พัทยาเดลีนิวส์

17 ธันวาคม 2556 :: 15:12:19 pm 121892

เศรษฐกิจพอเพียง กับ สามหลักการของความพอประมาณ

หลักการแรกที่ต้องมี คือ การออมเงินให้เพียงพอก่อนใช้จ่าย การออมเป็นพื้นฐานของความพอมีพอกิน
สนใจโฆษณา

เศรษฐกิจพอเพียง กับ สามหลักการของความพอประมาณ (Sufficiency Economy and the Moderation)

ปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากกระแสวัตถุนิยม ความอยากได้ อยากมี ทำให้หลายคนใช้จ่ายเงินเกินฐานะของตนเอง บางคนถึงกับกู้หนี้ยืมสิน กลายเป็นภาระทางการเงินของตนเองและครอบครัว แต่ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากเราน้อมนำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ประกอบไปด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ซึ่ง 3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม ทั้งนี้ บทความนี้จะขอกล่าวถึง “ความพอประมาณ” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“ความพอประมาณ” คือ ความพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ซึ่งก็คือการบริโภคแต่พอดี ใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หาได้ในปัจจุบัน เพื่อให้มีเงินออมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ หรือเมื่อไม่มีรายได้จากการทำงานแล้วในอนาคต ทั้งนี้ การดำเนินชีวิตบนความพอประมาณตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็มีหลักปฏิบัติมาแนะนำ 3 ขั้นตอน ดังนี้

หลักการแรกที่ต้องมี คือ การออมเงินให้เพียงพอก่อนใช้จ่าย การออมเป็นพื้นฐานของความพอมีพอกิน และความมั่นคงในชีวิตตลอดอายุขัย โดยใช้หลัก “ออม 1 ส่วน ใช้ 3 ส่วน” และหลัก “ออมก่อนใช้” เพื่อจะได้ไม่ใช้เงินเพลินจนไม่เหลือเก็บออม สำหรับเงิน 3 ส่วนที่เหลือ ก็ใช่ว่าจะนำไปใช้สุรุ่ยสุร่าย แต่ให้เราดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย มีความสะดวกสบายพอสมควร กินอาหารดีมีคุณค่า ใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะ ไม่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น หรือหรูหราจนเกินพอดี และถ้ามีเงินเหลือจากการใช้จ่าย ก็ควรนำมาเก็บออมเพิ่มเติม นอกจากนี้ การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือบัญชีครัวเรือนเป็นประจำ จะช่วยให้เราบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น โดยเราสามารถทบทวนได้ว่าค่าใช้จ่ายใดไม่จำเป็น ปรับลดได้บ้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลง ก็คือ เงินที่เหลือมาเก็บออมได้มากขึ้น

หลักการที่สอง คือ สำรองเงินเผื่อฉุกเฉินอย่างเพียงพอ จากหลักการในข้อแรก เงินที่ออมก่อนใช้จ่ายให้นำมาเก็บเป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อทดแทนรายได้ในกรณีที่ตกงาน เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถ และเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อเครื่องใช้ที่หมดสภาพลง สำหรับจำนวนเงินสำรองควรมีเท่าไรนั้น ขอแนะนำว่าควรมีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนของครอบครัว อย่างไรก็ตาม หากครอบครัวมีรายได้เพียงทางเดียว หรือไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้งของตนเองและครอบครัว ก็ควรเพิ่มเงินสำรองในส่วนนี้ด้วย

หลักการที่สาม คือ ยกระดับฐานะให้สูงขึ้นแบบพอเพียง การยกระดับฐานะให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่จะต้องมีพื้นฐานที่ดีเสียก่อน ก็คือพื้นฐานการออม และเงินสำรองที่เพียงพอ เพราะหากขาดพื้นฐานที่มั่นคง การยกระดับฐานะก็อาจล้มเหลวลงได้ ดั่งพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด” ดังนั้น การยกระดับฐานะของตนเองจะต้องทำอย่างมั่นคง และไม่ข้ามขั้นตอน โดยมีวิถีทางเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นอยู่ 2 ทางหลัก ได้แก่

1. การเพิ่มรายได้จากแรงงาน หรือความสามารถในวิชาชีพของตนอย่างสุจริต และเดินสายกลาง คือ การที่ใช้เวลาว่างจากงานประจำในการหารายได้เสริม โดยที่ไม่ได้เป็นงานที่หนักเกินไปจนเสียสุขภาพ หรือทำให้เสียความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

2. การนำเงินออมส่วนที่เกินจากการเป็นเงินสำรองไปลงทุนต่อยอด การลงทุนนั้น อาจเป็นธุรกิจที่เราถนัด มีความเชี่ยวชาญ หรือลงทุนผ่านสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม พันธบัตร และหุ้นกู้ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะลงทุนอะไร เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะลงทุน หากลงทุนโดยไม่มีความเข้าใจ ก็มีโอกาสขาดทุนได้สูง และที่สำคัญ คือ ไม่ควรกู้ยืมเงินมาลงทุนเกินตัว เพราะหากการลงทุนไม่เป็นไปตามคาด อาจเกิดความเสียหายส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของตนเองหรือครอบครัวได้

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดที่มีประโยชน์มากถ้าหากเราทุกคนได้น้อมนำไปใช้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงแนะนำให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด อย่างมีเหตุและผล แต่ไม่ใช่ตระหนี่ถี่เหนียว จึงจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุข

ที่มา : เดลินิวส์

Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com