พัทยาเดลีนิวส์

15 กุมภาพันธ์ 2554 :: 17:02:43 pm 55007

เมืองพัทยาเร่ง แก้ไขปัญหาเรื้อรัง “น้ำกัดเซาะชายหาด”

เมืองพัทยาร่วมกันประชุมหารือการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายหาดพัทยา โดยมีสมาชิกเมืองพัทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุม
สนใจโฆษณา

พัทยา – วานนี้ (14 ก.พ. 54) ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา นายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย นายสนิท บุญมาฉาย สมาชิกเมืองพัทยา นายพิเชษฐ อุทัยวัฒนานนท์ ผอ.สำนักงานช่างเมืองพัทยา นายเรวัต โพธิ์เรียง หัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำ ที่ 6 (สาขาพัทยา) ร่วมกันประชุมหารือการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายหาดพัทยา โดยมีสมาชิกเมืองพัทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุม ด้วยชายหาดเมืองพัทยาถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนเกิดปัญหาจนทรายที่หาดลดน้อยลงไปกว่า 2 เมตร เกิดความเสียหายมาก และนักท่องเที่ยวไม่สามารถลงไปนอนอาบแดดที่ชายหาดได้ จนทำให้ผู้ประกอบการล่มเตียงขาดรายได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทางเมืองพัทยาจึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุมหารือการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายหาดพัทยาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เสียทัศนียภาพด้านการท่องเที่ยวชายหาดของเมืองพัทยา

ด้านนายพิเชษฐ อุทัยวัฒนานนท์ ผอ.สำนักงานช่างเมืองพัทยา กล่าวว่า ความเป็นมาของสภาพปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยในปี พ.ศ.2532 JICA ได้ศึกษาปัญหาต่างๆของเมืองพัทยาที่เกิดและได้จัดทำแผนแม่บท ในการพัฒนาเมืองพัทยา โดยได้เสนอโครงการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะเมืองพัทยารวม 9 โครงการ โดยได้จัดหวดหมู่โครงการดังกล่าวเป็น 2 กลุ่ม และได้มีมติเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2535 ให้กรมโยธาฯดำเนินการเร่งด่วนตามที่ JICA ได้เสนอไว้ 5 โครงการ คือ 1 โครงการถมทะเลบริเวณพัทยาใต้ 2โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะชายหาดพัทยา 4 โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือเกาะล้าน และ 5 โครงการก่อสร้างถนนพัทยาสาย 3 ส่วนที่เหลืออีก 5 โครงการ ได้มอบให้การประปาส่วนภูมิภาค / กรมควบคุมมลพิษและเมืองพัทยารับผิดชอบดำเนินการ

ส่วนโครงการแก้ปัญหาและพัฒนาชายฝั่งทะเลของเมืองพัทยา ทางกรมโยธาฯได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายนั้น กรมโยธาฯ ได้ว่าจ้างบริษัท ทีมคินซัลติ้ง เอนจิเนียร์ จำกัด บริษัท Scott Wilson Kirkpatrick Company Limited และบริษัทแอสดีคอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 ซึ่งรวมทั้งการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฟื้นฟูบูรณะพัฒนาเมืองพัทยาประกอบด้วยโครงการย่อย 3 โครงการ คือ โครงการถมทะเลบริเวณพัทยา โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา โครงการฟื้นฟูบูรณะชายหาดพัทยา ซึ่งโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีเพียงโครงการท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยาเท่านั้น

หลังจากสิ่งแวดล้อม (สผ.) ไม่ผ่านโครงการถมทะเลและฟื้นฟูชายหาดพัทยาแล้วในปี 2544-2547 กรมโยธาฯได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการสำรวจชายหาด เพื่อพิสูจน์ทราบว่ามีการกัดจริงหรือไม่ โดยตั้งข้อสมมุติฐานไว้ว่าจะต้องมีการกัดเซาะอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือมีการกัดเซาะไม่น้อยกว่า 1 เมตร ต่อปี โดยไม่กลับสู่ชายหาด หลังจาหมีการสำรวจทุกฤดูกาล เป็นเวลา 3 ปี โดยจัดทำเป็นรูปตัดทางขวางของหาดทรายชายหาดพัทยาเปรียบเท่ากัน และรายงานว่ามีการเคลื่อนย้ายของทรายตามฤดูกาลและยังไม่พบว่ามีการกัดเซาะอย่างมีนัยสำคัญ จึงสั่งชะลอโครงการดังกล่าว

ต่อมาในปี 2550 จากการสำรวจพบว่ามีการกัดเซาะของน้ำทะเลอย่างรุนแรงและเห็นว่าชายหาดพัทยาเสียหายมากจึงนำทรายไปเติมบริเวณชายหาดที่ถูกกัดเซาะ แต่จัดทำในงบประมาณที่จำกัด เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและข้อห้ามตามกฎหมาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้ผลยะระยาว และในปีนี้ ได้เกิดการกัดเซาะของน้ำทะเลอีกครั้งและรนแรงกว่าเดิมมากหลายเท่า ซึ่งเป็นไปตามที่ทำการสำรวจไว้เมื่อปี พ.ศ.2532 ว่าชายหาดพัทยาจะเกิดปัญหานักอีก 30 ปีข้างหน้า และในปีนี้ผ่านมาถึง 20 ปี ก็เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแล้ว แต่ในการดำเนินการแก้ไขนั้นยังไม่ได้รับการแก้ดำเนินการแก้ไขจากสิ่งแวดล้อม (สผ.) จึงไม่สามารถดำเนินการได้ แต่จะมีการแก้ไขในการเฉพาะหน้าเพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ของชายหาดพัทยาและสามารถในนักท่องเที่ยวใช้บริการได้ ส่วนสาเหตุการเกิดการกัดเซาะนั้น มีอยู่ 2 สาเหตุ คือการเกิดจากภัยธรรมชาติ ของคลื่นลมมรสุม และการกระทำของมนุษย์ คือการก่อสร้างลุกล้ำชายหาดจนทรายที่ไหลไปกับทะเลไม่สามารถย้อนกลับได้

ด้านนายสนิท บุญมาฉาย สมาชิกเมืองพัทยา กล่าวว่า ในการรอการตรวจสอบและอนุญาตจากสิ่งแวดล้อม(สผ.) ในการแก้ไขการกัดเซาะของน้ำทะเลให้สามารถอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งเร่งเห็นว่าต้องเร่งแก้ไขเฉพาะหน้าในเร็วที่สุด โดยการให้รื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำชายหาด ออก เพื่อให้ทรายที่น้ำทะเลได้พัดเข้ามาสู้ชายหาดเต็ม 100เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากเดิมทุกวัน ทะเลพัดทรายกลับเข้าชายหาดเพียง ไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการตั้งข้อสังเกตพบว่า ทรายที่ถูกน้ำทะเลพาออกไป และเมื่อน้ำทะเลพาทรายกลับมาพบว่า ทรายดังกล่าวไปค้างอยู่ที่สิ่งปลูกสร้างเช่น ท่าเทียบเรือที่เมืองพัทยาสร้างถึงมา และสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำชายหาดออกไป ซึ่งจากเดิมที่มีแต่หิน แต่ปัจจุบันมีทรายเข้าไปอัดแน่นจนเต็ม จนทรายไม่สามารถกลับมาสู่หาดพัทยาได้

จากการสอบถาม นางพะนอ ซื่อตรง ผู้ประกอบการล่มเตียงที่ถูกผลกระทบ เปิดเผยว่า กับเหตุการณ์ที่เกิดปัญหาการกัดเซาะชายหาดของน้ำทะเลนั้น ในเบื้องต้นเกิดผลกระทบมาประมาณ 1- 2 เดือน แล้ว ซึ่งการกัดเซาะของน้ำนั้นเกิดขึ้นทุกตามฤดูการแต่ในปีนี้เกิดการกัดเซาะมากกว่าปีที่ผ่าน จนต้องนำกระสอบทรายมากั้นไว้เพื่อไม่ให้ทรายไหลลงทะเลจนหมด โดยใช้จ่ายไปกว่า 1-2 หมื่นบาท ส่วนในด้านนักท่องเที่ยวนั้น บางวันก็ไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการเลย เพราะระดับชายหาดถูกกัดเซาะไปกว่า 2เมตร แต่ใน 3 วันที่ผ่านมานี้ น้ำทะเลได้พัดพาทรายกลับเข้ามาบางแต่ก็ไม่เยอะเท่าที่ควร จึงวอนให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เร็วที่โดยกลัวว่านักท่องเที่ยวหนีไปเที่ยวที่อื่นมากกว่าเข้ามาเที่ยวพัทยา

Reporter : จิรวัฒน์   Photo : จิรวัฒน์   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com