พัทยาเดลีนิวส์

23 มีนาคม 2551 :: 08:03:32 am 2858

แม่ฉันกับช้างชื่อ “แม่ด้วน”

"ช้าง" สัตว์คู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย "ถ้าไม่มีช้างในการทำศึกสงครามในวันนั้น อาจไม่มีประเทศไทยในวันนี้" คงไม่ใช่คำที่กล่าวอ้างเกินจริง แล้ววันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับช้าง สัตว์ชั้นสูงที่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ อ่านเรื่อง "แม่ฉันกับช้าง" ก่อนดูวีดีโอเรื่องนี้นะคะ
สนใจโฆษณา

แม่ฉัน อายุเพียง 11 ขวบ ตอนที่คุณตาฉันเสียชีวิตตอนนั้น ทิ้งให้คุณยายฉัน (อายุ 37 ปี) เป็นแม่ม่ายแต่วัยเยาว์ ต้องเลี้ยงลูก หกคนด้วยตัวเอง แม่ฉันมีน้องชาย4 คน มีพี่สาว 1 คน ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ คุณยายฉันก็จากโลกนี้ไปแล้ว (โดยไม่เคยแต่งงานใหม่อีกเลย แม่บอกว่าความรักของคุณยายเป็นเรื่องอมตะ..เศร้าค่ะ) มาพูดเรื่องช้างดีกว่า

แม่ เล่าว่า ครอบครัวแม่มีช้างสามเชือก ตัวที่แก่ที่สุดชื่อ “แม่ด้วน” เพราะหางมันด้วน แม่ จำไม่ได้ว่ามันหางด้วนเพราะอะไร รู้แต่ว่า ทั้งสามเชือกมีควาญช้างประจำ แม่จะผูกพันกับ “แม่ด้วน” มากกว่าตัวอื่น ๆ เพราะเห็นมันมาตั้งแต่เด็ก และแม่ด้วน เป็นช้างที่มีคนเอามาใช้หนี้คุณตา ไม่ได้ซื้อหามาเลี้ยงเอง

ช้างทั้งฝูง (มีสามเชือก) จะถูกจ้างไปลากซุง ไปทำงานในป่าเป็นเวลาหลาย ๆ วัน บางทีเป็นแรมเดือน คุณตาเป็นครูบ้านนอก พอปิดเทอมก็ไปอยู่ป่า ดูช้างทำงาน พองานเสร็จ คุณตาก็กลับบ้านพร้อมกับทีมช้างและควาญ

ตอนที่คุณตาจากไปอย่างคาดไม่ถึง ทำให้คุณยายซึ่งไม่มีความรู้เรื่องการบริหารช้าง สั่งควาญช้างไม่เป็น ตามบ้านนอกสมัยก่อน การปกครองคนงานต้องมีทั้งพระเดชพระคุณ คุณยายไม่รู้เรื่องธุรกิจที่คุณตาทำมากนัก นอกจากเรื่องโรงสี ฟาร์มหมู และร้านขายของชำ ที่คุณยายต้องรับผิดชอบโดยมีลูก ๆ คอยช่วยกันทำพอมีรายได้ส่งลูก ๆ เรียนหนังสือได้ ความลำบากยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อตอนเปิดภาคเรียน คุณยายต้องหาเงินให้ค่าเทอมลูก ๆ ค่าเสื้อผ้า ค่าหอพักและอีกจิปาถะ

แม่ เล่าว่า….วันหนึ่งคุณยายบอกลูก ๆ ว่าต้องขายช้างไปหนึ่งเชือก ให้ลูก ๆ ช่วยกันออกความเห็นว่าควรจะขายเชือกไหนดี เสียงเถียงกันดังระงมเพราะลูก ๆ ห้าคน (ที่มีปากเสียงได้) ส่วนอีกคนเล็กมากนอนแบเบาะ ยังพูดไม่ได้ พอโหวตแล้วคะแนนก็เสมอกัน คือ สามเสียง (รวมคุณยาย) ที่บอกว่าต้องขาย “แม่ด้วน” ส่วนแม่ฉันกับพี่สาวและน้องชายคนถัดแม่ไม่อยากขาย “แม่ด้วน” เพราะมันเชื่องที่สุด ใจดีที่สุด และไม่เคยแผดร้องเสียงดัง ๆ เหมือนเชือกอื่น เมื่อถูกตะขอสับ!

แม่บอกว่าในที่สุดต้องรอจนวันสุดท้ายที่ผู้ซื้อจะมารับช้าง ไป ให้ช้างทั้งสามเชือก (ที่มีควาญช้างจูง) มาเดินให้พวกแม่ซึ่งอยู่ในบ้าน เปิดหน้าต่างมายืนดู เหมือนนักร้องให้กรรมการเลือก ว่าใครต้องตกรอบ แต่นี่เดินเพื่อจะเลือกว่าใครต้องออกไปจากบ้านเรา ไม่ใช่แพ็คกระเป๋ากลับบ้าน แต่ต้องไปอยู่กับครอบครัวใหม่ ที่เป็นใครก็ไม่รู้..

แม่บอกฉันเสมอว่า ช้างเป็นสัญลักษณ์ของทาสผู้ซื่อสัตย์ และเป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดอีกด้วย “แม่ด้วน” ดูเหมือนจะมีลางสังหรณ์ ว่าต้องจากครอบครัวนี้ไป

“มัน เดินอย่างเชื่องช้า เป็นตัวสุดท้ายไปที่หน้าต่างบานกว้างที่เปิดอยู่ โดยมีพวกแม่ยื่นหน้าสลอนมามองดู”

แม่พยายาม อธิบายให้ฉันเข้าใจสภาพบ้านไม้ต่างจังหวัด ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ทางภาคเหนือ แม่บอกว่าช้างตัวสูงใหญ่การที่จะดูให้ถนัด จะเงยหน้าดูคงไม่ได้ ต้องอยู่ที่สูง จะได้มองทั่ว ๆ

แม่ ร้องไห้โฮ เมื่อยายมอง”แม่ด้วน”แล้วพูดว่า “ด้วน..เธอนะแหละต้องเสียสละ เพราะแม่เลี้ยงเธอไม่ไหวจริง ๆ เธอช่วยทำงานไม่ได้แล้ว ไปอยู่กับคนรวยเขาเมตตา เขามีไร่อ้อย มีกล้วย มีอาหารให้เธอมากกว่าพวกเรานะ..”

ช้าง เป็นสัตว์ใหญ่ จะลุกจะนั่งทีก็ลำบาก โดยเฉพาะ “แม่ด้วน” ซึ่งแก่มากแล้ว บางทีก็ป่วยทำงานไม่ได้

วันนั้น “แม่ด้วน” นั่ง ใต้ต้นมะม่วง กว่าจะค่อย ๆ ลุกมาที่หน้าต่างได้ ก็ถูกตะขอสับไปหลายที แม่บอกว่า มันไม่อยากลุกต่างหาก เพราะรู้ตัวว่าต้องจากไป

แม่ ร้องไห้ และจ้องไปตรงนัยน์ตามัน เห็นน้ำตามันไหลริน และอ้อยอิ่งอยู่ที่หน้าต่างอีกนาน กว่าจะถูกควาญช้างไสออกไป เดินเลี้ยวโค้งถนน..หายลับไป..ไปจากครอบครัวแม่ตั้งแต่นั้นมา เสียง ร้องของมันยังติดหูแม่มาตลอด แม่ฉันเป็นโรค “แพ้ช้าง” แม่ชอบอ่านหนังสือเรื่องเกี่ยวกับช้าง ถ่ายรูปกับช้าง ยืนจ้องมองตาช้าง ฉันรู้ว่าแม่มีแผลที่รักษาไม่หาย..ใจแม่ทุกข์ระทมเกี่ยวกับเรื่อง “แม่ ด้วน” ฉันอยากให้แม่เลิกรักช้างเสียที ไม่ใช่เพราะอิจฉาว่าแม่รักช้างมากกว่าฉัน แต่ฉันสงสารแม่……..

วันนี้ ที่ฉันลุกขึ้นมาเขียนเรื่อง “แม่ฉันกับช้าง” เพราะฉันเห็นแม่ร้องไห้ (อีกแล้ว) แม่ดูวีดีโอ เรื่องเดิม ๆ นี่แหละ หากคุณอ่านแล้ว ไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพร่ำมาทั้งหมด ฉันก็ไม่น้อยใจนะ ขอเพียงแต่คุณสละเวลาดูวีดีโอนี้ซักครั้งหนึ่ง..แล้วคุณอาจจะเข้าใจว่าทำไม ฉันต้องลุกขึ้นมาเขียนเรื่องนี้…ใครก็ได้ช่วยแม่ฉันที


ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่าของประเทศ ไทย มีคนยื่นผลไม้ให้ลูกช้างเชือกหนึ่ง มีลูกช้างพังเชือกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อถูกกักขัง ลูกช้างเชือกนี้ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกับ “ผู้ฝึกช้าง” ตั้งแต่เพิ่งเกิดมาดูโลกนี้ได้เพียงสองปีเท่านั้น ลูกช้างพังเชือกนี้ไว้วางใจคนในหมู่บ้านเพราะตั้งแต่เกิดมาก็ได้รู้จักมีแต่ มนุษย์เท่านั้น

ผลไม้ที่มีคนยื่นให้นั้นอยู่ห่างไกลสุดที่เธอจะ เอื้อมถึงได้ เท้ากลมๆ กับขาสั้นๆ ขนาดใหญ่ทั้งสี่ข้างของเธอเดินก้าวไปบนพื้นดินอย่างช้า ๆ เธอได้ยื่นงวงเล็กๆ ผิวหย่นกล้านสีเทาออกไปรับผลไม้ด้วยความอ่อนน้อม โดยที่ไม่รู้ว่าในแต่ละย่างก้าวนั้นทำให้เธอเคลื่อนตัวใกล้กับกับดักเข้าไป ทุกที รวมทั้งการทารุณกรรมตลอดเวลาทั้งเจ็ดวันจะมีผลต่อสภาพจิตใจของเธอ

เธอ ยังอยู่ในวัยที่เจริญเติบโตและขณะนี้มีขนาดไม่สูงไปกว่าคนในหมู่บ้าน ที่ซึ่งแอบตีแผ่วงล้อมลูกช้างพังเชือกนี้ไว้ ขณะที่ลูกช้างย่างก้าวไปข้างหน้า ชายสองคนใช้บ่วงขนาดใหญ่คล้องคอลูกช้างพังนี้ไว้ ด้วยความตื่นตระหนกเธอถอยหลังและพยายามให้หลุดออกจากบ่วงนั้น แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว การกักกันได้เริ่มขึ้นและไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้

ชาวบ้านพยายามหลบหลีกงวงที่ลูกช้างฟาดไปมา เธอพยายามหลบหนีและหวีดร้องด้วยความกลัว แต่เสียงที่เปล่งออกไปนั้นไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเพราะแม่ของเธอได้ถูกนำออกไป จากหมู่บ้านล่วงหน้าก่อนนี้แล้ว ลูกช้างพังเชือกนี้มีกำลังมากแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะกำลังของคนในหมู่บ้าน จำนวนนับสิบๆ คนที่ช่วยกันดึงบ่วงซึ่งบาดเป็นแผลเข้าในผิวหนังบริเวณลำคอของเธอ (ยังมีต่อค่ะ”กว่าจะมาให้ความบันเทิงแก่ท่านได้ ช้างสังเวยไปจำนวนกี่เชือก……)

เรื่อง : จุทานันท์

Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

สายสืบ