พัทยาเดลีนิวส์

16 ตุลาคม 2556 :: 11:10:43 am 118153

เสวนาสัญจรครั้งใหญ่ “สร้างอนาคตไทย 2020”

ภาครัฐจัดมหกรรมความรู้ นิทรรศการ งานเสวนาสัญจรครั้งใหญ่ “สร้างอนาคตไทย 2020” กิตติรัตน์ ชี้พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น สังคมอาจมมองว่าประเทศต้องเป็นหนี้ แต่เมื่อพ้น 50 ปีแล้วสบาย
สนใจโฆษณา

พัทยา-วานนี้(15 ต.ค. 56) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ ศูนย์ประชุมพีช โรงแรมรอยัลคลิฟ โฮเต็ลกรุ๊ป เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จัดนิทรรศการ “สร้างอนาคตไทย 2020 “ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ภาครัฐบาลจัดขึ้น เพื่อรวบรวมความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่งของประเทศ โดยมีการจัดสัญจรเดินสายต่อเนื่องในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคมนี้

ทั้งนี้ภายในงานได้จัดให้มีการแสดงนิทรรศการพร้อมการแสดงมัลติมีเดียนำเสนอความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่งของประเทศ ความจำเป็นในการลงทุนและเป้าหมายที่จะได้รับใน 7 ปีข้างหน้าหลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำเข้ามาพัฒนาระบบ ทั้งนี้นิทรรศการจะนำเสนอข้อมูลโครง ข่ายคมนาคมของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่าง รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟรางคู่ โครงข่ายถนนเชื่อมภูมิภาค ท่าเรือ และการพัฒนาด้านการค้าชาย แดน ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เน้นการลงทุนในระบบคมนาคม ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เกิดการเดินทางขนส่งที่สะดวกรวดเร็วและเข้าถึงทุกพื้นที่แล้ว ยังมีผลต่อเศรษฐกิจ การค้า อาชีพในอนาคต

นอกจากนี้ภายในงานยังได้จัดทำเนื้อหาในระดับภูมิภาค จังหวัดและชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เพื่อรับทราบข้อมูลการลงทุน วางแผนชีวิตและการงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อีกด้วย

พร้อมกันนี้ยังจัดปาฐกถาพิเศษ โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมต.คลัง และนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รมต.คมนาคม ร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ นักธุรกิจ นักลงทุน ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นในหัวข้อ“ภาคตะวันออก ศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรม การลง ทุน และการท่องเที่ยว” โดยพบว่ามีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟังนับพันคน

3 4

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในอดีตประเทศไทยประสพปัญหาวิกฤตการทางการเงินในปี 2540 โดยมีการกู้เงิน 1.14 ล้านล้านบาท ทำให้ไทยต้องเป็นหนี้และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการชำระดอกเบี้ยถึงปีละ 7 หมื่นล้านบาทซึ่งกินเวลานานมานับ 10 ปี รัฐบาลจึงได้ออกพระราชกำหนดชำระหนี้จนถึงปัจจุบันถือว่าเข้าสู่ภาวะปรกติ

สำหรับ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น สังคมมองว่าประเทศต้องเป็นหนี้กินเวลานานถึง 50 ปีที่ต้องเสียเวลาในการชำระเงินคืน แต่เมื่อพ้น 50 ปีไปแล้วเมื่อหนี้สินหมดไปประเทศไทยก็ยังมีทรัพย์สินอยู่ที่ยังสามารถใช้งานไปได้อีกหลายทศวรรษ ที่สำคัญเงินกู้เหล่านี้มีการกำหนดการชำระไว้เป็นที่ชัดเจน โดย 10 ปีแรกจะยังไม่ชำระจะเริ่มในปีที่ 11 ขั้นต้นจำนวน 2 หมื่นล้านบาท จากนั้นก็จะจัดแบ่งงบประมาณไว้ในสัดส่วน 100 ละ 1 เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะสามารถชำระได้ให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนด

นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อไปว่าสำหรับงบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้นได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบด้านการขนส่งและคมนาคมเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายแยกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีภาระและโครงสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมหลายด้าน เพราะหากไม่กำหนดแบ่งแยกให้เกิดความชัดเจนก็จะทำให้การพัฒนาระบบเหล่านี้เป็นอย่างเชื่องช้าไม่เกิดผลโดยเร็ว โดยมีการกำหนดโครงการรองรับไว้แล้วกว่า 50 โครงการ ซึ่งถือว่าครบถ้วน คุ้มค่ากับการลงทุน โดยมีการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบจากสำนักงบประมาณและคณะรัฐมนตรี ดังนั้นจึงจะไม่มีการนำงบประมาณมากองไว้หรือก่อให้เกิดหนี้ก่อน แต่จะทำไปตามโครงการที่กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในส่วนนี้จะมีการพัฒนาระบบคมนาคมและขนส่งที่เชื่อมโยงภายในประเทศและจุดเชื่อมต่อในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวด้านการขนส่งสินค้า และการเดินทาง

ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รมต.คมนาคม กล่าวเสริมถึงโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่มุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกนั้น ด้วยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของประเทศในหลายด้าน ทั้งด้านการอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และอื่นๆ รวมหลายแสนล้านบาท มียอด GDP สูงในอันดับต้นๆของประเทศ แต่ที่ผ่านมากลับมีงบประมาณลงมาสนับสนุนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องของการขนส่ง การคมนาคม โดยจะดูได้จากสถิติของจำนวนผู้คนที่เดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออกนั้นจะเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ 84 % รถโดยสาร 16 % ไม่มีเรื่องของระบบรางเข้ามาเป็นสัดส่วนในการเดินทาง ขณะที่ภาคการขนส่งนั้นสถิติพบว่าการขนถ่ายสินค้าทางระบบรางซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำอยู่ที่ 1.7 ล้านตัน/ปี ขณะที่การขนส่งทางรถบรรทุกกับอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน/ปี ซึ่งกรณีนี้ส่งผลให้การจราจรติดขัด การคมนาคมถือว่าถึงขั้นวิกฤต นอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงขึ้น รวมไปถึงเรื่องของพลังงานที่สิ้นเปลืองเช่นกัน

5 6

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่าสำหรับแผนการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกนั้น มีการกำหนดโครงการหลักไว้แล้วรวมไปเป็นงบประมาณกว่า 1.3 แสนล้านบาท อาทิ โครงการถไฟฟ้าความเร็วสูง สาย กทม.พัทยา-ระยอง ระยะทาง 221 กม. ซึ่งจะเชื่อมโยง 3 สนามบินหลักได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิและอู่ตะเภา ด้วยรถไฟความเร็วสูงเฉลี่ย 250-400 กม.ต่อชั่วโมง พร้อมด้วยการก่อสร้าง 5 สถานีจอดหลัก บรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 13,800 คนต่อวัน หรือโครงการรถไฟรางคู่ ถนนขนาด 4 เลน จัดทำโครงข่ายถนนเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 การพัฒนาโครงข่ายการจราจรทั่วภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประชุมร่วมทุกภาคส่วน และทำประชาพิจารณ์เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามโครงการ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เป็นโครงการที่จัดทำเพื่ออนาคตและเกิดผลเป็นรูปธรรมแน่นอน โดยมีการกำหนดกรอบของการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนในระยะเวลา 7 ปีที่ต้องแล้วเสร็จ และถือเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเพราะหากรอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีความคืบหน้าในการพัฒนาจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า และจะทำให้อนาคตประเทศไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเรื่องของต้นทุนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งดอกเบี้ยและโอกาสที่จะเสียไปด้วย ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะมีปัญหาการคอร์รัปชั่นสูงนั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมกันตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะต้องเน้นให้มีการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดำเนินการใดๆหรือไม่จัดทำก็จะทำให้ประเทศเดินไปไม่ได้ และการพัฒนาในด้านต่างๆจะไม่ครอบคลุมและเกิดประโยชน์สูงสุด

Reporter : สามารถ ทองเสริม   Photo : สามารถ ทองเสริม   Category : ข่าวแวดวงสังคม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com