พัทยาเดลีนิวส์

25 มีนาคม 2552 :: 14:03:18 pm 7603

แฉวิธีล่อฉีด สเต็มเซลล์ !!

ขายสเต็มเซลล์ซื้อ กล่องละ 2.5 หมื่นบาท แถมคูปองจ้างพยาบาลฉีดฟรี ท้าผิวเป็นทารกย้อนหลัง 7 ปี เลขาฯ วช. ไม่เชื่อว่าเป็นสเต็มเซลล์แท้ ยันห้ามฉีดรกแกะใส่ร่างกายมนุษย์ ไม่มีงานวิจัยรับรองความ ปลอดภัย
สนใจโฆษณา

จากกรณี “คม ชัด ลึก” เสนอเรื่องราวของ กลุ่มธุรกิจที่นำเอายาสเต็มเซลล์เฒ่าทารก หรือเซลล์ต้นแบบ (stem cell) มาวางขาย โดยอ้างว่าผลิตจากรกเด็กบริสุทธิ์ของยุโรปและญี่ปุ่น เมื่อฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ จะช่วยให้ผิวพรรณกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเตือนว่า การฉีดสารแปลกปลอมเข้าเส้นเลือดอาจมีสิทธิ์ช็อกตายได้ โดยเฉพาะสารที่อ้างว่าเป็นสินค้าสเต็มเซลล์จากต่างประเทศที่ขายราคาหลอดละ 500-1,000 บาทนั้น

แพทย์ด้านผิวหนังเชื่อว่าเป็นสเต็มเซลล์ปลอม เพราะสเต็มเซลล์ของจริงต้องเก็บรักษาอย่างดีและต้องแช่เย็นในอุณหภูมิที่ เหมาะสมตลอดเวลา ไม่สามารถนำมาบรรจุในกล่องวางขายทั่วไปได้ นอกจากนี้ วงการแพทย์อนุญาตให้รักษาได้เฉพาะผู้ป่วยด้านเม็ดเลือดเท่านั้น ยังไม่มีการรับรองหรือพิสูจน์ได้ว่าสเต็มเซลล์ช่วยผิวพรรณให้กลับเป็นเด็ก หรือลดริ้วรอยแต่อย่างใด

จากการสุ่มตรวจข้อมูลเว็บไซต์และเว็บบอร์ ดภาษาไทยกว่า 8,000 แห่ง ซึ่งนำสินค้าที่อ้างว่าผลิตจากสเต็มเซลล์จากยุโรปและญี่ปุ่นมาประกาศขายนั้น พบว่ากลุ่มผู้ขายมีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย รวมถึงเกย์ หรือสาวประเภทสอง โดยกลุ่มหลังจะใช้คำพูดโน้มน้าวให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและมั่นใจในสินค้าได้มาก ที่สุด ผู้ขายสินค้าเสี่ยงอันตรายผ่านอินเทอร์เน็ตกลุ่มนี้จะใช้ช่องทางหลากหลายรูป แบบ เช่น เปิดเว็บไซต์ขายสินค้าสเต็มเซลล์โดยตรง หรือนำสินค้าไปโพสต์หรือประกาศไว้ในเว็บไซต์ที่เน้นการขายสินค้าแบบธุรกิจ ขายตรง หรือที่เรียกว่า เอ็มแอลเอ็ม หรือบางส่วนอาจใช้เว็บไซต์หาเพื่อนยอดนิยมเช่น ไฮไฟว์ (hi5) เป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าเฉพาะเพื่อนในกลุ่ม แม้จะเป็นสินค้าสเต็มเซลล์ยี่ห้อเดียวกัน แต่ราคากลับแตกต่างกันหลายพันบา

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า “นาย ต.” หนึ่งในผู้ประกาศขายสเต็มเซลล์หลากหลายยี่ห้อ และอ้างว่าเป็นสินค้านำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ นาย ต.ซึ่งมีบุคลิกการพูดคล้ายสาวประเภทสอง ใช้วิธีการขายที่พูดโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อสเต็มเซลล์แบบฉีดเข้าเส้นเลือด ยี่ห้อ Plaxxxxx BioXXX ของสวิตเซอร์แลนด์ ราคา 2.5 หมื่นบาท ในกล่องจะมีจำนวน 50 หลอด พร้อมชักชวนให้เชื่อว่าเป็นชนิดที่ขายดีและได้ผลทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นุ่มลื่น ผิวเรียบเนียน โดยมีบริการฉีดให้ฟรีจากนางพยาบาลที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว

เมื่อ จ่ายเงินแล้วจะได้คูปอง 50 ใบ เพื่อนำไปฉีดยาเข้าร่างกายประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หลังฉีดไป 50 หลอด ก็สามารถหยุดได้ เพราะฤทธิ์ของสเต็มเซลล์จะอยู่ในร่างกายอีกหลายเดือน จนกว่าจะรู้สึกว่าผิวไม่เรียบเนียนค่อยมาซื้อไปฉีดใหม่อีก 50 หลอด ซึ่ง นาย ต.จะมีเทคนิคการกล่อมให้ลูกค้าซื้อสินค้าสเต็มเซลล์ผิดกฎหมาย โดยอ้างว่าเป็นสินค้าตัวเดียวกับที่ขายในคลินิกเสริมความงามและมีการรับรอง จากองค์การอาหารและยาของต่างประเทศแล้ว 

            “มีสเต็มเซลล์ขายหลายแบบ แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน” ถ้าคนที่ชอบแบบถูกหน่อยก็ต้องซื้อของอิตาลีราคาประมาณ 4,500 บาทต่อ 5 หลอด เป็นรกแกะ ส่วนของญี่ปุ่นกับเยอรมนีจะราคากล่องละ 6,000 บาท ได้ 10 หลอด ต้องฉีด 3 กล่อง กล่องละ 1 เดือน ถึงจะได้ผลชัด แต่ถ้าเป็นของสวิตเซอร์แลนด์กล่องละ 2.5 หมื่นบาท จะทำมาจากรกเด็ก เป็นเซลล์เดียวกับมนุษย์ ได้ผลดีกว่า หมอในคลินิกเสริมความงามจะชอบใช้ตัวนี้มากกว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะผ่าน อย.ของต่างประเทศแล้ว 

            แต่ที่ อย.ไทยยังไม่รับรอง
มีฉีดเฉพาะที่คลินิกบางแห่งเท่านั้น และไม่ต้องกล้วแพ้ด้วย เพราะก่อนฉีดจะทำสกินเทสต์ว่าแพ้หรือไม่ ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะมีลูกค้าเยอะ ไม่เคยมีปัญหา แต่ถ้ากลัวเข็มฉีดยา ก็ซื้อสเต็มเซลล์แบบกินได้ ของเยอรมันทำจากรกเด็ก 60 เม็ดแค่ 6,000 บาท” นาย ต.พยายามอ้างข้อมูลต่างๆ เพื่อชักชวนให้ลูกค้ารีบสั่งซื้อสเต็มเซลล์ผิดกฎหมายจากตัวเอง 


            ขณะที่ “นางสาว น.” เจ้าของเว็บไซต์ขายเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง ที่มีสเต็มเซลล์สกัดจากผลไม้ประกาศขายด้วยกล่าวว่า การขายสเต็มเซลล์จากรกเด็กเป็นเรื่องผิดกฎหมายจึงหันมาขายไบโอสเต็มเซลล์ หรือสเต็มเซลล์ที่สกัดจากแอปเปิ้ลแบบฉีดเข้าร่างกาย 1 ชุดมี 10 หลอด ราคา 1.2 หมื่นบาท แต่ลูกค้าต้องไปให้หมอฉีดที่คลินิกแห่งหนึ่งซึ่งจะคิดค่าบริการฉีดครั้งละ 300-500 บาท พร้อมอ้างว่าหลังฉีดเสร็จจะมีผิวขาวอมชมพูเหมือนผิวเด็ก ไม่ต้องทาครีมหรือใช้เครื่องสำอางอีกต่อไป สินค้าตัวนี้ได้รับความนิยมในคลินิกแพทย์หลายแห่ง และกำลังอยู่ในขั้นตอนขออนุญาตจาก อย.ด้วย

เช่น เดียวกับ “นาย ส.” ที่นำสเต็มเซลล์มาขายในเว็บบอร์ดหลายแห่ง อ้างว่า เป็นการบำบัดรักษาโรคร้ายต่างๆ และฟื้นฟูเซลล์ที่เสียไป โดยอ้างว่าจะได้ผิวเหมือนเด็กกลับคืนมา พร้อมแนะนำสเต็มเซลล์จากเยอรมนีที่ฉีดเพียง 1-2 เดือน ก็จะเห็นผลชัดเจน โดยนำรูปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วมาเปรียบเทียบได้เลยว่าผิวพรรณจะกลับไป เหมือนช่วงนั้นอีกครั้ง ผู้ที่ขายสเต็มเซลล์ผ่านเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเดียวกันคือ ให้โอนเงินค่าสินค้าผ่านทางธนาคาร เมื่อได้รับเงินแล้วจะส่งสินค้าให้ภายใน 2-3 วัน แต่ไม่มีการรับรองสินค้า หากไม่ได้ผลก็จะไม่มีการคืนเงินแต่อย่างใด

ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ให้ข้อมูลว่า เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ หรือเซลล์มีชีวิต ถูกนำมาเพิ่มศักยภาพในการรักษาโรค ซึ่งตัวสเต็มเซลล์จะมีชีวิตอยู่ได้ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและดูแล อย่างดี ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินว่ามีนักวิจัยผลิตสเต็มเซลล์ไปรักษาผิวพรรณ ดังนั้นเครื่องสำอางหรือยาที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ช่วยให้ผิวพรรณสดใส หรืออ้างว่าทาผิวแล้วจะทำให้ไร้ริ้วรอยกลายเป็นเด็กอีกครั้งนั้น อาจเป็นเพียงสารที่สกัดจากสเต็มเซลล์หรือสารที่เซลล์หลั่งหรือผลิตออกมาเท่า นั้น เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ไม่ได้เป็นตัวเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น หากเป็นเพียงสารสกัดจากสเต็มเซลล์ไม่ใช่ตัวเซลล์ที่มีชีวิตนั้น เมื่อนำมาฉีดเข้าร่างกายก็จะไม่ได้ประสิทธิผล ไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่ตามที่ต้องการแต่อย่างใด

ศ.ดร.อานนท์ อธิบายต่อว่า เครื่องสำอางที่อ้างว่าเป็นรกแกะแล้วนำมาทาใบหน้านั้น ก็เพียงทำมาจากสารสกัดบางอย่างจากรกแกะเท่านั้น ไม่ได้เป็นสเต็มเซลล์รกแกะจริง ส่วนบางรายอ้างขายสเต็มเซลล์รกแกะของจริงและเป็นเซลล์ที่มีชีวิตนั้น ตามข้อเท็จจริงแล้วจะนำมาฉีดเข้าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ เพราะร่างกายมนุษย์ต้องฉีดสเต็มเซลล์ที่ปลูกถ่ายมาจากอวัยวะของมนุษย์เท่า นั้น เช่น เลือด ไขกระดูก ฯลฯ ยังไม่มีงานวิจัยรับรองความปลอดภัยหากนำเอาสเต็มเซลล์ของสัตว์มาฉีดเข้าร่าง กายคน ทั้งนี้ สเต็มเซลล์ที่นำมารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดนั้น ส่วนใหญ่จะเพาะเลี้ยงจากเลือดของผู้ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับผู้ป่วย เช่น ญาติ หรือ เลือดของผู้ป่วยที่ไม่มีเซลล์มะเร็งผสมอยู่ ส่วนยาที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ที่ขายผ่านทางเว็บไซต์นั้น ได้ดูจากรูปภาพของกล่องและฉลากข้อมูลที่แสดง ซึ่งไม่มีรายละเอียดมากพอที่จะระบุได้ว่าเป็นสินค้าอะไรกันแน่ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะใช่สเต็มเซลล์จริง เป็นแค่สารสกัดบางอย่างเท่านั้น

ความ ก้าวหน้าด้านวิจัยสเต็มเซลล์ในประเทศไทยนั้น ศ.ดร.อานนท์ยอมรับว่า ยังไม่เคยเห็นการเสนองานวิจัยหรือการทดลองปลูกถ่ายหรือเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ เพื่อไปบำรุงผิวพรรณ หรือทำให้เซลล์ผิวหนังกลายเป็นเด็กอีกครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดหรือห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยง สเต็มเซลล์ที่เน้นทดลองปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ เช่น เลือด ไขกระดูก ไขมัน หรือในรกเด็ก ซึ่งก็สำเร็จเป็นบางส่วน แต่ยังไม่สามารถนำสเต็มเซลล์มารักษากับผู้ป่วยทั่วไปได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการฉีดสเต็มเซลล์ให้ผู้ป่วยที่อยู่ในโครงการทดลองเพื่อทำ วิจัยเท่านั้น เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเลือด โรคหัวใจ เบาหวาน โรคข้อกระดูกเสื่อม ฯลฯ โดยต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาด้านจริยธรรมในการวิจัยประจำ สถาบันแต่ละแห่งด้วย 

สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดคืออะไร

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดย ไม่ย้อนกลับมา ซึ่งเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

ตัวอย่างเช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน ในขณะเดียวกันร่างกายของคนเราก็ยังมีเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเติบโตได้ อีก โดยสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดพวกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

  สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ 
 (1) สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน
 (2)สเต็ม เซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง
 (3)สเต็ม เซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะ เจาะจงได้

การรักษาด้วย สเต็มเซลล์ (Stem Cell)
การรักษาด้วย สเต็มเซลล์(Stem Cell) กำลังได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นความหวังใหม่ของวงการแพทย์ที่จะสามารถ รักษาโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น ธาลลัสซีเมีย ลิวคิเมีย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน อัมพาตไขสันหลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ให้หายขาดได้ แม้โดยหลักการแล้ว สเต็มเซลล์ สามารถหาได้จากไขกระดูก กระแสเลือด และบางส่วนของร่างกายมนุษย์ แต่จุดที่มีคุณภาพดีกว่าก็คือ เลือดจากสายสะดือทารกแรกเกิด และจากตัวอ่อนมนุษย์ โดยเฉพาะจากตัวอ่อนมนุษย์นั้นสามารถอีก 2 แหล่ง คือ ตัวอ่อนมนุษย์ที่เหลือจากการใช้ปฏิสนธิในคลินิกผู้มีบุตรยาก และตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้รับการโคลนนิ่ง

ในกรณีนี้ จึงเกิดคำถามเชิงจริยธรรมขึ้นมาว่า เป็นการสร้างชีวิตหนึ่งโดยทำลายชีวิตหนึ่งลงไปหรือไม่? สเต็มเซลล์และความก้าวหน้า : หลักการทำงานของ สเต็มเซลล์ ก็คือ ในร่างกายมนุษย์จะมีเซลล์ทั้งสิ้น 100 ล้านล้านเซลล์ แบ่งเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ 220 ชนิด โดยจะมีทั้งที่ตายไปและสร้างขึ้นใหม่ตามหลักอนิจจังอยู่เสมอๆ ซึ่งปกติร่างกายคนเราก็มี “สเต็มเซลล์” หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นก็จะทำให้สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำงานได้

ทั้ง นี้ การวิจัยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกันคือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) และ สเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell) ซึ่งคุณสมบัติของ สเต็มเซลล์ต้องประกอบด้วย 1. แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ 2. แบ่งตัวแล้วยังคงรักษาคุณสมบัติเดิมได้ 3. เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ถ้าจำเป็น

ด้านวิธีการรักษาด้วย สเต็มเซลล์จะได้แก่ การใช้วิธีเซลล์บำบัด การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ และการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่ผ่านมาผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จำนวนครึ่งหนึ่ง ต้องเสียชีวิตไป ระหว่างการรอรับบริจาคอวัยวะ แพทย์ก็ลำบากใจที่ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ ส่วนญาติพี่น้องก็ร้อนใจ เพราะจะซื้ออวัยวะก็ซื้อไม่ได้ อีกทั้งในกรณีของผู้ที่ได้รับการบริจาคอวัยวะแล้ว ร่างกายก็อาจเกิดการต่อต้านอวัยวะใหม่ได้ หากผู้ให้และผู้รับไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมต่อกันเช่น เป็นพ่อแม่หรือพี่น้องต่อกัน แต่หากมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้งานจริงจะแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากเป็นการใช้เซลล์ตัวเองไปเพาะเลี้ยงภายนอกให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วนำกลับเข้ามาสู่ร่างกาย จึงไม่เกิดการต่อต้านแต่อย่างใด อวัยวะจากการทำ สเต็มเซลล์ก็จะอยู่กับผู้ป่วยได้นานกว่า และเป็นการรักษาโรคให้หายขาดได้ และ การรักษาด้วย สเต็มเซลล์ยังเป็นการลดความทุกข์ทรมานและลดความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วย

สำหรับ ความคืบหน้าล่าสุดนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และม.มหิดล จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิดขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง ใช้ระยะเวลา 3 ปี ดำเนินการในปี 2549-2551 ใช้งบประมาณกว่า 40 ล้านบาท

งานวิจัยระยะแรก จะมุ่งเน้นการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา สำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา และเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการประยุกต์ไปสู่การเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดชนิด อื่นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการรักษาโรคต่างๆได้มากกว่า 70 ชนิด รวมทั้งพัฒนาการจัดตั้งธนาคารเลือดสายสะดือทารกแรกเกิดในประเทศไทย ที่สามารถนำเลือดสายสะดือทารกมาใช้ได้ทันทีเมื่อมีความต้องการ

 

กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัยและผู้ป่วย ผ่านทางศูนย์ปฏิบัติการและโรงพยาบาล โดยการนำเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งคุณภาพชีวิตและความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพราะการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด ตลอดเวลา 30 ปี ได้ถึง 10 เท่า

ถึงแม้ว่าการวิจัยด้าน สเต็มเซลล์จะก้าวหน้าไปไกลมาก แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ ที่จะอธิบายกระบวนการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ในร่างกายของเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งหากยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนและสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ การนำเอาไปใช้ในการรักษาถือว่าอันตรายมากต่อผู้ป่วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการวิจัย สเต็มเซลล์ ในส่วนเซลล์เต็มวัย (Adult stem cell) อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะส่วนที่ได้จากไขกระดูกและสายสะดือเด็กหลังคลอด ซึ่งสามารถนำมารักษาโรคต่างๆ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ปัจจุบันได้มีการรักษาไปแล้วประมาณ 1,000 ราย แต่การนำ สเต็มเซลล์มารักษา ค่อนข้างมีข้อจำกัดในส่วนของหมู่เลือดเม็ดโลหิตขาว และเนื้อเยื่อจะต้องตรงกับผู้ป่วย ในส่วนที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดของตนเองมารักษาได้ ดังนั้น สภากาชาดไทยจึงได้จัดตั้งธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เพื่อขอรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป หรือต้องสละชีวิตเพื่อชีวิต ขณะที่การวิจัยเรื่อง สเต็มเซลล์ กำลังก้าวเดินรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีการฉายให้เห็นแต่ภาพความดีงามและคุณประโยชน์มหาศาลต่อชีวิตมนุษย์ ในมุมกลับกัน การได้มาซึ่ง สเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นมุมอีกด้านกลับถูกละเลยที่จะกล่าวถึง

คำถามที่ท้าทายคือ เราจะนิยามความหมายอย่างไรของการได้มาซึ่ง สเต็มเซลล์ในบางประเด็นที่มีปัญหาในเชิงศีลธรรม เช่น การได้ สเต็มเซลล์มาจากตัวอ่อนของมนุษย์หลังการปฏิสนธิจนถึง 14 วันนั้น สามารถเรียกได้ว่าเป็นชีวิตแล้วหรือยัง หากสิ่งนั้นเป็นชีวิต เท่ากับเป็นสละชีวิตเพื่อชีวิตหรือไม่

สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงเชิง ศีลธรรม คือ กรณีการใช้ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนของทารก ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นการฆ่ามนุษย์หรือไม่ เนื่องจากเป็นการดึงตัวอ่อนมนุษย์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิที่มี อายุ 5-7 วันออกมาไว้ในจานแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นจึงดูดเซลล์จากตัวอ่อนออกมาเพาะเลี้ยงเป็น สเต็มเซลล์ต่อไป โดยวิธีการนี้จะทำให้ตัวอ่อนมนุษย์ต้องตายไป

ทั้งนี้ หากการซื้อขายเซลล์ไข่ดังกล่าวไม่กระเทือนต่อภาคบังคับเช่น มีการซื้อขายแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนต่อสังคมหรือไม่ หากไม่ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร โดยในการพิจารณานั้นหากพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียก็น่าจะยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะพิจารณาว่าการซื้อเซลล์ไข่ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมหรือไม่ นั้น ต้องมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีสละชีวิตเพื่อชีวิต จึงมีคำถามว่าที่แท้จริงแล้วชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดขึ้นทันทีหลังปฏิสนธิ หรือเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิแล้วกี่วัน ตัวอ่อนที่เกิดจากการโคลนนิ่งใช่ชีวิตหรือไม่ หากตัวอ่อนยังมิใช่ชีวิต เช่นนี้แล้ว การใช้คำศัพท์เรียกหาว่า ตัวอ่อน เป็นการถูกต้องหรือไม่อย่างไร

ในปัจจุบันโรงพยาบาลบางแห่ง สามารถให้บริการเก็บ สเต็มเซลล์ ให้กับผู้คลอดได้ ซึ่งก็คือเพื่อทารกเกิดใหม่ในอนาคตนั่นเอง โดยการเก็บเลือดจากสายสะดือประมาณ 120 ซีซีทางฝั่งมารดา วิธีนี้มีข้อจำกัดที่ต้องผ่าตัดคลอดเท่านั้น ส่วนธนาคารที่เก็บ สเต็มเซลล์ คงใช้ของต่างประเทศในช่วงแรกเพราะได้รับการรับรองแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายตกอยู่ประมาณ 4-5 หมื่นบาท อย่างไรก็ตามหากธนาคาร สเต็มเซลล์ ภายในประเทศพัฒนาขึ้น ได้รับการรับรอง ก็คงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

ที่ มา : นายแพทย์ตรอง มณีวัฒนา สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกอุดร

Reporter : พนา ศิริ   Photo : Internet   Category : สุขภาพ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com