พัทยาเดลีนิวส์

08 ตุลาคม 2552 :: 16:10:09 pm 1113

เมื่อซื้อหุ้นแล้วไม่จ่ายค่าหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น

เราได้เคยพูดกันมาแล้วว่า “หุ้น” นั้นเป็นลักษณะเฉพาะของบริษัทจำกัด เมื่อบริษัทจดทะเบียนก็จะต้องมีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น ผู้ถือหุ้นก็จะอาศัยใบหุ้นเป็นตราสารสิทธิในการแสดงความเป็นเจ้าของในกิจการ ของบริษัท เมื่อแรกเริ่มตั้งบริษัทก็ต้องมีการแบ่งทุนจดทะเบียนของบริษัทออกเป็นหน่วยๆ เรียกว่า “หุ้น” เช่น บริษัทมีทุนจดทะเบียน1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นต้น
สนใจโฆษณา

การแบ่งทุนของบริษัทออกเป็นหุ้นนี้ให้ประโยชน์แก่ตัวบริษัทในการระดมทุนมาก เพราะเมื่อแบ่งย่อยออกเป็นหุ้นแล้วก็ทำให้เกิดความสะดวกในการซื้อขาย ผู้สนใจจะลงทุนในกิจการของบริษัทก็สามารถซื้อได้ตามอัตภาพ เมื่อซื้อแล้วต่อมาภายหลังไม่ประสงค์ที่จะถือหุ้นต่อไปก็สามารถโอนขายให้แก่ ผู้อื่นได้

แต่หุ้นที่ซื้อแล้วยังชำระราคาไม่เต็มนั้น คณะกรรมการของบริษัทจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเมื่อไร จำนวนเท่าใดก็ได้ เช่น เรียกให้ชำระ 100 บาท หรือ 200 บาทก็ได้ ผู้ถือหุ้นมีหน้าที่ต้องชำระค่าหุ้นที่ขาดให้แก่บริษัทเสมอ เมื่อซื้อหุ้นแล้วจะอ้างว่าเปลี่ยนใจไม่อยากซื้อไม่อยากเป็นผู้ถือหุ้นอีก ต่อไปแล้ว เช่นนี้ไม่ได้ การเรียกให้ส่งเงินค่าหุ้นนั้นกฎหมายบังคับว่า คณะกรรมการต้องแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบโดยทางจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์เป็นเวลา ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วัน แจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบว่าจะต้องชำระเงินค่าหุ้นที่ไหน เท่าไร ถ้าหากส่งจดหมายไปแล้ว เมื่อครบกำหนดเวลาผู้ถือหุ้นมิได้มาชำระค่าหุ้นทางบริษัทก็มีสิทธิที่จะคิด ดอกเบี้ยสำหรับการชำระค่าหุ้นช้าของผู้ถือหุ้นได้ ถ้าผู้ถือหุ้นยังไม่สนใจที่จะจ่ายค่าหุ้น คณะกรรมการก็มีสิทธิริบหุ้นนั้นมาได้ แต่จะต้องทำตามวิธีการ ขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ส่งจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังผู้ถือหุ้นให้นำเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ยมาชำระ
2. ต้องกำหนดระยะเวลาให้ผู้ถือหุ้นด้วยตามสมควรว่าจะต้องนำเงินค่าหุ้นมาชำระภายในระยะเวลาเท่าใด
3. ที่สำคัญในจดหมายนั้นต้องระบุด้วยว่า หากยังไม่นำเงินค่าหุ้นมาชำระภายในกำหนดเวลาตามข้อ (2) บริษัทจะทำการริบหุ้นของผู้ถือหุ้นนั้นเสีย

เมื่อได้กระทำตาม (1) (2) (3) ดังกล่าวมานี้แล้ว ถ้าครบกำหนดเวลาแล้ว ผู้ถือหุ้นยังไม่นำเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยมาชำระอยู่ดี คณะกรรมการบริษัทก็สามารถทำการริบหุ้นได้ ซึ่งหุ้นที่ริบมานี้ไม่ใช่ว่าจะเอามาเป็นของบริษัทเอง กฎหมายห้ามเด็ดขาดไม่ให้บริษัทถือหุ้นของตนเอง เพราะฉะนั้น บริษัทจะซื้อหุ้นตัวเองไม่ได้ หรือมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการถือหุ้นของบริษัทอื่นก็ไม่มีข้อจำกัดห้ามแต่ประการใด

อนึ่ง หุ้นที่ริบมาแล้วบริษัทก็ต้องนำออกขายทอดตลาดหาผู้ถือหุ้นคนใหม่ ได้เงินมาเท่าใดก็ต้องหักใช้ค่าหุ้นกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระเสียก่อน ถ้ามีเงินเหลืออยู่อีกก็ยังต้องส่งคืนให้กับผู้ถือหุ้นคนเดิมไม่ใช่บริษัท เก็บไว้เองหมด แต่ถ้าขายทอดตลาดแล้วได้ราคาน้อยกว่าเงินที่ค้างชำระ บริษัทก็ยังมีสิทธิไปเรียกส่วนที่ขาดจากผู้ถือหุ้นคนเดิมได้อีก โดยถือว่าผู้ถือหุ้นคนเดิมเป็นผู้มีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าหุ้นกับบริษัทให้ ครบตามที่ได้จองชื่อไว้เสมอ

หุ้นห้ามโอนได้หรือไม่?
ปกติ ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิโอนหุ้นของตนไปให้ใครก็ได้ แต่บางกรณีบริษัทก็อาจที่จะไม่ต้องการให้มีการโอนหุ้นไปโดยง่าย หรือไม่ประสงค์ให้มีการโอนหุ้นไปให้บุคคลบางกลุ่มซึ่งเข้ากันไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้บริษัทก็สามารถวางข้อกำหนดเกี่ยวกับการโอนหุ้นขึ้นมาได้ ข้อกำหนดที่บริษัทตั้งขึ้นนี้ก็จะมีลักษณะเป็นข้อห้าม ข้อจำกัด ในการโอนหุ้นประการหนึ่ง

การที่บริษัทจะวางข้อจำกัดในการโอนหุ้น นี้ บริษัทจะต้องระบุข้อจำกัดไว้ใน “ข้อบังคับ” ของบริษัท (มาตรา 1129) ส่วนข้อจำกัดการโอนหุ้นที่บริษัทใส่ไว้ใน “ข้อบังคับ” ก็มีผลผูกมัดผู้ถือหุ้นทุกคนในบริษัทให้ต้องปฏิบัติ ตามข้อจำกัดที่ใส่ในข้อบังคับ นั้น ลักษณะของข้อจำกัดที่บริษัทจะกำหนดขึ้น ก็เช่น การโอนหุ้นต้องได้รับความเห็นชอบ ของคณะกรรมการบริษัทก่อนเป็นต้น ถ้าบริษัทมีข้อกำหนดแบบนี้ ก็หมายความว่า คณะกรรมการบริษัทมีสิทธิขอพิจารณาตัวบุคคลซึ่งจะเป็นผู้รับโอนหรือผู้ถือ หุ้นใหม่ก่อนได้ว่าจะเป็นใคร บริษัทเห็นชอบด้วยหรือไม่ ถ้าบริษัทเห็นชอบด้วยก็มีสิทธิปฎิเสธไม่ให้มีการโอนหุ้นได้ ถ้าผู้ถือหุ้นคนใดยังขืนไปทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นโดยที่คณะกรรมการบริษัทไม่ เห็นชอบด้วย เมื่อรับโอนจะมาขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทก็มีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับแก้ไขได้ เนื่องจากการโอนทำไม่ถูกต้องตาม “ข้อบังคับ”ของบริษัท และทางฝ่ายผู้รับโอนก็จะฟ้องร้องอะไรบริษัทไม่ได้เพราะบริษัทมีอำนาจที่จะทำ ได้ตามข้อบังคับ

ดังนั้น ถ้าเราเป็นฝ่ายผู้รับโอน เราก็มีความจำเป็นต้องตรวจสอบ “ข้อบังคับ” ของบริษัทเสียก่อนที่จะไปรับโอนว่ามีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขบ้างหรือไม่ “ข้อบังคับ” ของบริษัทนั้นสามารถขอตรวจสอบได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือถ้าเป็นบริษัทที่อยู่ต่างจังหวัดก็ไปตรวจสอบได้ที่สำนักงานทะเบียน พาณิชย์จังหวัด ถ้าหากตรวจสอบแล้วในข้อบังคับของบริษัทมีเงื่อนไขการโอนกำหนดไว้ก็จะต้องขอ ให้ฝ่ายผู้โอนทำการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดไว้ให้ครบถ้วนเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ไม่สามารถวางกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามไม่ให้ผู้ถือหุ้นโอนหุ้นของตนโดยเด็ดขาดได้ บริษัทจะกำหนดได้ก็แต่ว่าถ้าจะโอน ผู้ถือหุ้นต้องทำอะไรก่อนบ้าง แต่จะห้ามไม่ให้โอนเลยนั้นไม่ได้ ลักษณะของข้อจำกัดที่นิยมกำหนดกัน ก็เช่น ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท หรือจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน หรือมิฉะนั้นก็อาจมีการกำหนดว่า ถ้าหากผู้ถือหุ้นคนใดจะโอนขายหุ้นของตน ก็จะต้องเสนอขายให้ผู้อื่นเสียก่อน ถ้าผู้ถือหุ้นคนอื่นไม่ซื้อแล้วจึงจะนำออกเสนอขายให้บุคคลภายนอกได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งด้วยข้อกำหนดเหล่านี้ก็จะทำให้บริษัทสามารถคุมการโอนหุ้นของผู้ถือหุ้น ให้เป็นไปตามที่บริษัทต้องการได้

อ้างอิงมาจาก
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โดย ภัทรานิษฐ์ อุดมพรสุขสันต์ และ สุพรรณี อุดมพรสุขสันต์
ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย SMEs

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : กฏหมาย

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com