา การที่ยอมร่วมเพศกับบิดาเป็นการตอบแทนพระคุณบิดาอย่างหนึ่ง และเป็นการดึงบิดาให้ห่างจากภรรยาน้อยด้วย ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ตนได้รับความรักและเอาใจใส่จากบิดามากขึ้น แรกๆ บิดาไม่ได้ร่วมเพศจริงเพียงแต่ถูองคชาตกับอวัยวะเพศของผู้ป่วยจนกระทั่ง หลั่งน้ำกาม เพิ่งร่วมเพศกันจริงๆ เมื่อผู้ป่วยอายุได้ 19 ปี และผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าตนเป็นภรรยาของบิดาอีกคนหนึ่ง 

            ผู้ ป่วยยอมรับว่าตนมีอารมณ์ร่วมกับบิดาด้วย และมักเป็นฝ่ายกระทำให้บิดาก่อน ผู้ป่วยคิดว่ามารดาก็ทราบเรื่องนี้และเป็นใจให้บิดาร่วมเพศกับผู้ป่วย ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยปฏิเสธความสุขสุดยอดจากการร่วมเพศกับบิดา

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สุขภาพ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com